
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) อย่างมาก โดยความชุกของภาวะนี้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อการทำงานของไตลดลง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 3 ขึ้นไป
ภาวะโลหิตจางไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลีย แต่ยังเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ และอาจทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น การทำความเข้าใจและรักษาภาวะนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เมื่อร่างกายมีเม็ดเลือดแดง (ตัวขนส่งออกซิเจน) น้อยลง อวัยวะต่างๆ จะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้:
อาการที่ชัดเจนที่สุด: เหนื่อยง่าย และ อ่อนเพลีย ไม่อยากทำอะไร
อาการ "ซีด" ที่สังเกตได้:
ผิวหนังซีดเซียว
ฝ่ามือซีด (เทียบกับคนปกติ)
ฐานเล็บซีด
ซีดบริเวณเยื่อบุเปลือกตาล่างและริมฝีปาก
อาการทางระบบประสาท:
วิงเวียนศีรษะ มึนงง หรือหน้ามืด (โดยเฉพาะเวลาเปลี่ยนท่า)
คิดช้าลง ตัดสินใจช้า หรือสมาธิลดลง
อาการทางหัวใจและปอด:
ใจสั่น หรือ หัวใจเต้นเร็ว (ร่างกายพยายามชดเชยโดยการสูบฉีดเลือดเร็วขึ้น)
หายใจลำบาก หรือ หายใจตื้น
อาจมีอาการเจ็บหน้าอก (หากมีโรคหัวใจร่วมด้วย)
อาการอื่นๆ:
รู้สึกหนาวง่าย (โดยเฉพาะที่มือและเท้า)
เบื่ออาหาร
นอนหลับยาก

สาเหตุที่ผู้ป่วยโรคไตมักมีภาวะโลหิตจางนั้น แตกต่างจากคนทั่วไป
กลไกหลักคือการขาดฮอร์โมน EPO
ไตไม่ได้ทำหน้าที่แค่ "กรองของเสีย" แต่ยังเป็นอวัยวะสำคัญที่ผลิตฮอร์โมนชื่อ "อิริโทรโพอิติน" (Erythropoietin) หรือ อีพีโอ (EPO)
หน้าที่ของ EPO: ฮอร์โมน EPO นี้จะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปยัง "ไขกระดูก"
การส่งสัญญาณ: EPO ทำหน้าที่เป็น "สัญญาณ" สั่งการให้ไขกระดูกเร่งผลิต "เซลล์เม็ดเลือดแดง"
เมื่อไตเสื่อม: ในผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (โดยเฉพาะระยะ G3b ขึ้นไป) เนื้อไตที่ดีจะถูกทำลาย ทำให้ความสามารถในการผลิตฮอร์โมน EPO ลดลงอย่างมาก
ผลลัพธ์: เมื่อไม่มีสัญญาณ EPO ไปกระตุ้น ไขกระดูกก็จะไม่สร้าง หรือสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง ทำให้ระดับความเข้มข้นของเลือด (ฮีโมโกลบิน) ลดต่ำลง
ภาวะนี้มักพบได้ง่ายขึ้นในผู้ป่วยโรคไตที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย หรือในผู้ป่วยเพศหญิง
แม้การขาด EPO จะเป็นสาเหตุหลัก แต่แพทย์ต้องหาสาเหตุอื่นที่อาจเกิดร่วมด้วยเสมอ ได้แก่:
ภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency):
เป็นสาเหตุร่วมที่พบบ่อยมาก
อาจเกิดจากการจำกัดอาหาร, การดูดซึมธาตุเหล็กไม่ดี, หรือการเสียเลือดเรื้อรัง
ในผู้ป่วยฟอกไต (Hemodialysis) จะมีการสูญเสียเลือดเล็กน้อยทุกครั้งที่ทำการฟอกไต
การขาดสารอาหารอื่น: เช่น ขาดวิตามิน B12 หรือ กรดโฟลิก (Folate)
อายุเม็ดเลือดแดงสั้นลง: ของเสีย (Uremic Toxins) ที่คั่งค้างในร่างกายผู้ป่วยไตวาย ทำให้เม็ดเลือดแดงเปราะและแตกสลายง่ายกว่าปกติ
การเสียเลือดเรื้อรัง: เช่น จากริดสีดวงทวาร หรือแผลในทางเดินอาหาร
การติดเชื้อเรื้อรัง: การอักเสบในร่างกายจะขัดขวางการสร้างเม็ดเลือดแดง
โรคเลือดอื่นๆ: เช่น ธาลัสซีเมีย
แพทย์จะวินิจฉัยภาวะโลหิตจางจากการตรวจเลือด (CBC) เพื่อดูค่า ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin - Hb)
ภาวะโลหิตจาง (ทั่วไป): คือเมื่อ Hb ต่ำกว่า 12.0 g/dL ในผู้หญิง หรือ ต่ำกว่า 13.5 g/dL ในผู้ชาย
ภาวะโลหิตจางจากโรคไต: มักจะเริ่มเห็นชัดเจนในระยะ G3b ขึ้นไป
การรักษาไม่ได้มุ่งเน้นแค่การให้เลือด แต่เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ โดยมีขั้นตอนและเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1: ตรวจและแก้ไขภาวะขาดธาตุเหล็ก (ต้องทำก่อนเสมอ) ร่างกายเปรียบเหมือนโรงงานสร้างเม็ดเลือดแดง, EPO คือ "คำสั่งผลิต", แต่ "ธาตุเหล็ก" คือ "วัตถุดิบ"
หากไม่มีธาตุเหล็ก ต่อให้ฉีด EPO เข้าไป ร่างกายก็สร้างเม็ดเลือดแดงไม่ได้
เป้าหมายธาตุเหล็ก: แพทย์จะเจาะเลือดตรวจค่าธาตุเหล็กสะสม โดยมีเป้าหมายคือ:
Serum Ferritin > 100 ng/mL
Transferrin Saturation (TSAT) > 20%
การให้ธาตุเหล็กเสริม: หากค่าต่ำกว่าเป้าหมาย แพทย์จะให้ธาตุเหล็กเสริม (อาจในรูปยารับประทาน หรือยาฉีดเข้าหลอดเลือด)
ข้อควรระวัง: จะระมัดระวังการให้ธาตุเหล็กหากค่า Ferritin สูงมาก (เช่น > 500 ng/mL) เพราะอาจเกิดภาวะเหล็กเกินได้
ขั้นตอนที่ 2: การให้ยาฉีดกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (ESA) เมื่อร่างกายมีธาตุเหล็กเพียงพอแล้ว แต่ระดับ Hb ยังคงต่ำ แพทย์จะพิจารณาให้ "ฮอร์โมน EPO สังเคราะห์" หรือที่เรียกว่า ESA (Erythropoiesis-Stimulating Agents)
ข้อบ่งชี้ในการเริ่มยา: แพทย์มักพิจารณาเริ่มยา ESA เมื่อ Hb ต่ำกว่า 10.0 g/dL (และได้ตัดสาเหตุอื่นออกไปแล้ว)
วิธีการให้: มักให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าหลอดเลือด (ในผู้ป่วยฟอกไต)
ขั้นตอนที่ 3: เป้าหมายของการรักษา (Hb Target) เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การทำให้เลือดกลับมาเข้มข้นเท่าคนปกติ แต่เป็นการรักษาระดับให้เหมาะสม
เป้าหมายระดับ Hb: โดยทั่วไปคือการรักษาระดับ Hb ให้อยู่ในช่วง 10.0 - 12.0 g/dL
หมายเหตุ: การรักษาระดับ Hb ให้สูงเกินไป (เช่น > 13.0 g/dL) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ
การให้เลือด (Blood Transfusion): จะสงวนไว้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางรุนแรงมาก, มีอาการเหนื่อยหอบเฉียบพลัน, หรือมีเลือดออกรุนแรงเท่านั้น
การรักษาภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยลดอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย แต่ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพโดยรวม:
คุณภาพชีวิตดีขึ้น: ผู้ป่วยจะมีเรี่ยวแรง กลับไปทำกิจกรรมต่างๆ ได้
ลดภาระการทำงานของหัวใจ: ลดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจโตและหัวใจล้มเหลว
อาจช่วยชะลอการเสื่อมของไต: มีข้อมูลว่าการรักษาภาวะซีดอาจช่วยชะลอความเร็วในการเสื่อมของไตได้
หากคุณเป็นผู้ป่วยโรคไตและมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินภาวะโลหิตจางครับ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว