
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
"อาการบวม" (Edema) คือหนึ่งในสัญญาณเตือนที่สร้างความกังวลให้กับผู้ป่วยมากที่สุด มันคือภาวะที่ร่างกายมีของเหลว (น้ำและเกลือ) สะสมคั่งค้างอยู่ในเนื้อเยื่อมากเกินไป แต่การบวมนั้นไม่ได้เกิดจาก "โรคไต" เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก "โรคหัวใจ" หรือ "โรคตับ" ก็ได้
ข่าวดีคือ ลักษณะการบวมจากแต่ละโรคมักมี "เอกลักษณ์" และ "จุดสังเกต" ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจข้อแตกต่างเหล่านี้ จะช่วยให้คุณสามารถประเมินสถานการณ์เบื้องต้นและไปพบแพทย์ได้ถูกต้อง
อาการบวมจากโรคไตมีความ "น่าสนใจ" เพราะสามารถแสดงออกได้ 2 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับกลไกการเกิดโรค:
นี่คือลักษณะบวมที่คลาสสิกที่สุดของโรคไตบางชนิด (เช่น เบาหวานลงไต, โรคไตอักเสบ)
กลไก: "ตะแกรง" กรองของไตเสียหายอย่างหนัก ทำให้โปรตีนอัลบูมิน (ซึ่งทำหน้าที่เหมือน "ฟองน้ำ" อุ้มน้ำไว้ในหลอดเลือด) รั่วไหลทิ้งไปกับปัสสาวะจำนวนมหาศาล
ผลลัพธ์: เมื่อโปรตีนในเลือดต่ำมาก น้ำในหลอดเลือดจึง "รั่ว" ออกไปสะสมในเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย
โดยการบวมนี้ไม่ได้เป็นแบบ "สวิตช์เปิด-ปิด" แต่เป็นแบบ "แถบเลื่อน" (Gradient) ดังนี้:
ค่าปกติ (Normal): ระดับอัลบูมินในเลือดของคนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3.5 - 5.5 g/dL
เริ่มมีความเสี่ยงบวม (Risk Starts < 3.5 g/dL): ณ จุดนี้ ถือว่าร่างกายเริ่มเข้าสู่ภาวะโปรตีนในเลือดต่ำ (Hypoalbuminemia) "แรงอุ้มน้ำ" ในหลอดเลือดเริ่มลดลง ในคนส่วนใหญ่ "อาจจะยังไม่บวมให้เห็นชัดเจน" เพราะร่างกายยังมีกลไกอื่นช่วยชดเชยอยู่
เริ่มบวมชัดเจน (Apparent Edema < 3.0 g/dL): ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มสังเกตเห็นอาการบวมเล็กน้อย เช่น แหวนเริ่มคับ หรือมีรอยบุ๋มที่ข้อเท้าจางๆ
บวมชัดเจนและรุนแรง (Significant Edema < 2.5 g/dL): นี่คือ "ค่าวิกฤต" (Critical Threshold) ที่ "แรงอุ้มน้ำ" ในหลอดเลือดลดลงต่ำมากจนกลไกชดเชยของร่างกาย "เอาไม่อยู่" ทำให้น้ำรั่วซึมออกจากหลอดเลือดอย่างชัดเจนและรุนแรง
จุดสังเกตสำคัญ:
1. บวมที่ "ใบหน้าและเปลือกตา" ในตอนเช้า (Puffy eyes): เนื่องจากขณะนอนราบ น้ำจะไหลไปกองรวมอยู่ที่เนื้อเยื่ออ่อนที่สุดคือใบหน้า
2. ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ: เกิดจากโปรตีนที่รั่วออกมา
3. บวมทั่วตัว: มักจะบวมกดบุ๋มทั้งตัว (Anasarca)

นี่คือลักษณะบวมที่พบในผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ระยะท้ายๆ (ระยะ 4-5)
กลไก: ไตสูญเสียความสามารถในการ "ขับเกลือ (โซเดียม) และน้ำส่วนเกิน" ออกจากร่างกาย
ผลลัพธ์: เกิดภาวะน้ำและเกลือคั่ง (Fluid Overload) สะสมในร่างกาย
อาการบวมมักจะไม่ปรากฏในโรคไตระยะแรกเริ่ม (ระยะ 1-2) เพราะไตที่เหลืออยู่ยังพอจะทำงานชดเชยได้
อาการบวมจะเริ่มปรากฏและแย่ลงอย่างชัดเจนในโรคไตระยะท้าย (ระยะ 3b, 4, และ 5)
ระยะ 3b-4 (ไตเสื่อมปานกลางถึงรุนแรง):
ผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็นอาการบวมที่ ข้อเท้าและหน้าแข้ง (เรียกว่า บวมกดบุ๋ม - Pitting Edema)
อาการมักจะเป็น มากขึ้นในช่วงบ่ายหรือเย็น หลังจากยืนหรือนั่งห้อยขานานๆ และมักจะ ดีขึ้นในตอนเช้า หลังตื่นนอน (เพราะน้ำกระจายไปทั่วร่างกายตอนนอนราบ)
อาจเริ่มมีอาการ บวมที่เปลือกตา (Puffy eyes) ในตอนเช้า
ระยะ 5 (ไตวายระยะสุดท้าย):
ไตแทบจะไม่สามารถขับน้ำและเกลือได้เลย
อาการบวมจะรุนแรงขึ้นมาก บวมตลอดทั้งวัน
อาจบวมทั่วตัว และที่อันตรายที่สุดคือเกิด ภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย "เรื่องใหญ่" ที่ทำให้ผู้ป่วยหอบเหนื่อยและนอนราบไม่ได้
จุดสังเกตสำคัญ:
1. บวมที่ "เท้าและข้อเท้า" เป็นหลัก: เป็นการบวมตามแรงโน้มถ่วง (คล้ายโรคหัวใจ)
2. บวมมากขึ้นในช่วงบ่ายหรือเย็น: หลังจากยืนหรือนั่งห้อยขานานๆ
3. มี "ความดันโลหิตสูง" ที่ควบคุมได้ยาก ร่วมด้วยเสมอ
วิธีที่ดีที่สุดในการประเมินสาเหตุ คือการดู "อาการร่วม"อื่นๆ ที่เกิดขึ้นครับ
| สาเหตุ | 📍 จุดสังเกตสำคัญ / อาการที่แตกต่าง |
| โรคไต (ชนิดโปรตีนรั่ว) | 1. บวมที่ "หน้าและเปลือกตา" ในตอนเช้า (สำคัญมาก) 2. ปัสสาวะเป็นฟองมาก 3. บวมทั่วตัว |
| โรคไต (ชนิดไตวาย/ขับน้ำไม่ออก) | 1. บวมที่ "เท้าและข้อเท้า" (แย่ลงตอนเย็น) 2. มีความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมยาก 3. (มักไม่มีอาการหอบเหนื่อยชัดเจนในระยะแรก) |
| โรคหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) | 1. บวมที่ "เท้าและข้อเท้า" (แย่ลงตอนเย็น) 2. มีอาการ "หอบเหนื่อย" (สำคัญที่สุด!) 3. "นอนราบไม่ได้" (Orthopnea) ต้องหนุนหมอนสูง 4. มักมีประวัติโรคหัวใจหรือความดันสูงมาก่อน |
| โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) | 1. "ท้องมาน" (Ascites) มักจะเกิดขึ้นก่อน หรือเด่นกว่าอาการบวมที่ขา 2. "ตัวเหลือง ตาเหลือง" (Jaundice)<t/d> |
| หลอดเลือด (DVT / เส้นเลือดขอด) | 1. "บวมเพียงข้างเดียว" (Asymmetrical) 2. ปวด, แดง, ร้อน บริเวณขาข้างที่บวม (หากเป็นลิ่มเลือดอุดตัน) |
ในระหว่างที่รอพบแพทย์ คุณสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการและติดตามความรุนแรงได้ ดังนี้:
นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการติดตาม "ภาวะน้ำเกิน" ในร่างกาย
วิธีทำ: ชั่งน้ำหนักในเวลาเดียวกันทุกวัน (แนะนำตอนเช้า หลังเข้าห้องน้ำ ก่อนทานอาหาร)
สัญญาณอันตราย: หาก น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็ว (เช่น 1-2 กิโลกรัม ภายใน 1-2 วัน) นี่คือ "น้ำ" ที่คั่ง ไม่ใช่ไขมัน และเป็นสัญญาณว่าไตขับน้ำออกไม่ทัน (ควรรีบไปโรงพยาบาล)
สาเหตุ: เกลือ (โซเดียม) คือตัวการหลักที่ "ดึง" น้ำไว้ในร่างกาย
วิธีทำ: "งด" อาหารแปรรูป, อาหารสำเร็จรูป, ซุปก้อน, ผงปรุงรส, และลดการปรุงรสเค็มทั้งหมด (เป้าหมายโซเดียม < 2,000 mg/วัน)
(ลิงก์ไปยังบทความ: คู่มือปฏิบัติการลดเค็ม)
หากคุณบวมที่เท้าหรือข้อเท้า การนอนหรือนั่งยกขาสูง (สูงกว่าระดับหัวใจ) วันละ 15-30 นาที 2-3 ครั้ง จะช่วยให้ของเหลวไหลกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนได้ดีขึ้น
คุณมีอาการหอบเหนื่อยหรือไม่? (สงสัยหัวใจ/น้ำท่วมปอด)
ปัสสาวะของคุณเป็นฟองหรือไม่? (สงสัยไตโปรตีนรั่ว)
ห้ามรอดูอาการและควรรีบไปโรงพยาบาลทันที หากคุณมีอาการบวมร่วมกับสิ่งต่อไปนี้:
หายใจหอบเหนื่อย หรือ "นอนราบไม่ได้" (สงสัยภาวะน้ำท่วมปอด หรือ หัวใจล้มเหลว)
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (1-2 กิโลกรัม ภายใน 1-2 วัน)
บวมที่ขาเพียงข้างเดียว ร่วมกับอาการปวด (สงสัยภาวะลิ่มเลือดอุดตัน DVT)
บวมทั่วตัวอย่างรวดเร็ว
ข้อจำกัดความรับผิดชอบที่สำคัญ: บทความนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้และแนวทางสังเกตตนเองเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยจากแพทย์ได้ หากคุณมีอาการบวมที่เกิดขึ้นใหม่, บวมต่อเนื่อง, หรือบวมอย่างรวดเร็ว คุณต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว