
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคไตเสื่อม, โรคไตเรื้อรัง, หรือไตวาย ล้วนเป็นคำที่ใช้เรียกภาวะเดียวกัน นั่นคือ โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) นี่คือภาวะ "ภัยเงียบ" ที่ไตค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการทำงานอย่างช้าๆ และต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี
หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด เมื่อไตเสื่อมลง ของเสียเหล่านี้จะเริ่มคั่งค้างในร่างกาย และจะยังไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าไตจะเสื่อมไปมากแล้ว เป้าหมายสำคัญของการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การ "ชะลอการเสื่อมของไต" โดยการควบคุมสาเหตุหลักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
คู่มือฉบับนี้คือศูนย์กลางความรู้ที่รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องรู้ เพื่อทำความเข้าใจและรับมือกับโรคไตเสื่อมเรื้อรังอย่างถูกต้อง
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่นำไปสู่โรคไตเสื่อม คือ 2 โรคประจำตัวยอดฮิต:
โรคเบาหวาน
(Diabetes): สาเหตุอันดับหนึ่ง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะทำลายหลอดเลือดฝอยในหน่วยไต
โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension): สาเหตุอันดับสอง แรงดันในหลอดเลือดที่สูงจะทำลายและทำให้ไตทำงานหนักจนเสื่อมสภาพ
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เพิ่มโอกาสเป็นโรคไตเสื่อม:
โรคหัวใจและหลอดเลือด
ภาวะไขมันในเลือดสูง
การสูบบุหรี่
ภาวะอ้วน
ประวัติครอบครัว มีคนในครอบครัวเป็นโรคไต
อายุที่เพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป)
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ
การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือสมุนไพรบางชนิดอย่างต่อเนื่อง
หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ การคัดกรองโรคไตประจำปีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเสื่อม

ในระยะแรกเริ่ม (ระยะที่ 1-3a) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะไม่มีอาการใดๆ เลย อาการจะเริ่มปรากฏชัดเจนเมื่อการทำงานของไตลดลงไปมากแล้ว (ระยะ 3b-5) โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:
ปัสสาวะผิดปกติ: ปัสสาวะเป็นฟองมาก (สัญญาณโปรตีนรั่ว), หรือต้องลุกมาปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
อาการบวม: บวมที่เปลือกตาในตอนเช้า หรือบวมที่ข้อเท้าและเท้าในช่วงบ่าย
อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย: เกิดจากภาวะโลหิตจาง (ซีด) เพราะไตสร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง
อาการคันตามผิวหนัง: เกิดจากของเสีย (ฟอสฟอรัส) คั่งในร่างกาย
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
สมาธิลดลง หลงลืมง่าย
ตะคริว โดยเฉพาะเวลากลางคืน
อาการรุนแรง (เมื่อมีน้ำคั่งมาก): แน่นหน้าอก, หายใจหอบเหนื่อย (น้ำท่วมปอด)
แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคไตเสื่อมได้อย่างแม่นยำด้วยการตรวจพื้นฐาน 2 อย่าง:
การตรวจเลือด (Blood Test):
ค่า Creatinine (Cr) และ eGFR: เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด แพทย์จะใช้ค่า Cr มาคำนวณเป็น eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) หรืออัตราการกรองของไต ซึ่งบอก "ประสิทธิภาพ" การทำงานของไตเป็นเปอร์เซ็นต์
ค่า BUN (Urea): ดูค่าของเสียที่คั่งค้าง
CBC: ดูภาวะโลหิตจาง
การตรวจปัสสาวะ (Urine Test):
ค่า UACR (Urine Albumin to Creatinine Ratio): เป็นการตรวจที่ไวที่สุด เพื่อดู "การรั่วของโปรตีน" (Albuminuria) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนแรกสุดว่าไตเริ่มเสียหาย
การวินิฉัยโรคไตเสื่อม การประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคไตเสื่อม
การแบ่ง 5 ระยะของโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD Stages) แพทย์จะใช้ค่า eGFR ในการแบ่งความรุนแรงของโรคออกเป็น 5 ระยะ เพื่อวางแผนการรักษา:
ระยะที่ 1: eGFR 90 ขึ้นไป (ไตปกติ แต่เริ่มมีโปรตีนรั่ว)
ระยะที่ 2: eGFR 60-89 (ไตเสื่อมเล็กน้อย)
ระยะที่ 3a: eGFR 45-59 (ไตเสื่อมปานกลาง)
ระยะที่ 3b: eGFR 30-44 (ไตเสื่อมปานกลางค่อนข้างมาก)
ระยะที่ 4: eGFR 15-29 (ไตเสื่อมรุนแรง)
ระยะที่ 5: eGFR < 15 (ภาวะไตวายระยะสุดท้าย)
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการ "ชะลอการเสื่อมของไต" ให้นานที่สุด และ "จัดการภาวะแทรกซ้อน"
การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ: คือหัวใจสำคัญที่สุด!
ควบคุมเบาหวาน: รักษาระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้อยู่ในเกณฑ์ดี โรคไตมีผลต่อโรคเบาหวานอย่างไร
ควบคุมความดันโลหิต: เป้าหมายความดันโลหิตต้องต่ำกว่า 130/80 mmHg (หรือต่ำกว่านั้น) โดยใช้ยาที่ช่วยปกป้องไต (กลุ่ม ACEi หรือ ARBs) การดูแลความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคไต
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม:
การป้องกันไตเสื่อม: ควบคุมน้ำหนัก, งดสูบบุหรี่, หลีกเลี่ยงยาแก้ปวด NSAIDs และอาหารเค็มจัด
คู่มืออาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต: เป็นการรักษาที่สำคัญมาก โดยเน้น การจำกัดโซเดียม (ลดเค็ม) และควบคุมปริมาณโปรตีน, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส ตามระยะของโรค
การออกกำลังกาย: ทำอย่างสม่ำเสมอในระดับที่เหมาะสม
อ่านเพิ่มเติม:การรักษาโรคไต
เมื่อไตเสื่อมลงจนถึงระยะท้ายๆ จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบอื่นๆ ทั่วร่างกาย:
ภาวะซีด (Anemia): ไตสร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง
ภาวะกระดูกพรุน: ไตไม่สามารถเปลี่ยนวิตามินดีให้ออกฤทธิ์ได้ ทำให้แคลเซียมต่ำ แต่ฟอสฟอรัสคั่ง
ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง: อันตรายต่อการเต้นของหัวใจ คนไข้โรคไตเสื่อมเมื่อไรจะเจาะเลือดตรวจโพแตสเซี่ยม
โรคหัวใจและหลอดเลือด: เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคไต
ภาวะของเสียคั่ง (Uremia): ทำให้เบื่ออาหาร, คลื่นไส้, คัน, ซึมลง
การทำความเข้าใจภาพรวมทั้งหมดนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถวางแผนและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ให้ได้นานที่สุด
อ่านเพิ่มเติม:โรคแทรกซ้อนของไตเสื่อม
โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) คือหนึ่งใน "ภัยเงียบ" ที่อันตรายที่สุดต่อสุขภาพของคนไทย มันคือภาวะที่เนื้อไตถูกทำลายอย่างช้าๆ และต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี จนไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสีย, รักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่, หรือสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นได้ตามปกติ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ในระยะแรกเริ่มของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย กว่าจะรู้ตัว ไตก็อาจจะเสื่อมไปมากจนเข้าใกล้ภาวะไตวายแล้ว
สาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุดของโรคไตเสื่อมเรื้อรังในปัจจุบัน คือ ภาวะแทรกซ้อนจาก 2 โรคยอดฮิต ได้แก่ โรคเบาหวาน และ โรคความดันโลหิตสูง
คู่มือฉบับนี้คือศูนย์กลางความรู้ที่รวบรวมทุกมิติของโรคไตเสื่อมเรื้อรัง ตั้งแต่การทำความเข้าใจโรค, การวินิจฉัย, การรักษา, ไปจนถึงการจัดการภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เพื่อให้คุณสามารถดูแลตัวเองและชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
เนื่องจากโรคไตเสื่อมเรื้อรังเป็นภาวะที่ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ (เนื้อไตที่เสียไปแล้วไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้) เป้าหมายหลักของการดูแลรักษาในปัจจุบันจึงไม่ได้อยู่ที่การ "รักษาให้หาย" แต่อยู่ที่:
การชะลอการเสื่อมของไต (Slow Progression):
ป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น พยายามรักษาระยะของโรคไว้ให้นานที่สุด
นี่คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในผู้ป่วยระยะที่ 1-4
การป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อน:
เช่น ภาวะซีด, ภาวะกระดูกพรุน, และโรคหัวใจ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี
การเตรียมความพร้อมสำหรับการบำบัดทดแทนไต:
เมื่อเข้าสู่ระยะไตวาย (ระยะที่ 5) ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับการฟอกไตหรือการปลูกถ่ายไต
การทำความเข้าใจโรคและการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้ คือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณอยู่ร่วมกับโรคไตเสื่อมได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว
111111
โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า "ไตวาย" คือภาวะ "ภัยเงียบ" ที่อันตรายที่สุดต่อสุขภาพของคนไทย เป็นภาวะที่เนื้อไตถูกทำลายอย่างช้าๆ และต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี จนไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสีย, รักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่, หรือสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ในระยะแรกเริ่มของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย กว่าจะรู้ตัว ไตก็อาจจะเสื่อมไปมากจนเข้าใกล้ภาวะไตวายระยะสุดท้ายแล้ว
คู่มือฉบับนี้คือศูนย์กลางความรู้ที่รวบรวมทุกมิติของโรคไตเสื่อมเรื้อรัง ตั้งแต่สาเหตุ, การวินิจฉัย, การรักษา, ไปจนถึงการดูแลตัวเอง เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับโรคนี้ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
เนื่องจากเนื้อไตที่เสียหายไปแล้ว ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ การรักษาในปัจจุบันจึงมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ:
การชะลอการเสื่อมของไต (Slow Progression): ป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น เพื่อยืดระยะเวลาที่จะต้องฟอกไตออกไปให้นานที่สุด (เป้าหมายหลักในระยะที่ 1-4)
การป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อน: เช่น โรคหัวใจ, ภาวะซีด, และกระดูกพรุน เพื่อรักษาคุณภาพชีวิต
การเตรียมความพร้อมบำบัดทดแทนไต: สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (ระยะที่ 5) เพื่อวางแผนการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตล่วงหน้า
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากโรคประจำตัวที่ไม่ได้รับการควบคุมที่ดี:
โรคเบาหวาน (Diabetes): สาเหตุอันดับหนึ่ง น้ำตาลในเลือดสูงจะทำลายหลอดเลือดฝอยในไต
โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension): สาเหตุอันดับสอง แรงดันเลือดสูงจะทำลายเนื้อไต
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ: โรคหัวใจ, ไขมันในเลือดสูง, การสูบบุหรี่, ภาวะอ้วน, ประวัติครอบครัวเป็นโรคไต, อายุที่เพิ่มขึ้น (>60 ปี), การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ, และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือสมุนไพรต่อเนื่อง
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเสื่อม
ในระยะแรก (ระยะ 1-3a) มักไม่มีอาการ อาการจะเริ่มชัดเจนเมื่อเข้าสู่ระยะท้าย (ระยะ 3b-5):
ปัสสาวะผิดปกติ: ปัสสาวะเป็นฟองมาก (สัญญาณโปรตีนรั่ว), หรือต้องลุกมาปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
อาการบวม: ที่เปลือกตาในตอนเช้า หรือที่เท้าและข้อเท้า
อาการจากของเสียคั่ง: อ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร, คลื่นไส้, คันตามผิวหนัง, สมาธิลดลง
ภาวะแทรกซ้อน: ซีด (โลหิตจาง), ตะคริว, ความดันโลหิตสูงที่คุมยาก
อาการรุนแรง (ฉุกเฉิน): หายใจหอบเหนื่อย (น้ำท่วมปอด), แน่นหน้าอก
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [9 สัญญาณเตือนโรคไตเสื่อม])
ในระยะแรกเริ่ม (ระยะที่ 1-3a) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะไม่มีอาการใดๆ เลย อาการจะเริ่มปรากฏชัดเจนเมื่อการทำงานของไตลดลงไปมากแล้ว (ระยะ 3b-5) โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:
อาการบวม: บวมที่เปลือกตาในตอนเช้า หรือบวมที่ข้อเท้าและเท้าในช่วงบ่าย
อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย: เกิดจากภาวะโลหิตจาง (ซีด) เพราะไตสร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง
อาการคันตามผิวหนัง: เกิดจากของเสีย (ฟอสฟอรัส) คั่งในร่างกาย
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
สมาธิลดลง หลงลืมง่าย
ตะคริว โดยเฉพาะเวลากลางคืน
อาการรุนแรง (เมื่อมีน้ำคั่งมาก): แน่นหน้าอก, หายใจหอบเหนื่อย (น้ำท่วมปอด)
แพทย์ใช้วิธีการตรวจพื้นฐาน 2 อย่างเพื่อวินิจฉัยและประเมินความรุนแรง:
การตรวจเลือด (หาค่า eGFR): เพื่อดู "ประสิทธิภาพการทำงาน" ของไต
การตรวจปัสสาวะ (หาค่า UACR): เพื่อดู "การรั่วของโปรตีน" (ความเสียหายของไต)
แบ่งเป็น 5 ระยะความรุนแรง (ตามค่า eGFR):
ระยะที่ 1-2: ไตยังทำงานได้ดี (eGFR > 60) แต่มีหลักฐานความเสียหาย (เช่น โปรตีนรั่ว)
ระยะที่ 3a-3b: ไตเสื่อมปานกลาง (eGFR 30-59) เริ่มมีภาวะแทรกซ้อน
ระยะที่ 4: ไตเสื่อมรุนแรง (eGFR 15-29) ต้องเตรียมตัวบำบัดทดแทนไต
ระยะที่ 5: ไตวายระยะสุดท้าย (eGFR < 15) ต้องได้รับการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [เจาะลึก 5 ระยะของโรคไตเสื่อม])
หัวใจสำคัญของการรักษาคือ "การคุมเข้ม" ปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด:
รักษาที่ต้นเหตุ:
คุมเบาหวาน: รักษาระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c < 7%)
คุมความดัน: ให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg โดยใช้ยาปกป้องไต (ACEi/ARBs)
คุมไขมัน: เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
ปรับพฤติกรรมและอาหาร:
ลดเค็ม (โซเดียม): จำกัดไม่เกิน 2,000 mg/วัน
คุมอาหารเฉพาะโรค: จำกัดโปรตีน, โพแทสเซียม, และฟอสฟอรัส (ในระยะท้าย)
ออกกำลังกาย: สม่ำเสมอ และงดสูบบุหรี่
หลีกเลี่ยงยาอันตราย: โดยเฉพาะยาแก้ปวด NSAIDs และยาสมุนไพร
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [การป้องกันและชะลอไตเสื่อม] | [คู่มืออาหารโรคไต] | [ยาและสมุนไพรที่ต้องระวัง])
เมื่อไตเสื่อมลง จะส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ทั่วร่างกายที่ต้องได้รับการดูแล:
โรคหัวใจและหลอดเลือด: สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1
ภาวะซีด (โลหิตจาง): ต้องรับธาตุเหล็กหรือฮอร์โมน EPO
กระดูกพรุน: จากแคลเซียมต่ำและฟอสฟอรัสสูง
เกลือแร่ผิดปกติ: โดยเฉพาะโพแทสเซียมสูง และเลือดเป็นกรด
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [ภาวะแทรกซ้อนของโรคไต])
การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและมีวินัยตั้งแต่วันนี้ คือหนทางเดียวที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของไตและรักษาคุณภาพชีวิตของคุณไว้ได้นานที่สุด
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว