
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) เป็น "ภัยเงียบ" ที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรกเริ่ม การวินิจฉัยจึงไม่ได้เริ่มต้นจาก "อาการ" แต่เริ่มต้นจาก "การตรวจคัดกรอง" โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง (ผู้ป่วยเบาหวาน, ความดันสูง)
เมื่อแพทย์สงสัยว่าคุณอาจเป็นโรคไต กระบวนการวินิจฉัยจะไม่ได้จบในครั้งเดียว แต่เป็น "กระบวนการสืบสวน" ที่มีขั้นตอนชัดเจน เพื่อตอบคำถามสำคัญที่จะนำไปสู่แผนการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
นี่คือด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการประเมินสุขภาพไตและปัจจัยเสี่ยงของคุณ
นี่คือการตรวจที่ "ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด" และต้องทำทุกครั้งที่พบแพทย์
ทำไมจึงสำคัญ: ความดันโลหิตสูงเป็นทั้ง "สาเหตุหลักอันดับ 2" ของโรคไต และในขณะเดียวกันก็เป็น "ภาวะแทรกซ้อนหลัก" ที่เกิดจากไตเสื่อม (เมื่อไตขับเกลือและน้ำไม่ได้) มันคือวงจรอุบาทว์ที่เร่งให้ไตพังเร็วขึ้น
เป้าหมาย: ผู้ป่วยโรคไตต้องคุมความดันให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg (เข้มงวดกว่าคนทั่วไป)
🚨 สัญญาณอันตราย (Red Flag) ที่ต้องรีบรักษาทันที หากวัดความดันโลหิตได้สูงถึง 180/120 mmHg หรือมากกว่า ถือเป็น "ภาวะวิกฤตความดันโลหิตสูง" (Hypertensive Crisis) ซึ่งอาจกำลังทำลายอวัยวะต่างๆ (รวมถึงไต) อย่างเฉียบพลัน และจำเป็นต้องได้รับการรักษาฉุกเฉินทันที
นี่คือการตรวจ "คัดกรอง" ด่านแรกที่ง่ายและให้ข้อมูลภาพรวมที่กว้างมาก
ตรวจอะไร: ใช้แถบจุ่ม (Dipstick) และการส่องกล้องจุลทรรศน์
บอกอะไรเราบ้าง:
โปรตีน (Protein): หากผลเป็น "บวก" (เช่น Trace, 1+, 2+) บ่งชี้ว่าอาจมี "โปรตีนรั่ว" เป็นสัญญาณแรกของไตเสียหาย
เม็ดเลือดแดง (Hematuria): บ่งชี้ว่าอาจมีการอักเสบ, นิ่ว, หรือความเสียหายของหน่วยไต (Glomerulonephritis)
เม็ดเลือดขาว (Leukocytes): บ่งชี้ถึง "การติดเชื้อ" (UTI) ซึ่งหากเป็นซ้ำๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของไตเสื่อมได้
หากผลการคัดกรอง (โดยเฉพาะ UA) ผิดปกติ แพทย์จะส่งตรวจเชิงลึก 2 อย่างนี้เพื่อ "ยืนยัน" การวินิจฉัยโรคไตเสื่อม
การตรวจเลือด: เพื่อดู "ประสิทธิภาพการทำงาน" (ค่า eGFR)
ตรวจอะไร: เจาะเลือดดูค่า ครีเอตินิน (Creatinine)
ประเมินผล: แพทย์จะนำค่า Creatinine มาคำนวณร่วมกับอายุและเพศ ออกมาเป็น eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) หรือ "อัตราการกรองของไต"
วินิจฉัย: คุณจะถูกวินิจฉัยว่าเป็น CKD หากค่า eGFR < 60 นานเกิน 3 เดือน
การตรวจปัสสาวะ (เชิงปริมาณ): เพื่อดู "รอยรั่ว" (ค่า UACR)
ตรวจอะไร: ตรวจหาโปรตีน อัลบูมิน (Albumin) ที่รั่วออกมาในปัสสาวะ โดยใช้ค่า UACR (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio)
วินิจฉัย: คุณจะถูกวินิจฉัยว่าเป็น CKD หากค่า UACR > 30 mg/g นานเกิน 3 เดือน (แม้ว่าค่า eGFR ของคุณจะยังปกติก็ตาม)
หลังจากทราบว่าเป็นโรคไต คำถามต่อมาคือ "อะไรคือต้นเหตุ?"
การตรวจอัลตราซาวด์ไต (Kidney Ultrasound):
สำคัญมาก เพื่อดู "โครงสร้าง"
ช่วยหาสาเหตุ: เช่น นิ่ว, เนื้องอก, ถุงน้ำในไต (PKD), หรือภาวะทางเดินปัสสาวะอุดกั้น
ช่วยบอกความเรื้อรัง: หากไตมี "ขนาดเล็ก" ลงทั้งสองข้าง มักบ่งชี้ว่าเป็นโรคไตเรื้อรังมานาน
การตรวจเลือดเชิงลึก: เพื่อหาสาเหตุอื่นๆ เช่น ตรวจภูมิคุ้มกัน (ANA, Complement) เพื่อหาโรค SLE
การเจาะชิ้นเนื้อไต (Kidney Biopsy):
เป็น "มาตรฐานทองคำ" (Gold Standard) ในการหาสาเหตุ
จะทำในกรณีที่หาสาเหตุไม่ชัดเจน หรือสงสัย "โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis)"
แพทย์จะนำผลจากขั้นตอนที่ 2 มา "แบ่งระยะ" ของโรค เพื่อวางแผนการรักษา
แบ่งตาม "ประสิทธิภาพ" (eGFR): แบ่งเป็น 5 ระยะ (G1-G5)
แบ่งตาม "โปรตีนรั่ว" (UACR): แบ่งเป็น 3 ระดับ (A1-A3)
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [5 ระยะของโรคไตเสื่อม])
เมื่อไตเสื่อม (โดยเฉพาะระยะ 3b-5) ไตจะสูญเสียหน้าที่อื่นๆ นอกจากการกรองของเสีย แพทย์จึงต้องตรวจ "ค้นหา" ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ เพื่อ "รักษา" ก่อนที่จะเกิดอันตราย
การตรวจเลือด (เพื่อหาภาวะแทรกซ้อน):
CBC: เพื่อหา ภาวะซีด (Anemia)
Electrolytes: เพื่อหา ภาวะโพแทสเซียมสูง
Bicarbonate (Total CO2): เพื่อหา ภาวะเลือดเป็นกรด
Phosphate, Calcium, PTH: เพื่อหา ภาวะกระดูกและแร่ธาตุผิดปกติ
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [ภาวะเกลือแร่ผิดปกติ], [ภาวะซีด], [ภาวะเลือดเป็นกรด])
การตรวจ "โรคร่วม" (โดยเฉพาะหัวใจ):
คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG): จำเป็นมาก เพื่อดูผลกระทบจาก "โพแทสเซียมสูง" ต่อการนำไฟฟ้าของหัวใจ และคัดกรอง "ภาวะหัวใจขาดเลือดแบบซ่อนเร้น"
รังสีทรวงอก (Chest X-ray): จำเป็นมาก เพื่อดู "ขนาดของหัวใจ" (ว่าโตหรือไม่) และตรวจหา "ภาวะน้ำท่วมปอด" ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายฉุกเฉิน
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [โรคหัวใจในผู้ป่วยโรคไต], [3 สัญญาณอันตราย])
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว