
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) "อาหาร" ไม่ใช่แค่ปัจจัยเสริม แต่คือหนึ่งใน "ยา" ที่สำคัญที่สุด ในการชะลอการเสื่อมของไต การควบคุมอาหารที่ถูกต้องสามารถช่วยลดภาระการทำงานของไตที่เหลืออยู่, ควบคุมความดันโลหิต, ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย และยืดระยะเวลาการฟอกไตออกไปได้
แต่ "อาหารโรคไต" มีความซับซ้อนอย่างมาก และ "แตกต่าง" จากอาหารสุขภาพของคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง อาหาร "สุขภาพดี" บางชนิด เช่น ผักใบเขียว, กล้วย, หรือนม อาจกลายเป็น "อาหารต้องห้าม" สำหรับผู้ป่วยไตระยะท้าย
หัวใจสำคัญที่สุดคือ "การคุมอาหารจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของโรคไต"
คู่มือนี้คือภาพรวมของ 4 เสาหลักที่ผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องทำความเข้าใจ เพื่อวางแผนการรับประทานอาหารได้อย่างถูกต้อง
นี่คือความสับสนที่พบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักได้รับคำแนะนำที่แตกต่างกัน เพราะความเข้มงวดของอาหารขึ้นอยู่กับค่าการทำงานของไต (eGFR):
ระยะต้น (Stage 1-3a): ไตยังพอทำงานได้
เป้าหมาย: เน้น "ป้องกัน" และ "ชะลอ"
การคุมอาหาร: คล้ายอาหารสุขภาพทั่วไป คือ เน้นลดเค็ม (โซเดียม) เพื่อควบคุมความดันโลหิต, ลดหวาน, ลดไขมันเลว
(ในระยะนี้ มักยังไม่จำเป็นต้องจำกัดโปรตีน, โพแทสเซียม, หรือฟอสฟอรัส)
ระยะท้าย (Stage 3b, 4, 5 - ยังไม่ฟอกไต)
เป้าหมาย: เน้น "ชะลอไตเสื่อม" และ "ป้องกันภาวะแทรกซ้อน"
การคุมอาหาร: นี่คือ "อาหารโรคไต" ที่แท้จริง ที่ต้องคุมเข้มทั้ง 4 เสาหลัก:
คุมโซเดียม (เค็ม)
คุมโพแทสเซียม
คุมฟอสฟอรัส
จำกัดโปรตีน
ระยะฟอกไต (Dialysis Stage):
เป้าหมาย: เน้น "บำรุง" และ "รักษาสมดุล"
การคุมอาหาร "เปลี่ยน" อีกครั้ง!
คุมโซเดียม, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส (เข้มงวดเหมือนเดิม)
ต้องกินโปรตีน "เพิ่มขึ้น" (เพื่อทดแทนที่สูญเสียไปตอนฟอกไต)
ต้อง "จำกัดน้ำดื่ม" (สำคัญมาก)
ทำไมต้องคุม: เพื่อควบคุมความดันโลหิตสูง และป้องกันภาวะน้ำเกิน (อาการบวม, น้ำท่วมปอด)
ใครต้องคุม: ผู้ป่วยทุกระยะ
เป้าหมาย: น้อยกว่า 2,000 mg ต่อวัน
(อ่านคู่มือฉบับเต็ม: ➡️ [คู่มือปฏิบัติการลดเค็ม 5 หมวดอาหาร])
ทำไมต้องคุม: เมื่อไตเสื่อม (ระยะ 3b-5) จะขับโพแทสเซียมไม่ได้ การมีโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia) เป็น "ภัยเงียบ" ที่อันตรายถึงชีวิต เพราะอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นกะทันหัน
ใครต้องคุม: ผู้ป่วยระยะ 3b, 4, 5
อาหารที่ต้องเลี่ยง (กลุ่มโพแทสเซียมสูง):
ผลไม้: กล้วย, ทุเรียน, ส้ม, แคนตาลูป, มะละกอสุก, ลูกพรุน
ผัก: ผักใบสีเขียวเข้ม (คะน้า, ผักโขม), มะเขือเทศ, มันฝรั่ง, ฟักทอง, หน่อไม้
อื่นๆ: นม, ถั่ว, ช็อกโกแลต
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง: อาหารที่ควรเลี่ยง])
ทำไมต้องคุม: เมื่อไตเสื่อม (ระยะ 3b-5) จะขับฟอสฟอรัสไม่ได้ เมื่อฟอสฟอรัสในเลือดสูง จะดึงเอาแคลเซียมออกจากกระดูก ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน และยังทำให้เกิด "ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว" (หินปูนเกาะ) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
ใครต้องคุม: ผู้ป่วยระยะ 3b, 4, 5
อาหารที่ต้องเลี่ยง (กลุ่มฟอสฟอรัสสูง):
กลุ่มธรรมชาติ: นม, โยเกิร์ต, ชีส, ถั่วเมล็ดแห้ง, ไข่แดง
กลุ่มสังเคราะห์ (อันตรายที่สุด): อาหารแปรรูปทุกชนิด (ไส้กรอก, แฮม), น้ำอัดลมสีดำ (โค้ก, เป๊ปซี่), และเบเกอรี่ (ที่มีผงฟู)
(อ่านเพิ่มเติม: ➡️ [ภาวะกระดูกและแร่ธาตุผิดปกติในโรคไต])
นี่คือเสาหลักที่ซับซ้อนที่สุด เพราะปริมาณที่แนะนำจะ "สวนทางกัน" ขึ้นอยู่กับว่าคุณฟอกไตแล้วหรือยัง
ทำไมต้องคุม: การกินโปรตีนจะทำให้เกิด "ของเสีย (ยูเรีย)" ซึ่งไตต้องทำงานหนักเพื่อขับทิ้ง
ผู้ป่วยระยะ 3b-5 (ยังไม่ฟอกไต):
เป้าหมาย: ต้อง "จำกัด" โปรตีน (ประมาณ 0.6-0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.)
ทำไปเพื่อ: เพื่อ "ลดภาระ" ให้ไตที่เหลืออยู่ทำงานน้อยลง และ "ชะลอ" การเสื่อมของไตได้
ผู้ป่วยที่ "ฟอกไตแล้ว" (Dialysis):
เป้าหมาย: ต้อง "กินโปรตีนเพิ่มขึ้น" (ประมาณ 1.0-1.2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.)
ทำไปเพื่อ: "ทดแทน" โปรตีนและกรดอะมิโนที่สูญเสียไปในระหว่างกระบวนการฟอกไต เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหารและกล้ามเนื้อลีบ
การคุมอาหารโรคไตเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ:
รู้ระยะโรคไตของคุณ: ถามแพทย์ว่าค่า eGFR และ UACR ของคุณเท่าไหร่
ปรึกษานักกำหนดอาหารโรคไต (Renal Dietitian): นี่คือผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยวางแผนการรับประทานอาหารที่ "เหมาะสม" กับระยะโรคและผลเลือดของคุณโดยเฉพาะ
การปฏิบัติตัวเรื่องอาหารอย่างเคร่งครัด คือการ "ซื้อเวลา" และ "รักษาคุณภาพชีวิต" ที่ดีที่สุดที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถทำได้
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว