
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ถูกขนานนามว่าเป็น "ฆาตกรเงียบ" (Silent Killer) เพราะในระยะแรกๆ (ระยะ 1-3) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะ ไม่มีอาการ ใดๆ แสดงออกมาเลย แต่ไตอาจกำลังถูกทำลายอย่างช้าๆ
การรอให้ "มีอาการ" (เช่น บวม, ซีด, อ่อนเพลีย) มักหมายความว่าไตของคุณได้เสื่อมไปถึงระยะท้ายๆ แล้ว
ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการ "รู้ตัว" ว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ เพื่อจะได้ "ตรวจคัดกรอง" และ "ป้องกัน" ตั้งแต่เนิ่นๆ
ให้คุณลองตรวจสอบดูว่า คุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หรือไม่ ยิ่งมีหลายข้อ ยิ่งมีความจำเป็นต้องตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ
หากคุณมี 1 ใน 4 ข้อนี้ คุณคือกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องตรวจคัดกรองโรคไต (ตรวจเลือดและปัสสาวะ) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
เป็นโรคเบาหวาน (Diabetes): นี่คือสาเหตุอันดับ 1 ของโรคไตวาย น้ำตาลที่สูงในเลือดจะไปทำลายหลอดเลือดฝอยที่ตัวกรองไต
เป็นโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension): นี่คือสาเหตุอันดับ 2 ความดันที่สูงจะอัดกระแทกตัวกรองไต ทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมเร็ว
มีอายุ 60 ปีขึ้นไป: ความเสื่อมของไตเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น
มีประวัติครอบครัวสายตรง (พ่อ, แม่, พี่, น้อง) เป็นโรคไตวาย หรือต้องฟอกไต/ปลูกถ่ายไต
หากคุณมีโรคประจำตัวเหล่านี้ โรคเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อไตได้:
เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD): (เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ, หัวใจล้มเหลว)
เป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง (SLE) หรือ หนังแข็ง: ภูมิต้านทานที่ผิดปกติสามารถโจมตีตัวกรองไตได้
เป็นโรคนิ่วในไต (Kidney Stones) ซ้ำๆ: หรือมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยครั้ง
พฤติกรรมเหล่านี้คือ "ตัวเร่ง" ที่ทำให้ไตของคุณทำงานหนักและเสื่อมเร็วขึ้น:
การสูบบุหรี่: ทำให้หลอดเลือด (รวมถึงหลอดเลือดไต) ตีบและแข็งตัว
ภาวะอ้วน หรือ น้ำหนักเกิน (BMI > 25): ทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกรองของเสีย
การใช้ยาหรือสารพิษต่อไตเป็นประจำ:
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac, Arcoxia)
ยาชุด / ยาหม้อ / ยาสมุนไพร ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาแน่ชัด
เมื่อคุณรู้ระดับความเสี่ยงของตนเองแล้ว นี่คือสิ่งที่ต้องทำ:
สิ่งที่คุณต้องทำ: คุณ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องไปพบแพทย์ เพื่อ "ตรวจคัดกรองโรคไต" อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าคุณจะยังไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม
ตรวจอะไรบ้าง? การตรวจมี 2 อย่างที่ต้องทำคู่กันเสมอ:
ตรวจเลือด (หาค่า eGFR): เพื่อดูว่าไตของคุณกรองของเสียได้กี่เปอร์เซ็นต์
ตรวจปัสสาวะ (หาค่า uACR): เพื่อดูว่ามี "โปรตีนรั่ว" (อัลบูมิน) ออกมาหรือไม่ นี่คือสัญญาณเตือน "ระยะแรกสุด" ที่ดีที่สุด
สิ่งที่คุณต้องทำ: นี่คือ "สัญญาณเตือนภัย" ของคุณครับ
เป้าหมายที่ 1 (ลงมือทำทันที): เริ่ม "ลดความเสี่ยง" ตามแนวทางปฏิบัติในข้อ 3
เป้าหมายที่ 2 (ปรึกษาแพทย์): ปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณ เพื่อประเมินว่าคุณควรเริ่มตรวจคัดกรองโรคไตแล้วหรือยัง
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ การปฏิบัติตาม 5 ข้อนี้ คือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องไตของคุณ:
ควบคุมโรคประจำตัว (สำคัญที่สุด!):
หากเป็น เบาหวาน: คุมน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้อยู่ในเกณฑ์
หากเป็น ความดันสูง: คุมความดันให้ได้ตามเป้าหมาย (เป้าหมายทั่วไป < 140/90, แต่ผู้ป่วยไตควร < 130/80) และ "กินยา" สม่ำเสมอ
"ลดเค็ม" อย่างจริงจัง (หัวใจหลัก):
ลดการกินเค็ม (โซเดียม < 2,000 mg/วัน)
เลี่ยง: อาหารแปรรูป (ไส้กรอก, กุนเชียง), อาหารสำเร็จรูป (บะหมี่ซอง), น้ำจิ้ม, น้ำซุป, และ "ผงปรุงรส"
(อ่านเพิ่มเติมได้ที่: คู่มือปฏิบัติการลดเค็ม)
"หยุดยาพิษ" ต่อไต (หยุดทันที):
ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (Ibuprofen, Arcoxia ฯลฯ) กินเองเด็ดขาด หากปวด ให้ใช้ "พาราเซตามอล" ในขนาดที่เหมาะสม
หยุด ยาชุด ยาหม้อ ยาสมุนไพรที่ไม่ทราบแหล่งที่มาทั้งหมด
ปรับวิถีชีวิต:
งดสูบบุหรี่
คุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (BMI < 25)
ออกกำลังกาย สม่ำเสมอ (เช่น เดินเร็ว 30 นาที 3-5 วัน/สัปดาห์)
ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ:
การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยให้ไตขับของเสียได้ดี และลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว (ยกเว้นผู้ป่วยไตระยะ 4-5 ที่อาจต้องจำกัดน้ำตามแพทย์สั่ง)
การรู้ตัวว่า "เสี่ยง" คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคไตครับ
Anyone can develop CKD - at any age. However, some people are at a higher risk than others. The most common CKD risk factors are:
For many people, CKD is not caused by just one reason. Instead, it is a result of many physical, environmental, and social factors. Early detection is important – CKD often begins without causing any noticeable symptoms. Knowing the risk factors can help you know your level of risk and if you should get checked for CKD.
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว