
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
ผลกระทบ 2 ทิศทาง: เมื่อ "โรคไตเสื่อม" ย้อนกลับมา "ปั่นป่วน" เบาหวานของคุณ
เราทุกคนรู้ดีว่า "เบาหวาน" เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของ "โรคไตเสื่อม" แต่สิ่งที่ผู้ป่วยหลายคนไม่ทราบคือ เมื่อไตของคุณเริ่มเสื่อม (โดยเฉพาะในระยะ 3b, 4 และ 5) ภาวะไตเสื่อมนั้นจะ "ย้อนกลับ" มาส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการควบคุมเบาหวานของคุณ
ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดคือ: "ฉันต้องฉีดอินซูลินน้อยลง แสดงว่าเบาหวานของฉันดีขึ้น"... ซึ่งในความเป็นจริง มันอาจหมายความว่า "ไตของคุณกำลังแย่ลง" ต่างหาก
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไตเสื่อมส่งผลต่อเบาหวาน:
หน้าที่ของไต (ที่คนไม่รู้): ไตที่แข็งแรงไม่ได้มีหน้าที่แค่ขับของเสีย แต่ยังทำหน้าที่ "สลายและกำจัด" อินซูลิน (Insulin Clearance) ที่ใช้แล้วออกจากร่างกาย (ประมาณ 30-40% ของอินซูลินทั้งหมด)
เมื่อไตเสื่อม: เมื่อค่า GFR ของคุณลดลง ความสามารถของไตในการ "กำจัด" อินซูลินก็น้อยลงตามไปด้วย
ผลลัพธ์: อินซูลิน (ทั้งที่คุณฉีดเข้าไป และที่ร่างกายคุณสร้างเอง) จะ "ค้าง" หรือ "ออกฤทธิ์" อยู่ในกระแสเลือดนานกว่าปกติ
นี่คือผลกระทบที่ "อันตรายที่สุด" จากข้อ 1
เมื่ออินซูลินค้างนานขึ้น: ฤทธิ์ของมันก็อยู่นานขึ้น
ผลลัพธ์: ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะ "น้ำตาลในเลือดต่ำ" (Hypoglycemia) หรือ "ภาวะไฮโป" (เช่น มีอาการใจสั่น, เหงื่อแตก, มือสั่น, หน้ามืด)
สัญญาณเตือน: หากคุณเป็นเบาหวานและสังเกตว่า:
จู่ๆ ก็เกิดภาวะน้ำตาลต่ำบ่อยขึ้น โดยที่ยังกินยา/ฉีดยาเท่าเดิม
จู่ๆ ก็ "ต้องการอินซูลินน้อยลง"
ให้สงสัยไว้ก่อนว่า นี่อาจเป็นสัญญาณว่า "ค่าไตของคุณกำลังแย่ลง" ไม่ใช่สัญญาณว่าเบาหวานดีขึ้น
หน้าที่แฝงของไต: ไต (เช่นเดียวกับตับ) มีส่วนช่วยในการ "สร้างน้ำตาลใหม่" (Gluconeogenesis) เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้ต่ำเกินไป (เช่น ระหว่างที่เรานอนหลับหรืออดอาหาร)
เมื่อไตเสื่อม: ความสามารถในการสร้างน้ำตาลใหม่นี้จะลดลง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ความเสี่ยง "น้ำตาลต่ำ" (Hypoglycemia) เพิ่มสูงขึ้นไปอีก
เนื่องจากไตเสื่อมทำให้ยาหลายชนิด (ไม่ใช่แค่อินซูลิน) ถูกขับออกจากร่างกายได้ยากขึ้น แพทย์จึงต้อง "ปรับเปลี่ยน" ยาเบาหวานของคุณอย่างเคร่งครัด
นี่คือ "กฎเหล็ก" ที่แพทย์ต้องทำเมื่อค่า GFR ของคุณลดลง:
ยา Metformin (เมทฟอร์มิน):
ต้อง "ลด" ขนาด เมื่อ GFR เริ่มต่ำ (เช่น < 45)
ต้อง "หยุด" ยาเด็ดขาด เมื่อ GFR ต่ำมาก (เช่น < 30)
ทำไม: เพราะเสี่ยงต่อภาวะเลือดเป็นกรด Lactic Acidosis (แม้จะพบน้อย แต่ร้ายแรงถึงชีวิต)
ยาฉีดอินซูลิน (Insulin):
ต้อง "ลด" ขนาดยาลง (ทุกชนิด) เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำ (ตามข้อ 2)
ยากลุ่ม Sulfonylureas (เช่น Glibenclamide, Glipizide):
ต้อง "หยุด" ยาหลายตัว ในกลุ่มนี้ (โดยเฉพาะ Glibenclamide)
ทำไม: ยาเหล่านี้พึ่งพาไตในการขับออก เมื่อไตเสื่อม ยาจะค้างและทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำที่ "รุนแรงและยาวนาน" (อาจต่ำนานข้ามวัน)
ยาที่ "ปลอดภัย" (SGLT2i / GLP-1 RA):
ยาเบาหวานกลุ่มใหม่ๆ (เช่น SGLT2i ที่เราคุยกันว่าช่วยปกป้องไต) หลายตัว "สามารถใช้ต่อได้" ในผู้ป่วยโรคไต (แม้ GFR จะต่ำ)
นี่คือเหตุผลที่แพทย์มักจะ "หยุด" ยาเก่า (Metformin, Sulfonylureas) และ "เปลี่ยน" มาใช้ยาใหม่เหล่านี้แทนในผู้ป่วยโรคไต
สรุป: ความสัมพันธ์ระหว่างเบาหวานกับไตเป็น "วงจร 2 ทาง" ครับ เมื่อไตเสื่อม มันจะทำให้การคุมเบาหวาน "ยากขึ้น" และ "อันตรายขึ้น" (เสี่ยงน้ำตาลต่ำ) ผู้ป่วยจึงต้องพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อ "ปรับยา" ให้เหมาะสมกับค่าไตที่เปลี่ยนไป และต้องระมัดระวังภาวะน้ำตาลต่ำให้มากขึ้นกว่าเดิมครับ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว