
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
ในบรรดาปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น "ความดันโลหิตสูง" (Hypertension) คือศัตรูตัวฉกาจที่สุด
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ความดันโลหิตสูงไม่ใช่แค่ "โรคแทรกซ้อน" แต่มันคือ "ส่วนหนึ่งของวงจรอุบาทว์" ที่ทำร้ายไตโดยตรง การควบคุมความดันโลหิตจึงไม่ใช่แค่ "การป้องกัน" โรคหัวใจ แต่คือ "การรักษา" โรคไตที่สำคัญที่สุด
ความสัมพันธ์ของทั้งสองโรคนั้นเลวร้ายมาก เพราะต่างฝ่ายต่างทำให้อีกฝ่ายแย่ลง:
"ไตเสื่อม" ทำให้ "ความดันสูง"
กลไกที่ 1 (ขับเกลือไม่ได้): เมื่อไตเสื่อม (โดยเฉพาะระยะ 3-5) ไตจะสูญเสียความสามารถในการ "ขับเกลือ (โซเดียม)" และ "น้ำ" ส่วนเกินออกจากร่างกาย เมื่อเกลือและน้ำคั่งค้างในหลอดเลือด ปริมาณเลือดก็เพิ่มขึ้น แรงดัน (ความดัน) ก็สูงขึ้นตาม
กลไกที่ 2 (ฮอร์โมนเสียสมดุล): ไตที่เสื่อมจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว (Renin-Angiotensin) มากผิดปกติ ทำให้ความดันยิ่งสูงขึ้น
"ความดันสูง" ทำให้ "ไตเสื่อม" (เร็วขึ้น!)
กลไก: ไตคืออวัยวะที่เต็มไปด้วย "หลอดเลือดฝอย" ที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวกรอง" (Glomeruli)
ลองนึกภาพการที่เราฉีดน้ำแรงๆ (ความดันสูง) อัด "ไส้กรอง" ทุกวัน... ในที่สุดไส้กรองก็จะ "พัง", "ทะลุ", และ "เกิดแผลเป็น"
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับไตครับ ความดันที่สูงจะอัดกระแทกตัวกรองไต ทำให้เกิดแผลเป็น, ไตจะ "รั่ว" (เกิดโปรตีนรั่ว) และ "เสื่อม" เร็วขึ้นอย่างมหาศาล
เป้าหมายของเราคือ: ต้อง "ตัด" วงจรอุบาทว์นี้ให้ได้!
เป้าหมายความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคไต "เข้มงวดกว่า" คนทั่วไป
คนทั่วไป (อายุ < 65 ปี): เป้าหมายคือ < 140/90 mmHg
ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD):
เป้าหมายทั่วไป: < 130/80 mmHg
ผู้ป่วยโรคไต (ที่มีโปรตีนรั่วมาก):
เป้าหมายอาจเข้มงวดถึง: < 120/80 mmHg (ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์)
ข้อสรุป: คุณต้องจำเลข 130/80 ไว้ให้ดี นี่คือ "เพดาน" ที่เราไม่อยากให้เกิน และควรวัดความดันโลหิตที่บ้านเป็นประจำ (Home Blood Pressure Monitoring)
การจะบรรลุเป้าหมาย < 130/80 นั้น ต้องใช้ 3 เสาหลักประกอบกัน ขาดเสาใดเสาหนึ่งไม่ได้:
นี่คือ "ยา" ลดความดันที่ได้ผลดีที่สุด
เมื่อคุณลดการกินเค็ม ไตจะขับน้ำส่วนเกินได้ดีขึ้น ความดันโลหิตจะลดลงทันที
ยาลดความดันหลายตัวจะ "ไม่ได้ผล" หากคุณยังกินเค็มจัด
เป้าหมาย: โซเดียม < 2,000 mg ต่อวัน (อ่านรายละเอียดทั้งหมดใน "คู่มือลดเค็ม")
ลดน้ำหนัก: หากคุณน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักทุกๆ 5-10 กิโลกรัม สามารถลดความดันโลหิตได้อย่างชัดเจน
ออกกำลังกาย: การเดินเร็ว 30 นาที 3-5 วัน/สัปดาห์ ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและความดันลดลง
งดบุหรี่: บุหรี่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน
จัดการความเครียด/พักผ่อน: การฝึก SKT และการนอนหลับที่มีคุณภาพ (ตามที่เราคุยกัน) ช่วยให้ความดันโลหิตคงที่
ผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่ "ไม่สามารถ" คุมความดันให้อยู่ในเป้าหมาย < 130/80 ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว การกินยาจึงเป็นสิ่ง "จำเป็น"
"ทำไมต้องกินยา ทั้งที่ฉันรู้สึกปกติ?" ...เพราะความดันสูงคือ "ฆาตกรเงียบ" มันทำลายไตของคุณโดยที่คุณไม่รู้สึกตัว การกินยาคือ "เกราะป้องกัน" ไตของคุณครับ
ในการรักษาความดันในผู้ป่วยโรคไต แพทย์ไม่ได้เลือกยาแบบสุ่ม แต่มีกลุ่มยาที่ "ดีเป็นพิเศษ" สำหรับไต ซึ่งเป็นยาที่ผู้ป่วย "ต้อง" ได้รับ (หากไม่มีข้อห้าม)
ตัวอย่าง: Enalapril (อีนาราร์พริล), Ramipril (รามินพริล)
ตัวอย่าง: Losartan (โลซาร์แทน), Valsartan (วาลซาร์แทน), Telmisartan (เทลมิซาร์แทน)
ทำไมยา 2 กลุ่มนี้ถึงดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยไต? เพราะมันมี "2 คุณประโยชน์" ในเม็ดเดียว:
ลดความดันโลหิต (เหมือนยาลดความดันทั่วไป)
"ปกป้องไต" โดยตรง (Kidney Protection): ยาสองกลุ่มนี้จะไป "ลดแรงดัน" ที่อัดกระแทก "ภายในตัวกรอง" ของไตโดยเฉพาะ ทำให้ช่วย "ลดโปรตีนรั่ว" และ "ชะลอการเสื่อมของไต" ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ยาอื่นๆ ที่แพทย์อาจใช้ร่วมด้วย:
ยาขับปัสสาวะ (Diuretics): เพื่อช่วยไตขับเกลือและน้ำส่วนเกิน ลดอาการบวม
ยาต้านแคลเซียม (CCBs): เช่น Amlodipine เพื่อช่วยขยายหลอดเลือด
ยาอื่นๆ: เช่น Beta-blockers
ข้อควรระวัง: ห้ามหยุดยาเอง และต้องหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เพราะมันจะ "ต้านฤทธิ์" ยา ACEi/ARBs และทำลายไตของคุณ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว