siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

คู่มือโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ฉบับสมบูรณ์: สาเหตุ อาการ 5 ระยะ และการรักษา

โรคไตเสื่อม, โรคไตเรื้อรัง, หรือไตวาย ล้วนเป็นคำที่ใช้เรียกภาวะเดียวกัน นั่นคือ โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) นี่คือภาวะ "ภัยเงียบ" ที่ไตค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการทำงานอย่างช้าๆ และต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี

หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด เมื่อไตเสื่อมลง ของเสียเหล่านี้จะเริ่มคั่งค้างในร่างกาย และจะยังไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าไตจะเสื่อมไปมากแล้ว เป้าหมายสำคัญของการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การ "ชะลอการเสื่อมของไต" โดยการควบคุมสาเหตุหลักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

คู่มือฉบับนี้คือศูนย์กลางความรู้ที่รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องรู้ เพื่อทำความเข้าใจและรับมือกับโรคไตเสื่อมเรื้อรังอย่างถูกต้อง


สาเหตุหลักและปัจจัยเสี่ยงของโรคไตเสื่อม (CKD)

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่นำไปสู่โรคไตเสื่อม คือ 2 โรคประจำตัวยอดฮิต:

  1. โรคเบาหวาน

    (Diabetes): สาเหตุอันดับหนึ่ง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะทำลายหลอดเลือดฝอยในหน่วยไต

  2. โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension): สาเหตุอันดับสอง แรงดันในหลอดเลือดที่สูงจะทำลายและทำให้ไตทำงานหนักจนเสื่อมสภาพ

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เพิ่มโอกาสเป็นโรคไตเสื่อม:

หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ การคัดกรองโรคไตประจำปีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเสื่อม

โรคไตเรื้อรัง

อาการของโรคไตเสื่อม: สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต

ในระยะแรกเริ่ม (ระยะที่ 1-3a) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะไม่มีอาการใดๆ เลย อาการจะเริ่มปรากฏชัดเจนเมื่อการทำงานของไตลดลงไปมากแล้ว (ระยะ 3b-5) โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:

อาการโรคไตเสื่อม


การวินิจฉัยและการแบ่งระยะโรคไต

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคไตเสื่อมได้อย่างแม่นยำด้วยการตรวจพื้นฐาน 2 อย่าง:

  1. การตรวจเลือด (Blood Test):

    • ค่า Creatinine (Cr) และ eGFR: เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด แพทย์จะใช้ค่า Cr มาคำนวณเป็น eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) หรืออัตราการกรองของไต ซึ่งบอก "ประสิทธิภาพ" การทำงานของไตเป็นเปอร์เซ็นต์

    • ค่า BUN (Urea): ดูค่าของเสียที่คั่งค้าง

    • CBC: ดูภาวะโลหิตจาง

  2. การตรวจปัสสาวะ (Urine Test):

    • ค่า UACR (Urine Albumin to Creatinine Ratio): เป็นการตรวจที่ไวที่สุด เพื่อดู "การรั่วของโปรตีน" (Albuminuria) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนแรกสุดว่าไตเริ่มเสียหาย

การวินิฉัยโรคไตเสื่อม การประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคไตเสื่อม

การแบ่ง 5 ระยะของโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD Stages) แพทย์จะใช้ค่า eGFR ในการแบ่งความรุนแรงของโรคออกเป็น 5 ระยะ เพื่อวางแผนการรักษา:


การรักษา การป้องกัน และการชะลอไตเสื่อม

เป้าหมายหลักของการรักษาคือการ "ชะลอการเสื่อมของไต" ให้นานที่สุด และ "จัดการภาวะแทรกซ้อน"

อ่านเพิ่มเติม:การรักษาโรคไต


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญเมื่อเข้าสู่ภาวะไตวาย

เมื่อไตเสื่อมลงจนถึงระยะท้ายๆ จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบอื่นๆ ทั่วร่างกาย:

การทำความเข้าใจภาพรวมทั้งหมดนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถวางแผนและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ให้ได้นานที่สุด

อ่านเพิ่มเติม:โรคแทรกซ้อนของไตเสื่อม

 

คู่มือโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ฉบับสมบูรณ์: ทุกเรื่องที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องรู้

โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) คือหนึ่งใน "ภัยเงียบ" ที่อันตรายที่สุดต่อสุขภาพของคนไทย มันคือภาวะที่เนื้อไตถูกทำลายอย่างช้าๆ และต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี จนไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสีย, รักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่, หรือสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นได้ตามปกติ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ในระยะแรกเริ่มของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย กว่าจะรู้ตัว ไตก็อาจจะเสื่อมไปมากจนเข้าใกล้ภาวะไตวายแล้ว

สาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุดของโรคไตเสื่อมเรื้อรังในปัจจุบัน คือ ภาวะแทรกซ้อนจาก 2 โรคยอดฮิต ได้แก่ โรคเบาหวาน และ โรคความดันโลหิตสูง

คู่มือฉบับนี้คือศูนย์กลางความรู้ที่รวบรวมทุกมิติของโรคไตเสื่อมเรื้อรัง ตั้งแต่การทำความเข้าใจโรค, การวินิจฉัย, การรักษา, ไปจนถึงการจัดการภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เพื่อให้คุณสามารถดูแลตัวเองและชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด


เป้าหมายสำคัญของการดูแลโรคไตเสื่อม

เนื่องจากโรคไตเสื่อมเรื้อรังเป็นภาวะที่ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ (เนื้อไตที่เสียไปแล้วไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้) เป้าหมายหลักของการดูแลรักษาในปัจจุบันจึงไม่ได้อยู่ที่การ "รักษาให้หาย" แต่อยู่ที่:

  1. การชะลอการเสื่อมของไต (Slow Progression):

    • ป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น พยายามรักษาระยะของโรคไว้ให้นานที่สุด

    • นี่คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในผู้ป่วยระยะที่ 1-4

  2. การป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อน:

    • เช่น ภาวะซีด, ภาวะกระดูกพรุน, และโรคหัวใจ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

  3. การเตรียมความพร้อมสำหรับการบำบัดทดแทนไต:

    • เมื่อเข้าสู่ระยะไตวาย (ระยะที่ 5) ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับการฟอกไตหรือการปลูกถ่ายไต

การทำความเข้าใจโรคและการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้ คือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณอยู่ร่วมกับโรคไตเสื่อมได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว

111111

คู่มือโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ฉบับสมบูรณ์: สาเหตุ อาการ 5 ระยะ และการรักษา

โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า "ไตวาย" คือภาวะ "ภัยเงียบ" ที่อันตรายที่สุดต่อสุขภาพของคนไทย เป็นภาวะที่เนื้อไตถูกทำลายอย่างช้าๆ และต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี จนไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสีย, รักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่, หรือสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ในระยะแรกเริ่มของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย กว่าจะรู้ตัว ไตก็อาจจะเสื่อมไปมากจนเข้าใกล้ภาวะไตวายระยะสุดท้ายแล้ว

คู่มือฉบับนี้คือศูนย์กลางความรู้ที่รวบรวมทุกมิติของโรคไตเสื่อมเรื้อรัง ตั้งแต่สาเหตุ, การวินิจฉัย, การรักษา, ไปจนถึงการดูแลตัวเอง เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับโรคนี้ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที


เป้าหมายสำคัญของการดูแลโรคไตเสื่อม

เนื่องจากเนื้อไตที่เสียหายไปแล้ว ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ การรักษาในปัจจุบันจึงมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ:

  1. การชะลอการเสื่อมของไต (Slow Progression): ป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น เพื่อยืดระยะเวลาที่จะต้องฟอกไตออกไปให้นานที่สุด (เป้าหมายหลักในระยะที่ 1-4)

  2. การป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อน: เช่น โรคหัวใจ, ภาวะซีด, และกระดูกพรุน เพื่อรักษาคุณภาพชีวิต

  3. การเตรียมความพร้อมบำบัดทดแทนไต: สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (ระยะที่ 5) เพื่อวางแผนการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตล่วงหน้า


สาเหตุหลักและปัจจัยเสี่ยง

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากโรคประจำตัวที่ไม่ได้รับการควบคุมที่ดี:

  1. โรคเบาหวาน (Diabetes): สาเหตุอันดับหนึ่ง น้ำตาลในเลือดสูงจะทำลายหลอดเลือดฝอยในไต

  2. โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension): สาเหตุอันดับสอง แรงดันเลือดสูงจะทำลายเนื้อไต

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ: โรคหัวใจ, ไขมันในเลือดสูง, การสูบบุหรี่, ภาวะอ้วน, ประวัติครอบครัวเป็นโรคไต, อายุที่เพิ่มขึ้น (>60 ปี), การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ, และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือสมุนไพรต่อเนื่อง

(อ่านเพิ่มเติม: ➡️กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเสื่อม


อาการและสัญญาณเตือน

ในระยะแรก (ระยะ 1-3a) มักไม่มีอาการ อาการจะเริ่มชัดเจนเมื่อเข้าสู่ระยะท้าย (ระยะ 3b-5):

(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [9 สัญญาณเตือนโรคไตเสื่อม])

อาการของโรคไตเสื่อม: สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต

ในระยะแรกเริ่ม (ระยะที่ 1-3a) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะไม่มีอาการใดๆ เลย อาการจะเริ่มปรากฏชัดเจนเมื่อการทำงานของไตลดลงไปมากแล้ว (ระยะ 3b-5) โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:

อาการโรคไตเสื่อม

 


การวินิจฉัยและการแบ่งระยะโรค

แพทย์ใช้วิธีการตรวจพื้นฐาน 2 อย่างเพื่อวินิจฉัยและประเมินความรุนแรง:

  1. การตรวจเลือด (หาค่า eGFR): เพื่อดู "ประสิทธิภาพการทำงาน" ของไต

  2. การตรวจปัสสาวะ (หาค่า UACR): เพื่อดู "การรั่วของโปรตีน" (ความเสียหายของไต)

แบ่งเป็น 5 ระยะความรุนแรง (ตามค่า eGFR):

(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [เจาะลึก 5 ระยะของโรคไตเสื่อม])


แนวทางการรักษาและการปฏิบัติตัว

หัวใจสำคัญของการรักษาคือ "การคุมเข้ม" ปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด:

  1. รักษาที่ต้นเหตุ:

    • คุมเบาหวาน: รักษาระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c < 7%)

    • คุมความดัน: ให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg โดยใช้ยาปกป้องไต (ACEi/ARBs)

    • คุมไขมัน: เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

  2. ปรับพฤติกรรมและอาหาร:

    • ลดเค็ม (โซเดียม): จำกัดไม่เกิน 2,000 mg/วัน

    • คุมอาหารเฉพาะโรค: จำกัดโปรตีน, โพแทสเซียม, และฟอสฟอรัส (ในระยะท้าย)

    • ออกกำลังกาย: สม่ำเสมอ และงดสูบบุหรี่

    • หลีกเลี่ยงยาอันตราย: โดยเฉพาะยาแก้ปวด NSAIDs และยาสมุนไพร

(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [การป้องกันและชะลอไตเสื่อม] | [คู่มืออาหารโรคไต] | [ยาและสมุนไพรที่ต้องระวัง])


การจัดการภาวะแทรกซ้อน

เมื่อไตเสื่อมลง จะส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ทั่วร่างกายที่ต้องได้รับการดูแล:

(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [ภาวะแทรกซ้อนของโรคไต])

การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและมีวินัยตั้งแต่วันนี้ คือหนทางเดียวที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของไตและรักษาคุณภาพชีวิตของคุณไว้ได้นานที่สุด

 

 

 

 

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว