
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
"โรคไตเสื่อมเรื้อรัง" (CKD) คือภัยเงียบที่แท้จริง เพราะในระยะแรกๆ ที่ไตเริ่มเสื่อม (ระยะ 1-3) จะ ไม่มีอาการใดๆ เลย กว่าผู้ป่วยจะรู้สึกตัวว่ามีอาการ บวม, ซีด, หรืออ่อนเพลีย ไตก็มักจะเสื่อมไปเกิน 70-80% แล้ว
ข่าวดีคือ โรคไตเป็นโรคที่ "ป้องกันได้" ครับ
การป้องกันโรคไต (Primary Prevention) ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่คือการ "ควบคุมต้นเหตุ" ที่จะไปทำลายไต และ "หลีกเลี่ยงสารพิษ" ที่ทำร้ายไตโดยตรง
นี่คือ 5 เสาหลักที่สำคัญที่สุด ที่ทุกคน (โดยเฉพาะผู้มีกลุ่มเสี่ยง) ควรปฏิบัติ เพื่อให้ไตของคุณแข็งแรงไปนานที่สุด
โรคไตไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ 80% ของผู้ป่วยไตวาย มีสาเหตุมาจาก 2 โรคนี้:
โรคเบาหวาน:นี่คือ สาเหตุอันดับหนึ่ง ของภาวะไตวายระยะสุดท้าย ภาวะน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานจะทำลายหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กที่อยู่ในหน่วยไต (Nephrons) โดยตรง น้ำตาลที่สูงในเลือดจะไป "ทำลาย" หลอดเลือดฝอยที่ตัวกรองไตโดยตรง ทำให้ตัวกรอง "รั่ว" (เกิดโปรตีนรั่ว) และ "พัง" (เกิดพังผืด)
โรคความดันโลหิตสูง:ควบคุม "ความดันโลหิตสูง" ให้อยู่ในเกณฑ์ (Control Blood Pressure)
นี่คือ สาเหตุอันดับสอง และเป็นทั้ง "สาเหตุ" และ "ผลลัพธ์" ของโรคไต
แรงดันที่สูงในหลอดเลือด จะไป "อัดกระแทก" ตัวกรองไตตลอดเวลา ทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมเร็วขึ้น
แนวทางปฏิบัติ:
เป้าหมายความดันโลหิตสำหรับคนทั่วไปคือ น้อยกว่า 140/90 mmHg
สำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ เป้าหมายจะเข้มงวดขึ้น คือ น้อยกว่า 130/80 mmHg
รับประทานยาควบคุมความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
การรับประทานอาหารเค็มจัด (โซเดียมสูง) คือการบังคับให้ไตทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อพยายามขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกาย และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
แนวทางปฏิบัติ:
จำกัดการบริโภคโซเดียม ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา/ซีอิ๊ว 4-5 ช้อนชา)
หลีกเลี่ยง: อาหารแปรรูป, อาหารสำเร็จรูป, ขนมขบเคี้ยว, อาหารหมักดอง, ไส้กรอก, แฮม
ลดการปรุง: ชิมก่อนปรุงเสมอ และใช้เครื่องเทศหรือสมุนไพรอื่นเพื่อเพิ่มรสชาติแทนเกลือ
นี่คือสาเหตุของไตวายที่พบบ่อยมาก แต่ป้องกันได้ 100%
แนวทางปฏิบัติ:
"ห้าม" ซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs กินเองเด็ดขาด:
ยาเหล่านี้ (เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac, Arcoxia, Celebrex) แม้จะแก้ปวดได้ดี แต่ก็ "ทำลาย" ไตโดยตรง ทำให้ไตขาดเลือดและอาจวายเฉียบพลันได้
หากคุณปวด (เช่น ปวดหัว, ปวดประจำเดือน) ให้เลือกใช้ "พาราเซตามอล" ในขนาดที่เหมาะสม จะปลอดภัยต่อไตมากกว่า
"ห้าม" ใช้ยาชุด, ยาหม้อ, ยาสมุนไพรที่ไม่ทราบแหล่งที่มา: ยาเหล่านี้อาจมีสารสเตียรอยด์ หรือโลหะหนักปนเปื้อน ซึ่งเป็นพิษต่อไตอย่างรุนแรง
แนวทางปฏิบัติ:
1. งดสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกาย (รวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต) ตีบและแข็งตัว ทำให้ไตขาดเลือดและเสื่อมเร็วขึ้น
2. ควบคุมน้ำหนัก: ภาวะอ้วน (BMI > 25) ทำให้ไตต้อง "ทำงานหนักขึ้น" (Hyperfiltration) เพื่อกรองของเสียที่มากขึ้นตามน้ำหนักตัว
แนวทางปฏิบัติ:
ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (BMI 18.5 - 22.9)
ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว, วิ่งเหยาะๆ, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห
3. ออกกำลังกาย: อย่างน้อย 30 นาที 3-5 วัน/สัปดาห์ จะช่วยควบคุมทั้งความดัน, น้ำตาล, และน้ำหนักตัว
4. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยให้ไตขับโซเดียมและของเสียออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดนิ่วในไต ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไตเสื่อมได้
แนวทางปฏิบัติ: ดื่มน้ำสะอาดประมาณ 8-10 แก้วต่อวัน (ประมาณ 2 ลิตร) หรือให้สังเกตสีปัสสาวะให้เป็นสีเหลืองอ่อน (ยกเว้นผู้ป่วยไตวายระยะท้ายที่อาจต้องจำกัดน้ำตามคำสั่งแพทย์)
โรคไตไม่มีอาการในระยะแรก! วิธีเดียวที่จะรู้คือ "การตรวจ"
แนวทางปฏิบัติ: หากคุณอยู่ใน "กลุ่มเสี่ยงสูง" (แม้จะยังรู้สึกสบายดี) คุณควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไต อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่:
ผู้ที่เป็น เบาหวาน
ผู้ที่เป็น ความดันโลหิตสูง
ผู้ที่มี อายุ 60 ปีขึ้นไป
ผู้ที่มี ประวัติครอบครัว เป็นโรคไตวาย
ตรวจอะไร? (ต้องตรวจ 2 อย่างคู่กัน):
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว