
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานและไตเสื่อมการรักษาไขมันในเลือดจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยจะ "เข้มงวดกว่า" และ "เชิงรุกมากกว่า" ครับ
เหตุผลหลัก (ตามแนวทางเวชปฏิบัติใหม่ล่าสุด ทั้งของไทย 2567, ADA 2025, และ IDF 2025) คือ การประเมินความเสี่ยง ครับ
เมื่อคุณเป็นโรคไต (CKD) ร่วมกับโรคเบาหวาน (DM) สถานะความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (อัมพฤกษ์/อัมพาต) ของคุณจะถูก "ยกระดับ" ขึ้นทันที:
ผู้ป่วยเบาหวาน (อายุ > 40 ปี) ทั่วไป:
ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "เสี่ยงสูง" (High Risk)
ผู้ป่วยเบาหวาน + "เป็นโรคไต" (CKD):
คุณจะถูกยกระดับขึ้นเป็นกลุ่ม "เสี่ยงสูงมาก" (Very High Risk)
เมื่อความเสี่ยงของคุณเปลี่ยนเป็น "สูงมาก" เป้าหมายและวิธีการรักษาจึงต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ครับ:
กลุ่มเสี่ยงสูง (เบาหวานทั่วไป):
เป้าหมาย LDL คือ < 100 mg/dL
กลุ่มเสี่ยงสูงมาก (เบาหวาน + โรคไต):
เป้าหมาย LDL ของคุณจะเข้มงวดขึ้นมาก คือต้อง < 70 mg/dL (ตามแนวทางของไทย 2567)
(ซึ่งสอดคล้องกับ ADA 2025 ที่แนะนำให้ลด LDL ลงอย่างน้อย 50% จากค่าเริ่มต้น)
กลุ่มเสี่ยงสูง (เบาหวานทั่วไป):
แนะนำให้ใช้ Moderate-Intensity Statin (เช่น Atorvastatin 10-20mg)
กลุ่มเสี่ยงสูงมาก (เบาหวาน + โรคไต):
แนะนำให้ใช้ High-Intensity Statin (ยากลุ่ม Statin ขนาดสูง) เป็นตัวเลือกแรกทันที
(เช่น Atorvastatin 40-80 mg หรือ Rosuvastatin 20-40 mg)
กฎข้อเดิม: (ที่เราคุยกัน) คือการให้ยา Statin โดย "ไม่สนใจค่าไขมันเริ่มต้น" เพราะเรา "รักษาความเสี่ยง"
กฎข้อใหม่ (สำหรับคุณ): เมื่อคุณมีทั้ง "เบาหวาน" และ "โรคไต" กฎนี้ยิ่งต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 100% เพราะความเสี่ยงของคุณ "สูงมาก" การใช้ High-Intensity Statin จึงเป็นมาตรฐานการรักษาที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อ "รักษาหลอดเลือด" และ "ป้องกันตะกรันไขมันแตกตัว" ครับ
สรุป: การที่คุณมีทั้งสองโรคนี้ ทำให้เป้าหมายการรักษาของคุณ "เข้มงวดขึ้น" (LDL ต้อง < 70) และยาที่ใช้ก็ต้อง "แรงขึ้น" (High-Intensity Statin) เพื่อปกป้องหัวใจและหลอดเลือดสมองของคุณอย่างเต็มที่ครับ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว