
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
เมื่อคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็น โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของการรักษาคืออะไร เนื่องจากเนื้อไตที่เสียหายไปแล้ว ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาให้เป็นปกติได้
ดังนั้น แนวทางการรักษาโรคไตเสื่อมจึงไม่ได้มุ่งเน้นที่ "การรักษาให้หายขาด" แต่มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามความรุนแรงของโรค:
การชะลอการเสื่อมของไต (Slowing Progression): เป็นเป้าหมายหลักในระยะที่ 1-4
การจัดการภาวะแทรกซ้อน (Managing Complications): เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและป้องกันอันตราย
การบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy - RRT): เมื่อเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย (ระยะที่ 5)
บทความนี้จะอธิบายแนวทางการรักษาในแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของการต่อสู้กับโรคไต คือการ "ยืดอายุ" ไตที่เหลืออยู่ให้เสื่อมช้าที่สุด ซึ่งประกอบด้วย:
การควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ (สำคัญที่สุด!):
โรคเบาหวาน: ต้องควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย (มักจะ < 7%)
โรคความดันโลหิตสูง: ต้องควบคุมความดันโลหิตอย่างเข้มงวด (เป้าหมาย < 130/80 mmHg)
การใช้ยาที่ช่วยปกป้องไต (Kidney-Protective Drugs):
กลุ่มยา ACE inhibitors หรือ ARBs: (เช่น Enalapril, Losartan) เป็นยาหลักที่ช่วยลดความดันในหน่วยไตและลดการรั่วของโปรตีน
กลุ่มยา SGLT2 inhibitors: (เช่น Dapagliflozin) เป็นยาที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยชะลอการเสื่อมของไตและปกป้องหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ
การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต:
คุมอาหารโซเดียม (ลดเค็ม): เพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิตและลดภาระไต
คุมอาหารโปรตีน: รับประทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป
หลีกเลี่ยงยาพิษต่อไต: งดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาสมุนไพรที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
(อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่: [คู่มือการป้องกันและชะลอไตเสื่อม])
เมื่อไตเสื่อมลงจนถึงระยะท้าย ความสามารถในการรักษาสมดุลร่างกายจะสูญเสียไป ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ต้องรักษาควบคู่กันไป:
การรักษาภาวะซีด (Anemia):
ปัญหา: ไตสร้างฮอร์โมน EPO ไม่ได้ ทำให้เม็ดเลือดแดงต่ำ (อ่อนเพลีย, เหนื่อยง่าย)
การรักษา: การให้ธาตุเหล็ก และการฉีดยาฮอร์โมน EPO ทดแทน
(อ่านเพิ่มเติม: [ภาวะซีดในผู้ป่วยโรคไต])
การรักษาภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis):
ปัญหา: ไตขับกรดไม่ได้ ทำให้เลือดเป็นกรด (เร่งไตเสื่อม, สลายกระดูก)
การรักษา: การให้ยา "ด่าง" (Sodium Bicarbonate หรือ "ยาเม็ดสีชมพู")
(อ่านเพิ่มเติม: [การรักษาภาวะเลือดเป็นกรด])
การรักษาภาวะกระดูกและแร่ธาตุ (MBD):
ปัญหา: ฟอสฟอรัสในเลือดสูง, แคลเซียมต่ำ, วิตามินดีไม่ทำงาน
การรักษา: การคุมอาหารฟอสฟอรัส, การให้ "ยาจับฟอสฟอรัส" (กินพร้อมอาหาร), และการให้วิตามินดีชนิดออกฤทธิ์
(อ่านเพิ่มเติม: [ภาวะกระดูกและแร่ธาตุผิดปกติ])
การจัดการภาวะโพแทสเซียมสูง (Hyperkalemia):
ปัญหา: ไตขับโพแทสเซียมไม่ได้ (อันตรายต่อหัวใจ)
การรักษา: การคุมอาหารโพแทสเซียมสูง (ผัก, ผลไม้) อย่างเข้มงวด และการใช้ยาขับโพแทสเซียม
(อ่านเพิ่มเติม: [ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง])
เมื่อไตเสื่อมเข้าสู่ระยะที่ 5 (eGFR < 15) หรือผู้ป่วยเริ่มมี "ภาวะของเสียคั่ง (Uremia)" (เช่น คลื่นไส้, เบื่ออาหาร, ซึมลง) หรือมี "ภาวะน้ำท่วมปอด" (หอบเหนื่อย, นอนราบไม่ได้) การรักษาเพื่อชะลอโรคจะไม่เพียงพออีกต่อไป
ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการ "บำบัดทดแทนไต" (Renal Replacement Therapy - RRT) เพื่อนำของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย ซึ่งมี 3 ทางเลือกหลัก:
คืออะไร: การนำเลือดออกจากร่างกาย ผ่านตัวกรองของ "เครื่องไตเทียม" เพื่อฟอกของเสียและดึงน้ำส่วนเกินออก แล้วจึงนำเลือดดีกลับเข้าสู่ร่างกาย
ทำอย่างไร: ผู้ป่วยต้องมาที่ศูนย์ฟอกไต สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง โดยต้องมีการเตรียม "เส้นฟอกเลือด" (AVF หรือ AVG) ที่แขนไว้ล่วงหน้า
คืออะไร: การใช้น้ำยาล้างไตใส่เข้าไปใน "ช่องท้อง" ของผู้ป่วยเอง โดยอาศัยเยื่อบุช่องท้องซึ่งมีคุณสมบัติเป็น "ตัวกรอง" ตามธรรมชาติ
ทำอย่างไร: ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาวันละ 4-5 รอบ (ใช้เวลาทำครั้งละ 30-40 นาที) หรือใช้เครื่องอัตโนมัติทำในขณะนอนหลับ
คืออะไร: วิธีที่ดีที่สุด ในการรักษาภาวะไตวายระยะสุดท้าย คือการผ่าตัดนำ "ไตใหม่" (จากผู้บริจาคที่มีชีวิต หรือผู้บริจาคที่เสียชีวิต) มาใส่ในร่างกายของผู้ป่วย
ผลลัพธ์: หากสำเร็จ ไตใหม่จะสามารถทำงานได้ใกล้เคียงปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องฟอกไต แต่มีข้อจำกัดเรื่องการหาไตที่เข้ากันได้ และผู้ป่วยต้องรับประทาน "ยากดภูมิคุ้มกัน" ไปตลอดชีวิต
สรุป: แนวทางการรักษาโรคไตเสื่อมเป็นการเดินทางระยะยาวที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างสูงจากผู้ป่วยและทีมแพทย์ การดูแลตัวเองอย่างเข้มงวดในระยะแรก (คุมอาหาร, คุมความดัน, กินยา) คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะยืดเวลาออกไปให้ไกลที่สุด ก่อนที่จะต้องเข้าสู่การบำบัดทดแทนไต
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว