
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
นอกเหนือจากภาวะแทรกซ้อน "เรื่องใหญ่" ที่อันตรายถึงชีวิตอย่างโรคหัวใจ หรือภาวะโพแทสเซียมสูงแล้ว ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ยังต้องเผชิญกับกลุ่มอาการอื่นๆ อีกมากมายที่แม้จะไม่ฉุกเฉิน แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ "คุณภาพชีวิต" ในแต่ละวัน
อาการเหล่านี้ เช่น ตะคริว, อาการคัน, หรือการนอนไม่หลับ ไม่ใช่สิ่งที่คุณต้อง "ทน" แต่มันคือสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกถึงความไม่สมดุลบางอย่างที่สามารถ "จัดการ" ได้ การทำความเข้าใจสาเหตุของอาการเหล่านี้จะช่วยให้คุณและแพทย์สามารถวางแผนรับมือได้อย่างถูกต้อง
นี่คือหนึ่งในอาการที่พบบ่อยและทรมานที่สุด โดยเฉพาะในผู้ป่วยไตระยะ 4-5 และผู้ป่วยที่ฟอกไต
อาการ: การหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงและเจ็บปวด มักเกิดที่ขาหรือเท้า และพบบ่อยในเวลากลางคืน หรือในระหว่าง/หลังการฟอกไต
สาเหตุ:
ความไม่สมดุลของเกลือแร่: ระดับแคลเซียมต่ำ, ฟอสฟอรัสสูง, หรือโพแทสเซียมที่เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป
การดึงน้ำเร็วเกินไป (ในการฟอกไต): การดึงน้ำออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อลดลงกะทันหัน
ปัญหาการไหลเวียนเลือด: ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว (ที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคไต)
ภาวะของเสียคั่ง (Uremia): สารพิษยูเรียส่งผลต่อการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
แนวทางการจัดการ:
ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ: เมื่อเริ่มเป็นตะคริว ให้พยายามยืดกล้ามเนื้อส่วนนั้นค้างไว้ช้าๆ
นวดเบาๆ หรือประคบอุ่น: เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว
แจ้งแพทย์: แพทย์อาจพิจารณาปรับระดับน้ำยาฟอกไต, ปรับยา (เช่น ยาจับฟอสฟอรัส, วิตามิน), หรือให้ยาคลายกล้ามเนื้อในบางกรณี
เป็นอาการที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างมาก พบได้ในผู้ป่วยไตระยะท้ายๆ
อาการ: คันทั่วตัว หรือคันเป็นบริเวณกว้าง (เช่น หลัง, แขน, ขา) โดยที่ ไม่มีผื่นชัดเจน ผิวอาจจะแค่แห้งและมีรอยเกา อาการมักจะแย่ลงในตอนกลางคืน และ มักไม่ตอบสนองต่อยาแก้แพ้ทั่วไป
สาเหตุ:
ภาวะฟอสฟอรัสในเลือดสูง: นี่คือสาเหตุหลักที่สำคัญที่สุด เมื่อไตขับฟอสฟอรัสไม่ได้ ฟอสฟอรัสที่คั่งค้างจะไปจับกับแคลเซียมและตกตะกอนใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน
ภาวะของเสียคั่ง (Uremia): สารพิษยูเรียที่สะสมในร่างกายไปกระตุ้นเส้นประสาทใต้ผิวหนัง
ผิวแห้งมาก: ผู้ป่วยโรคไตมักมีภาวะต่อมเหงื่อและต่อมไขมันทำงานลดลง ทำให้ผิวแห้งและคันง่ายขึ้น
แนวทางการจัดการ:
คุมอาหารฟอสฟอรัส: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง (นม, ถั่ว, เมล็ดพืช, น้ำอัดลมสีดำ, อาหารแปรรูป)
กินยาจับฟอสฟอรัส: ต้องกินยา "พร้อมอาหารทุกมื้อ" ตามแพทย์สั่ง เพื่อจับฟอสฟอรัสในอาหารไม่ให้ดูดซึม
ทาครีมบำรุงผิว (Moisturizer): ทาโลชั่นหรือครีมที่ให้ความชุ่มชื้นสูง (ปราศจากน้ำหอม) หลังอาบน้ำทันที
หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนจัด: เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้ง
อาการ: รู้สึก "อยากขยับขาตลอดเวลา" โดยเฉพาะในขณะพักผ่อนหรือตอนกลางคืน อาการอาจบรรยายได้ว่าเหมือนมีอะไรไต่, คันยุบยิบ, หรือปวดตึงๆ ในขา ทำให้ต้องลุกขึ้นมาเดินหรือขยับขา อาการนี้เป็นสาเหตุสำคัญของ "การนอนไม่หลับ"
สาเหตุ:
ภาวะซีด หรือ ภาวะขาดธาตุเหล็ก (Anemia / Iron Deficiency): นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคไต (แม้ว่าค่าเลือดจะดูไม่ซีดมาก แต่ร่างกายอาจขาดธาตุเหล็กที่ไปเลี้ยงสมอง)
ภาวะของเสียคั่ง (Uremia): สารพิษส่งผลต่อการทำงานของเส้นประสาท
แนวทางการจัดการ:
แจ้งแพทย์เพื่อตรวจหาภาวะขาดธาตุเหล็ก: หากพบภาวะนี้ การให้ธาตุเหล็ก (ยาฉีดหรือยากิน) จะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน
รักษาภาวะซีด (ฉีดยา EPO): หากมีข้อบ่งชี้
การยืดเหยียด: ยืดกล้ามเนื้อน่องและต้นขาก่อนนอน
การนวด หรือแช่น้ำอุ่น
ผู้ป่วยโรคไตมักนอนไม่หลับ ซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคไตโดยตรง แต่เกิดจาก "ผลรวม" ของอาการแทรกซ้อนอื่นๆ:
เกิดจาก: อาการคัน, ตะคริว, และภาวะขาอยู่ไม่สุข (RLS) ที่รบกวนในตอนกลางคืน
เกิดจาก: ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งพบได้บ่อยมากในผู้ป่วยโรคไต
เกิดจาก: ความวิตกกังวลและความเครียดจากตัวโรค
แนวทางการจัดการ:
รักษาที่ต้นเหตุ: การจัดการอาการคัน, ตะคริว, และ RLS ให้ดีขึ้น จะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นโดยอัตโนมัติ
ปรึกษาแพทย์เรื่องการนอน: หากคุณมีอาการกรนเสียงดัง หรือหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจ Sleep Apnea
สรุป: อาการเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณต้อง "ทน" มันคือสัญญาณบ่งชี้ความไม่สมดุลของร่างกาย การแจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการที่รบกวนคุณภาพชีวิตเหล่านี้ จะนำไปสู่การรักษาที่ต้นเหตุ ซึ่งจะช่วยให้คุณอยู่ร่วมกับโรคไตได้อย่างสบายตัวมากขึ้น
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว