
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ "การฟอกไต" แต่คือ "โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease - CVD)"
ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ชัดว่า ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจวาย, ภาวะหัวใจล้มเหลว, และโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) สูงกว่าคนปกติหลายเท่า และนี่คือ สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง ของผู้ป่วยโรคไต (ผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตจากโรคหัวใจ ก่อนที่ไตจะวายถึงขั้นต้องฟอกไตเสียอีก)
ทำไมโรคไตถึงทำร้ายหัวใจ? มันคือ "วงจรอุบาทว์" (Vicious Cycle) ที่ไตที่ป่วยส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจ และหัวใจที่อ่อนแอก็ยิ่งทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้ คือกุญแจสำคัญในการปกป้องหัวใจของคุณ
ไตที่เสื่อมไม่ได้หมายความว่ากรองของเสียได้น้อยลงเท่านั้น แต่ยังสูญเสียความสามารถในการ "รักษาสมดุล" ของร่างกาย ทำให้เกิด 4 ปัจจัยหลักที่โจมตีหัวใจและหลอดเลือดของคุณโดยตรง:
กลไก: ไตขับน้ำและเกลือ (โซเดียม) ส่วนเกินออกไม่ได้ ทำให้ปริมาณของเหลวในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น
ผลต่อหัวใจ: หัวใจ (ซึ่งเป็น "ปั๊ม") ต้องทำงานหนักขึ้นมหาศาลเพื่อสูบฉีดเลือดที่มีปริมาณมากขึ้นและแรงดันสูงขึ้นนี้ไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
ผลลัพธ์: กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น (LVH) และนำไปสู่ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
กลไก: ไตที่แข็งแรงจะสร้างฮอร์โมน EPO (Erythropoietin) เพื่อสั่งให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อไตเสื่อม การสร้าง EPO จะลดลง ทำให้เกิด ภาวะโลหิตจาง (ซีด)
ผลต่อหัวใจ: ร่างกายมีตัวนำส่งออกซิเจน (เม็ดเลือดแดง) น้อยลง หัวใจจึงต้อง "ทำงานหนักขึ้น" (บีบตัวเร็วขึ้นและแรงขึ้น) เพื่อชดเชยและพยายามส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ให้เพียงพอ
ผลลัพธ์: หัวใจทำงานหนักเกินไป และนำไปสู่ ภาวะหัวใจล้มเหลว ได้เช่นกัน
(ลิงก์ไปยังบทความ: ภาวะซีดในผู้ป่วยโรคไต)
นี่คือกลไกที่อันตรายที่สุดและจำเพาะต่อผู้ป่วยโรคไต
กลไก:
ไตเสื่อม ขับ "ฟอสฟอรัส" (จากอาหาร เช่น นม, ถั่ว, เนื้อสัตว์) ออกไม่ได้ ทำให้ฟอสฟอรัสในเลือดสูง
ไตเสื่อม ไม่สามารถสร้าง "วิตามินดี" ชนิดออกฤทธิ์ได้ ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง (แคลเซียมในเลือดต่ำ)
ร่างกายตอบสนองโดยการ "สลายกระดูก" เพื่อดึงแคลเซียมออกมา
ผลลัพธ์: ในเลือดจึงเต็มไปด้วย "แคลเซียมส่วนเกิน" (จากกระดูก) และ "ฟอสฟอรัสส่วนเกิน" (ที่ไตขับไม่ได้)
แคลเซียมและฟอสฟอรัสเหล่านี้จะจับตัวกันกลายเป็น "หินปูน" (Calcification) ไปเกาะตามผนังหลอดเลือดหัวใจและทั่วร่างกาย
ผลลัพธ์: หลอดเลือดที่เคยยืดหยุ่นกลายเป็น "ท่อแป๊ปที่แข็งและเปราะ" ทำให้เกิด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, หัวใจวาย, และโรคหลอดเลือดสมอง ได้ง่ายกว่าคนปกติมหาศาล
(ลิงก์ไปยังบทความ: ภาวะกระดูกและแร่ธาตุผิดปกติ)
กลไก: ของเสียที่ไตขับไม่ได้ (Uremic Toxins) เป็นสารพิษที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) ทั่วร่างกาย ซึ่งการอักเสบนี้เป็นศัตรูตัวฉกาจของหลอดเลือด
เมื่อคุณเป็นโรคไต การรักษาโรคไตจึง "เท่ากับ" การรักษาโรคหัวใจไปในตัว เป้าหมายคือการตัดวงจรอุบาทว์เหล่านี้:
ควบคุมความดันโลหิตอย่างเข้มงวดที่สุด:
นี่คือเป้าหมายอันดับหนึ่ง! เป้าหมายคือ < 130/80 mmHg (หรือต่ำกว่านั้น) โดยใช้ยาที่ช่วยปกป้องไต (ACEi/ARBs) และ จำกัดอาหารเค็ม (โซเดียม) อย่างจริงจัง
จัดการภาวะแร่ธาตุผิดปกติ (MBD):
คุมอาหารฟอสฟอรัส: หลีกเลี่ยงนม, ถั่ว, น้ำอัดลมสีดำ, อาหารแปรรูป
รับประทานยาจับฟอสฟอรัส: ต้องกินยา "พร้อมอาหารทุกมื้อ" ตามที่แพทย์สั่ง เพื่อจับฟอสฟอรัสจากอาหารในลำไส้ ไม่ให้ดูดซึมเข้าเลือด
รักษาภาวะซีด (Anemia):
แพทย์อาจพิจารณาให้ "ธาตุเหล็ก" และ "ยาฉีดฮอร์โมน EPO" เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
ควบคุมปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่นๆ:
ควบคุมเบาหวาน (HbA1c < 7%)
ควบคุมไขมันในเลือด (LDL)
งดสูบบุหรี่ โดยเด็ดขาด
ออกกำลังกาย เท่าที่ทำได้
สรุป: การดูแลผู้ป่วยโรคไตไม่ใช่แค่การ "ดูค่าไต" แต่คือการ "ปกป้องหัวใจ" ไปพร้อมกัน การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งการใช้ยา, การคุมอาหาร (โดยเฉพาะเค็มและฟอสฟอรัส), และการตรวจเลือดตามนัด คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพดี
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว