
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
ในขณะที่โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ในระยะแรกถึงระยะกลางมักจะไม่แสดงอาการใดๆ เลย แต่เมื่อไตเสื่อมลงจนถึง ระยะสุดท้าย (Stage 5) ที่ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดได้อีกต่อไป ร่างกายจะเริ่มสะสมสารพิษในระดับที่สูงมาก ภาวะนี้เรียกว่า "ภาวะของเสียคั่ง" หรือ "ยูรีเมีย" (Uremia)
Uremia ไม่ใช่แค่ "ค่าของเสียในเลือดสูง" แต่เป็น "กลุ่มอาการ" ที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย อันเป็นผลมาจากพิษของสารยูเรีย (Urea) และของเสียอื่นๆ ที่คั่งค้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะเกือบทุกส่วน และเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษา
เมื่อของเสียสะสมจนถึงจุดวิกฤต มันจะส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งระบบ โดยอาการที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่:
นี่คือกลุ่มอาการแรกๆ ที่มักจะปรากฏชัดเจน:
คลื่นไส้ อาเจียน: โดยเฉพาะในตอนเช้า
เบื่ออาหารอย่างรุนแรง:
การรับรสเพี้ยน (Metallic Taste): ผู้ป่วยมักบ่นว่า "รู้สึกเหมือนมีรสโลหะในปาก" ตลอดเวลา
กลิ่นปาก (Uremic Fetor): เป็นกลิ่นลมหายใจที่มีลักษณะเฉพาะ คือ กลิ่นคล้ายแอมโมเนีย หรือ กลิ่นปัสสาวะ เกิดจากร่างกายพยายามขับยูเรียออกทางลมหายใจและน้ำลาย
อาการคันตามผิวหนังอย่างรุนแรง (Uremic Pruritus):
เป็นอาการคันที่ทรมานมาก คันทั่วตัวโดยไม่มีผื่นชัดเจน มักแย่ลงตอนกลางคืน และไม่ค่อยตอบสนองต่อยาแก้แพ้ทั่วไป
เกิดจากการคั่งของฟอสฟอรัสและสารพิษอื่นๆ ที่ไปกระตุ้นเส้นประสาทใต้ผิวหนัง
ผิวแห้งกร้าน และมีสีคล้ำขึ้น
(ในกรณีที่รุนแรงมาก) Uremic Frost: อาจพบเกล็ดสีขาวคล้ายเกลือ (ผลึกยูเรีย) เกาะตามผิวหนังหลังจากเหงื่อแห้ง (ปัจจุบันพบน้อยลงเพราะมีการฟอกไตที่เร็วขึ้น)
ของเสียที่คั่งค้างจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองโดยตรง:
"สมองตื้อ" (Brain Fog): สับสน, คิดช้า, ขาดสมาธิ
อ่อนเพลียรุนแรง (Fatigue): รู้สึกอ่อนล้า ไม่มีแรง แม้จะพักผ่อนเพียงพอ (เป็นผลมาจากทั้งของเสียคั่งและภาวะซีด)
นอนไม่หลับ หรือ นอนซึมในตอนกลางวัน
อาการกระตุกของกล้ามเนื้อ หรือ ตะคริว
ในกรณีที่รุนแรง: อาจถึงขั้นชัก หรือ ซึมลงจนไม่รู้สึกตัว
ภาวะซีด (Anemia): (ซึ่งเราจะเจาะลึกในอีกบทความ) ทำให้เหนื่อยง่าย
เลือดออกง่าย: เช่น เลือดกำเดาไหล หรือมีรอยจ้ำเลือดตามตัว
เจ็บหน้าอก: อาจเกิดจาก เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายจากของเสียคั่ง
ภาวะ Uremia เป็น การวินิจฉัยทางคลินิก (Clinical Diagnosis) หมายความว่าแพทย์จะวินิจฉัยจาก "กลุ่มอาการ" ที่ผู้ป่วยแสดงออก (เช่น คลื่นไส้, คัน, ซึมลง) ร่วมกับผลเลือดที่ยืนยันว่าไตวายระยะสุดท้าย:
eGFR (อัตราการกรองของไต): ต่ำมาก (โดยทั่วไป น้อยกว่า 10-15 ml/min)
BUN (Blood Urea Nitrogen) และ Creatinine: สูงมาก
ภาวะ Uremia คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าไตไม่สามารถทำงานต่อไปได้แล้ว การรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
Uremia ไม่สามารถ "รักษาให้หายขาด" ได้ แต่สามารถ "จัดการ" ได้โดยการบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy - RRT)
นี่คือทางเลือกหลักในการรักษา:
การฟอกไต (Dialysis): คือการนำของเสียออกจากเลือดแทนไตที่ล้มเหลวไปแล้ว
การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis)
การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis)
การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant):
เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาภาวะไตวายระยะสุดท้าย
สรุป: ภาวะของเสียคั่ง (Uremia) คือภาวะวิกฤตและเป็นสัญญาณเตือนสุดท้ายว่าไตของคุณไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ หากคุณเป็นผู้ป่วยโรคไตและเริ่มมีอาการเหล่านี้ (โดยเฉพาะ คลื่นไส้, เบื่ออาหาร, คัน, หรือสับสน) ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพราะนี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า "ถึงเวลาที่ต้องเริ่มการฟอกไต" แล้ว
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว