
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ส่วนใหญ่ ไม่ได้เสียชีวิตจาก "ภาวะไตวาย" โดยตรง แต่เสียชีวิตจาก "ภาวะแทรกซ้อน" ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง โดยเฉพาะ "โรคหัวใจและหลอดเลือด"
ไตไม่ได้ทำหน้าที่แค่ "กรองปัสสาวะ" แต่ยังเป็น "โรงงานเคมี" ที่สำคัญของร่างกาย เมื่อไตเสื่อม (โดยเฉพาะในระยะ 3b, 4 และ 5) "โรงงาน" นี้จะเริ่มล้มเหลว ส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งระบบ นี่คือภาวะแทรกซ้อนหลักที่ผู้ป่วยโรคไตต้องเผชิญและจัดการครับ
เกิดอะไรขึ้น: ไตที่เสื่อมสภาพจะไม่สามารถ "ขับเกลือ (โซเดียม)" และ "น้ำ" ส่วนเกินออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลกระทบ:
อาการบวม (Edema): น้ำส่วนเกินจะรั่วออกมาสะสมตามเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการบวมที่เท้า, ข้อเท้า, หรือหนังตา
ความดันโลหิตสูง (Hypertension): ปริมาณน้ำและเกลือที่คั่งค้างในหลอดเลือด ทำให้แรงดันในหลอดเลือดสูงขึ้น
ความสำคัญ: นี่คือ "วงจรอุบาทว์" เพราะความดันที่สูงนี้จะย้อนกลับไปทำลายเนื้อไตที่เหลืออยู่ให้เสื่อมเร็วยิ่งขึ้น!
(อ่านเพิ่มเติม: การจัดการความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยโรคไต)
เกิดอะไรขึ้น: ไตที่แข็งแรงจะผลิตฮอร์โมนชื่อ "อิริโทรโพอิติน (EPO)" ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้น "ไขกระดูก" ให้สร้างเม็ดเลือดแดง แต่เมื่อไตเสื่อม ไตจะสร้างฮอร์โมนนี้ได้น้อยลง
ผลกระทบ: ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง (ซีด) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึก อ่อนเพลีย, เหนื่อยง่าย, วิงเวียน, และใจสั่น
(อ่านเพิ่มเติม: ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตเสื่อม (Anemia in CKD))
เกิดอะไรขึ้น: ไตคืออวัยวะหลักในการขับ "โพแทสเซียม" (K+) ส่วนเกิน (ที่มาจากผักและผลไม้) ทิ้งทางปัสสาวะ เมื่อไตวาย (โดยเฉพาะระยะ 4-5) ไตจะขับโพแทสเซียมได้ไม่ดี ทำให้โพแทสเซียมคั่งในเลือด
ผลกระทบ: นี่คือภาวะฉุกเฉินและอันตรายถึงชีวิต! ภาวะโพแทสเซียมสูงจะรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ อาจทำให้ หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง หรือ หัวใจหยุดเต้น ได้
การจัดการ: ผู้ป่วยไตระยะท้ายต้อง "จำกัด" การกินผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง (เช่น กล้วย, ส้ม, ทุเรียน, มะเขือเทศ)
ภาวะโพแตสเซี่ยมในเลือดสูง ผู้ป่วยโรคไตเมื่อไรจะเจาะเลือดตรวจโพแตสเซี่ยม
เกิดอะไรขึ้น: นี่คือความผิดปกติที่ซับซ้อนของ 3 สิ่ง:
ฟอสฟอรัส (P) สูง: ไตขับฟอสฟอรัส (จาก นม, ถั่ว, อาหารแปรรูป) ไม่ได้
วิตามินดี (D) ต่ำ: ไตไม่สามารถสร้าง "วิตามินดีชนิดออกฤทธิ์" (Active Vitamin D) ได้
แคลเซียม (Ca) ต่ำ: (ในระยะแรก) เพราะขาดวิตามินดี
ผลกระทบ: ร่างกายจะพยายามแก้ไขโดยการ "สลายกระดูก" เพื่อดึงแคลเซียมออกมา ทำให้ กระดูกผุ, ปวดกระดูก และที่อันตรายที่สุดคือ ฟอสฟอรัสและแคลเซียมที่ล้นในเลือดจะไปจับกันเป็น "หินปูน" เกาะตาม "หลอดเลือดหัวใจ" (Vascular Calcification) ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว
(อ่านเพิ่มเติม: การจัดการฟอสฟอรัสและแคลเซียมในผู้ป่วยโรคไต)
เกิดอะไรขึ้น: ไตมีหน้าที่รักษาสมดุลกรด-ด่าง โดยการขับ "กรด" ที่เกิดจากการเผาผลาญอาหาร (โปรตีน) ทิ้ง เมื่อไตเสื่อม กรดเหล่านี้จะคั่งค้าง ทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรด
ผลกระทบ: ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร, คลื่นไส้, หายใจหอบ และเร่งให้กระดูกผุเร็วขึ้น (ร่างกายพยายามสลายกระดูกเพื่อเอาด่างออกมาแก้กรด)
อ่านเพิ่มเติม:ภาวะเลือดเป็นกรด
เกิดอะไรขึ้น: นี่คือภาวะที่เกิดขึ้นใน โรคไตระยะที่ 5 (ไตวาย) เมื่อไตไม่สามารถขับ "ของเสีย" (เช่น ยูเรีย) ออกจากร่างกายได้อีกต่อไป
ผลกระทบ: ของเสียเหล่านี้เป็น "พิษ" ต่อทุกระบบในร่างกาย ทำให้เกิดอาการ:
ผิวหนัง: คันตามผิวหนัง อย่างรุนแรง
ทางเดินอาหาร: เบื่ออาหาร, คลื่นไส้, อาเจียน, รับรสโลหะในปาก
สมอง: สับสน, ซึมลง, ชัก (หากรุนแรง)
การจัดการ: นี่คือสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้ป่วยต้อง "เริ่มบำบัดทดแทนไต" (ฟอกไต หรือ ล้างไต) แล้ว
อ่านเพิ่มเติม:ภาวะของเสียคั่ง
นี่คือ "บทสรุป" ของภาวะแทรกซ้อนทั้งหมด
เกิดอะไรขึ้น: ภาวะแทรกซ้อนทั้งหมดที่กล่าวมา (ความดันสูง, โลหิตจาง, หลอดเลือดแข็งจากฟอสฟอรัส, ภาวะน้ำเกิน) ล้วน "รุมทำร้าย" หัวใจ
ผลกระทบ: หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด (จากภาวะซีดและความดันสูง), หลอดเลือดหัวใจแข็งตัว (จากฟอสฟอรัส), ทำให้ผู้ป่วยโรคไตมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิด "ภาวะหัวใจล้มเหลว", "กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด" และ "อัมพาต"
สรุป: การดูแลผู้ป่วยโรคไต ไม่ใช่แค่การ "รอฟอกไต" แต่คือการ "ต่อสู้" กับภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ในทุกๆ วัน การคุมอาหาร (ลดเค็ม, คุมฟอสฟอรัส), การกินยา (ลดความดัน, ยาจับฟอสฟอรัส, ยาฉีดกระตุ้นเลือด) จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและป้องกันโรคหัวใจ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว