
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
เมื่อถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตเสื่อม (CKD) ผู้ป่วยหลายคนมักจะ "กลัว" การออกกำลังกาย เพราะกังวลว่าจะทำให้ร่างกายเหนื่อยเกินไป หรือไตจะยิ่งทำงานหนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การออกกำลังกายที่ "เหมาะสม" และ "สม่ำเสมอ" คือหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการ "ชะลอการเสื่อมของไต" และ "ต่อสู้" กับภาวะแทรกซ้อนของโรค
ผู้ป่วยโรคไตมักเผชิญกับภาวะกล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรง (จากภาวะเลือดเป็นกรดและการสลายโปรตีน) รวมถึงมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด การ "ขยับร่างกาย" จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ "ความจำเป็น" เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไว้
ช่วยควบคุมสาเหตุหลักของโรคไต:
ลดความดันโลหิต: ช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่นและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: ช่วยให้ร่างกายไวต่ออินซูลินมากขึ้น (สำคัญมากในผู้ป่วยเบาหวาน)
เสริมสร้างกล้ามเนื้อ:
ต่อสู้กับภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Muscle Wasting) ที่เกิดจากภาวะของเสียคั่งและเลือดเป็นกรด ทำให้คุณมีพละกำลัง ไม่ผอมเพลีย
ปกป้องหัวใจและหลอดเลือด:
ช่วยลดไขมันเลว (LDL) เพิ่มไขมันดี (HDL) และทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนอันดับ 1 ของผู้ป่วยโรคไต
ปรับปรุงคุณภาพชีวิต:
ช่วยลดความเครียด, ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น, และลดอาการขาอยู่ไม่สุข (RLS)
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด: ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใดๆ คุณ ต้องปรึกษาแพทย์โรคไตประจำตัวของคุณก่อน เสมอ เพื่อ:
ประเมินความพร้อมของร่างกาย: โดยเฉพาะการตรวจสุขภาพหัวใจ
รับคำแนะนำที่เหมาะสม: แพทย์จะช่วยประเมินว่าการออกกำลังกายระดับไหนที่ปลอดภัยสำหรับ "ระยะโรคไต" ของคุณ
ข้อควรระวังพิเศษ:
ผู้ป่วยที่ฟอกไต (HD): ต้องระวังบริเวณ "เส้นฟอกเลือด" ที่แขน ห้ามยกน้ำหนักกดทับ หรือวัดความดันที่แขนข้างนั้น
ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง (PD): ต้องระวังการออกกำลังกายที่ใช้แรงเกร็งหน้าท้องมากเกินไป (เช่น ซิทอัพ)
ผู้ป่วยเบาหวาน: ต้องระวังภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขณะออกกำลังกาย
เป้าหมายคือการทำกิจกรรมที่ "หลากหลาย" โดยเน้นความสม่ำเสมอ ไม่หักโหม
เป็นการออกกำลังกายที่ต่อเนื่อง ช่วยให้หัวใจแข็งแรงและควบคุมความดันได้ดีที่สุด
ตัวอย่าง:
การเดินเร็ว: (ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด)
การปั่นจักรยานอยู่กับที่
การว่ายน้ำ หรือ เดินในน้ำ (ลดแรงกระแทก)
ความถี่: 3-5 วันต่อสัปดาห์
ความนาน: เริ่มต้นที่ 15-20 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 30-45 นาที
ช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ ทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีกำลัง
ตัวอย่าง:
การยกดัมเบลน้ำหนักเบา
การใช้ยางยืด (Resistance Bands)
การลุกนั่งจากเก้าอี้ (Bodyweight)
ความถี่: 2-3 วันต่อสัปดาห์ (ทำวันเว้นวัน)
ข้อควรระวัง: ห้ามเกร็งค้าง หรือกลั้นหายใจขณะยก (อาจทำให้ความดันพุ่ง)
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย และตะคริว
ตัวอย่าง: โยคะเบาๆ, ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องและหลัง
ความถี่: สามารถทำได้ทุกวัน วันละ 5-10 นาที
ให้หยุดออกกำลังกายและพักทันที หากคุณมีอาการเหล่านี้:
เจ็บแน่นหน้าอก หรือ เจ็บร้าวไปที่แขน/กราม
เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หรือ หน้ามืดจะเป็นลม
คลื่นไส้
หายใจหอบเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค
ปวดข้ออย่างรุนแรง
สรุป: "การขยับ" ดีกว่า "การอยู่นิ่ง" เสมอสำหรับผู้ป่วยโรคไต การเริ่มต้นช้าๆ อย่างปลอดภัยภายใต้คำแนะนำของแพทย์ จะช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วย "พิทักษ์" ไตที่เหลืออยู่ให้ทำงานได้นานที่สุด
จะต้องตรวจหัวใจก่อนออกกำลังกายหรือไม่
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว