
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โพแทสเซียมทำหน้าที่ควบคุมการส่งสัญญาณไฟฟ้าของเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ เมื่อมีโพแทสเซียมในเลือด "มากเกินไป" มันจะเข้าไปรบกวนระบบไฟฟ้าของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "กล้ามเนื้อหัวใจ"
หากระดับโพแทสเซียมสูงขึ้นอย่างฉับพลันหรือรุนแรง อาจทำให้เกิด:
หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia): หัวใจอาจเต้นช้าลงผิดปกติ หรือเต้นแบบแผ่วระรัว
หัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest): ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กะทันหันและอันตรายถึงชีวิต
นี่คือเหตุผลที่แพทย์จึงเข้มงวดกับการตรวจติดตามระดับโพแทสเซียมในผู้ป่วยโรคไตอย่างสม่ำเสมอ
ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะ "ไม่มีอาการ" เตือนใดๆ เลย จนกว่าระดับโพแทสเซียมจะสูงถึงขั้นวิกฤต
แต่อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการ อาการที่อาจพบได้ ได้แก่:
อาการทางกล้ามเนื้อ:
อ่อนแรง (โดยเฉพาะที่ขา)
รู้สึกหนักๆ หรือชาตามปลายมือปลายเท้า
เป็นตะคริว
อาการทางหัวใจ:
รู้สึกใจสั่น, ใจเต้นสะดุด, หรือชีพจรเต้นช้าผิดปกติ
อาการทางระบบประสาท:
สับสน, มึนงง
อาการทางเดินอาหาร:
คลื่นไส้, อาเจียน
ข้อควรจำ: ห้ามรอให้เกิดอาการ วิธีเดียวที่คุณจะรู้ระดับโพแทสเซียมของตัวเองได้ คือการ "ตรวจเลือด" ตามที่แพทย์นัดหมายเท่านั้น
นอกเหนือจาก "ไตที่เสื่อม" ซึ่งเป็นสาเหตุหลักแล้ว ยังมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ผู้ป่วยต้องระวัง:
นี่คือสาเหตุที่ควบคุมได้และพบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยไตระยะ 4-5 ที่ยังรับประทานอาหารเหมือนคนปกติ มีความเสี่ยงสูงมาก (ดูลิสต์อาหารท้ายบทความ)
ยาหลายชนิดที่ผู้ป่วยโรคไตใช้อยู่ มีผลข้างเคียงทำให้ระดับโพแทสเซียมสูงขึ้น ได้แก่:
ยากลุ่ม ACE inhibitors และ ARBs: (เช่น Enalapril, Losartan) แม้จะเป็น "ยาพิทักษ์ไต" ที่ดีที่สุดในการชะลอไตเสื่อม แต่ก็มีฤทธิ์ทำให้โพแทสเซียมสูงขึ้น แพทย์จึงต้องคอยติดตามค่าเลือดอย่างใกล้ชิด (ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด)
ยาขับปัสสาวะกลุ่มสงวนโพแทสเซียม: (เช่น Spironolactone)
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: (เช่น Ibuprofen, Naproxen) ซึ่งเป็นยาที่ผู้ป่วยไตควรเลี่ยงอยู่แล้ว
ภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis): เป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนของโรคไต ซึ่งกระตุ้นให้โพแทสเซียมออกจากเซลล์มาอยู่ในเลือด
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (ในผู้ป่วยเบาหวาน): ทำให้โพแทสเซียมเคลื่อนที่ออกจากเซลล์
การควบคุมโพแทสเซียมคือทักษะที่จำเป็นที่สุดสำหรับผู้ป่วยไตระยะท้าย
นี่คือ "ศัตรูตัวร้าย" ที่ทำให้โพแทสเซียมพุ่งสูงได้อย่างรวดเร็ว:
ผลไม้:
กล้วย (ทุกชนิด), ทุเรียน (อันตรายที่สุด), ส้ม, แคนตาลูป, มะละกอสุก, ลูกพรุน, ลูกเกด, อะโวคาโด, ขนุน, มะขาม
ผัก:
ผักใบสีเขียวเข้มทุกชนิด: ผักโขม, คะน้า, บรอกโคลี, ตำลึง
กลุ่มหัวและราก: มันฝรั่ง, มันเทศ, ฟักทอง
อื่นๆ: มะเขือเทศ (ทั้งลูกสดและซอส), หัวปลี, หน่อไม้
อื่นๆ:
นมและผลิตภัณฑ์จากนม, โยเกิร์ต
ถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิด, ช็อกโกแลต, โกโก้
เครื่องดื่มเกลือแร่
ผลไม้: แอปเปิ้ล, ชมพู่, องุ่นเขียว, สาลี่, สับปะรด
ผัก: ผักกาดขาว, กะหล่ำปลี, แตงกวา, ถั่วงอก, บวบ, เห็ดหูหนู
คาร์โบไฮเดรต: ข้าวขาว, ขนมปังขาว, วุ้นเส้น
สำหรับผักที่มีโพแทสเซียมปานกลางหรือสูงบางชนิด สามารถลดโพแทสเซียมลงได้ 30-50% โดย:
ปอกเปลือกและหั่นผักเป็นชิ้นเล็กๆ
นำไป "ต้ม" ในน้ำปริมาณมากๆ (ให้น้ำท่วมผัก)
"เทน้ำที่ต้มทิ้งไป"
นำผักที่ลวกแล้วไปประกอบอาหาร (โพแทสเซียมจะละลายออกไปในน้ำที่เททิ้ง)
สรุป: ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็เป็นภาวะที่ "ควบคุมได้" หากคุณมีความรู้ความเข้าใจ โดยเฉพาะการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด และไปตรวจเลือดตามนัดของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว