
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) โดยเฉพาะในระยะที่ 3b, 4, และ 5 สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกเหนือจากการคุมอาหารและการรับประทานยา คือการ "เฝ้าระวัง" ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเฉียบพลัน
อาการบางอย่างไม่ใช่แค่ "อาการของโรค" แต่เป็น "สัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน (Red Flags)" ที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต และจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ทันที
บทความนี้คือ 3 สัญญาณอันตราย "เรื่องใหญ่" ที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องจดจำให้ขึ้นใจ หากเกิดอาการเหล่านี้ ห้ามรอดูอาการ ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที
นี่คือภาวะฉุกเฉินที่พบบ่อยและอันตรายที่สุด เกิดจากไตที่เสื่อมมาก ไม่สามารถขับ "น้ำ" และ "เกลือ (โซเดียม)" ส่วนเกินออกจากร่างกายได้ ทำให้น้ำไปสะสมในส่วนต่างๆ และสุดท้ายคือ "ท่วมปอด" (Pulmonary Edema)
ก่อนที่จะเกิดอาการหอบ ร่างกายมักจะเตือนคุณด้วย "อาการบวม" และ "น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น"
1. การชั่งน้ำหนักตัว:
นี่คือวิธีจับสัญญาณที่ดีที่สุด! ผู้ป่วยโรคไตควรชั่งน้ำหนักตัวเองทุกเช้า หลังเข้าห้องน้ำ และก่อนรับประทานอาหาร
สัญญาณอันตราย: หากพบว่า น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (เช่น 1-2 กิโลกรัม ภายใน 1-2 วัน) นี่ไม่ใช่น้ำหนักที่เพิ่มจากไขมัน แต่เป็น "น้ำ" ที่คั่งอยู่ในร่างกายคุณ และเป็นสัญญาณว่าไตขับน้ำออกไม่ทัน
2. อาการบวม (Edema):
บวมที่เท้า/หน้าแข้ง: สังเกตว่ารองเท้าคับขึ้น หรือใช้นิ้วกดลงไปที่หน้าแข้งแล้ว "บุ๋ม" ค้างไว้ (Pitting Edema) อาการบวมมักเป็นมากขึ้นในช่วงบ่ายหรือเย็น
บวมที่ใบหน้า: อาจมีอาการหนังตาบวมในตอนเช้าหลังตื่นนอน
หากคุณปล่อยให้ภาวะน้ำเกินดำเนินต่อไป น้ำจะเริ่มท่วมปอด และเกิดอาการเหล่านี้:
หายใจหอบเหนื่อย: เหนื่อยง่ายกว่าปกติอย่างชัดเจน
นอนราบไม่ได้ (Orthopnea): นี่คือสัญญาณคลาสสิกของน้ำท่วมปอด! เมื่อนอนราบจะรู้สึกอึดอัด หายใจลำบาก หรือไอ จนต้องลุกขึ้นมานั่ง หรือต้องหนุนหมอนสูงๆ หลายใบจึงจะนอนได้
ตื่นมาไอตอนกลางคืน: นอนหลับไปแล้ว แต่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะไอหรือหอบเหนื่อย
นี่คือ "ภัยเงียบ" ที่อันตรายที่สุด เพราะมักจะ ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า จนกว่าจะถึงระดับที่วิกฤตต่อหัวใจ เกิดจากไตขับ "โพแทสเซียม" (ที่มาจากผักและผลไม้) ไม่ได้
อันตราย: โพแทสเซียมที่สูงเกินไปจะรบกวนระบบไฟฟ้าของหัวใจโดยตรง และอาจทำให้ หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง หรือ หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน
อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล:
รู้สึกใจสั่น, หัวใจเต้นสะดุด, หรือชีพจรเต้นช้าผิดปกติ
กล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลัน โดยเฉพาะที่ขา รู้สึกขาหนัก ไม่มีแรงลุกเดิน
รู้สึกชาบริเวณริมฝีปาก หรือปลายมือปลายเท้า
(ข้อควรระวัง: อย่ารอให้เกิดอาการนี้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการ "คุมอาหาร" กลุ่มผักผลไม้สีเข้ม/สีส้ม และ "เจาะเลือดตามนัด" ของแพทย์อย่างเคร่งครัด)
นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า "ภาวะของเสียคั่ง (Uremia)" ได้ดำเนินมาถึงจุดที่สารพิษส่งผลกระทบต่อสมองและระบบทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
อันตราย: บ่งบอกว่าร่างกายมีสารพิษคั่งค้างในระดับที่สูงมาก จนอาจทำให้ชัก หรือเสียชีวิตได้
อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล:
คลื่นไส้ อาเจียนไม่หยุด: กินอะไรไม่ได้เลย (ไม่ใช่อาการเบื่ออาหารธรรมดา)
สับสน ซึมลง: พูดจาวกวน, จำวันเวลาสถานที่ไม่ได้, หรือญาติสังเกตว่าซึมลงอย่างชัดเจน (Uremic Encephalopathy)
ชักกระตุก: เป็นอาการที่รุนแรงที่สุดของภาวะของเสียคั่ง
สรุป: หากคุณหรือคนใกล้ชิดที่เป็นโรคไต มี 1 ใน 3 สัญญาณ "เรื่องใหญ่" นี้ (หอบ, ใจสั่น, ซึม) อย่าลังเลที่จะไปโรงพยาบาลทันที เพราะนี่คือภาวะฉุกเฉินที่อาจต้องได้รับการรักษา (เช่น การฟอกไตฉุกเฉิน) โดยด่วน
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว