siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

อาการบวมจากโรคไต: วิธีสังเกตข้อแตกต่างจากบวมโรคหัวใจและตับ

"อาการบวม" (Edema) คือหนึ่งในสัญญาณเตือนที่สร้างความกังวลให้กับผู้ป่วยมากที่สุด มันคือภาวะที่ร่างกายมีของเหลว (น้ำและเกลือ) สะสมคั่งค้างอยู่ในเนื้อเยื่อมากเกินไป แต่การบวมนั้นไม่ได้เกิดจาก "โรคไต" เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก "โรคหัวใจ" หรือ "โรคตับ" ก็ได้

ข่าวดีคือ ลักษณะการบวมจากแต่ละโรคมักมี "เอกลักษณ์" และ "จุดสังเกต" ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจข้อแตกต่างเหล่านี้ จะช่วยให้คุณสามารถประเมินสถานการณ์เบื้องต้นและไปพบแพทย์ได้ถูกต้อง


🩺 2 ลักษณะเฉพาะของ "อาการบวมจากโรคไต"

อาการบวมจากโรคไตมีความ "น่าสนใจ" เพราะสามารถแสดงออกได้ 2 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับกลไกการเกิดโรค:

แบบที่ 1: "บวมเพราะโปรตีนรั่ว" (Nephrotic Syndrome)

นี่คือลักษณะบวมที่คลาสสิกที่สุดของโรคไตบางชนิด (เช่น เบาหวานลงไต, โรคไตอักเสบ)

โดยการบวมนี้ไม่ได้เป็นแบบ "สวิตช์เปิด-ปิด" แต่เป็นแบบ "แถบเลื่อน" (Gradient) ดังนี้:

บวมจากโรคไต

แบบที่ 2: "บวมเพราะขับน้ำและเกลือไม่ออก" (Kidney Failure / Nephritic)

นี่คือลักษณะบวมที่พบในผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ระยะท้ายๆ (ระยะ 4-5)

อาการบวมมักจะไม่ปรากฏในโรคไตระยะแรกเริ่ม (ระยะ 1-2) เพราะไตที่เหลืออยู่ยังพอจะทำงานชดเชยได้

อาการบวมจะเริ่มปรากฏและแย่ลงอย่างชัดเจนในโรคไตระยะท้าย (ระยะ 3b, 4, และ 5)


⚖️ ตารางเปรียบเทียบ: บวมจาก ไต, หัวใจ, ตับ, และหลอดเลือด

วิธีที่ดีที่สุดในการประเมินสาเหตุ คือการดู "อาการร่วม"อื่นๆ ที่เกิดขึ้นครับ

สาเหตุ 📍 จุดสังเกตสำคัญ / อาการที่แตกต่าง
โรคไต (ชนิดโปรตีนรั่ว)

1. บวมที่ "หน้าและเปลือกตา" ในตอนเช้า (สำคัญมาก)


2. ปัสสาวะเป็นฟองมาก


3. บวมทั่วตัว

โรคไต (ชนิดไตวาย/ขับน้ำไม่ออก)

1. บวมที่ "เท้าและข้อเท้า" (แย่ลงตอนเย็น)


2. มีความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมยาก


3. (มักไม่มีอาการหอบเหนื่อยชัดเจนในระยะแรก)

โรคหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)

1. บวมที่ "เท้าและข้อเท้า" (แย่ลงตอนเย็น)


2. มีอาการ "หอบเหนื่อย" (สำคัญที่สุด!)


3. "นอนราบไม่ได้" (Orthopnea) ต้องหนุนหมอนสูง


4. มักมีประวัติโรคหัวใจหรือความดันสูงมาก่อน

โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis)

1. "ท้องมาน" (Ascites) มักจะเกิดขึ้นก่อน หรือเด่นกว่าอาการบวมที่ขา


2. "ตัวเหลือง ตาเหลือง" (Jaundice)<t/d>

หลอดเลือด (DVT / เส้นเลือดขอด)

1. "บวมเพียงข้างเดียว" (Asymmetrical)


2. ปวด, แดง, ร้อน บริเวณขาข้างที่บวม (หากเป็นลิ่มเลือดอุดตัน)


💡 แนวทางการดูแลตนเองเบื้องต้น (เมื่อมีอาการบวม)

ในระหว่างที่รอพบแพทย์ คุณสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการและติดตามความรุนแรงได้ ดังนี้:

1. ชั่งน้ำหนักตัวทุกวัน (สำคัญที่สุด!)

นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการติดตาม "ภาวะน้ำเกิน" ในร่างกาย

2. "ลดเค็ม" ทันที

3. ยกขาสูง

4. สังเกตอาการอื่นร่วม


🚨 สรุป: เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปพบแพทย์?

ห้ามรอดูอาการและควรรีบไปโรงพยาบาลทันที หากคุณมีอาการบวมร่วมกับสิ่งต่อไปนี้:

ข้อจำกัดความรับผิดชอบที่สำคัญ: บทความนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้และแนวทางสังเกตตนเองเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยจากแพทย์ได้ หากคุณมีอาการบวมที่เกิดขึ้นใหม่, บวมต่อเนื่อง, หรือบวมอย่างรวดเร็ว คุณต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว