siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

โพแทสเซียมสูงในผู้ป่วยโรคไต อันตรายแค่ไหน ต้องกินและปฏิบัติตัวอย่างไร

โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่ช่วยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และระบบไฟฟ้าของหัวใจ เมื่อไตขับโพแทสเซียมออกได้น้อยลง หรือมีปัจจัยอื่นทำให้โพแทสเซียมเคลื่อนออกจากเซลล์ ระดับโพแทสเซียมในเลือดอาจสูงผิดปกติและทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้

สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยบางรายไม่มีอาการแม้ระดับโพแทสเซียมสูงมาก จึงไม่ควรรอให้ใจสั่นหรืออ่อนแรงก่อนจึงไปพบแพทย์ หากได้รับแจ้งว่าผลเลือดมีโพแทสเซียมสูง ให้ลดอาหารและเครื่องดื่มที่มีโพแทสเซียมสูงชั่วคราว ติดต่อสถานพยาบาลที่ตรวจเลือด และตรวจซ้ำตามเวลาที่แพทย์กำหนด

ข้อปฏิบัติสำคัญ: โพแทสเซียมสูงไม่ใช่ปัญหาจากอาหารเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาประจำหรือพยายามรักษาด้วยการงดผักทั้งหมดด้วยตนเอง เพราะต้องประเมินระดับความรุนแรง ยาที่ใช้ การทำงานของไต และสาเหตุอื่นร่วมด้วย

อาหารที่มีดปแทสเซี่ยมสูงและโปแทสเี่ยมต่ำ
ภาพใช้คำว่า “ต่ำกว่า–สูงกว่า” และ “ไม่ต้องงดทุกคน” เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องจำกัด

1. ทำไมโพแทสเซียมสูงจึงอันตราย

โพแทสเซียมมีส่วนสำคัญต่อการนำกระแสไฟฟ้าในกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อระดับสูงมากหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้การนำไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นช้า เต้นผิดจังหวะ หรือหยุดเต้นได้ ความรุนแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความเร็วที่ค่าเพิ่มขึ้น โรคหัวใจเดิม การทำงานของไต ภาวะเลือดเป็นกรด และความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วย

ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่มีอาการเตือน ดังนั้นวิธีที่เชื่อถือได้ในการทราบระดับโพแทสเซียมคือการตรวจเลือด ไม่สามารถใช้ความรู้สึกของตนเองหรือการจับชีพจรแทนผลตรวจได้

2. อาการที่อาจพบและอาการฉุกเฉิน

เมื่อเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยอาจพบอาการต่อไปนี้ แต่การไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าปลอดภัย

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะแขนหรือขา รู้สึกหนักแขนขา หรือเคลื่อนไหวลำบากผิดปกติ
  • ชา หรือรู้สึกผิดปกติบริเวณมือและเท้า
  • ใจสั่น รู้สึกหัวใจเต้นสะดุด ชีพจรช้าหรือไม่สม่ำเสมอ
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรืออ่อนเพลียผิดปกติ

อาการที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที

หากมีใจสั่นร่วมกับหน้ามืด เป็นลม เจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากจนยืนหรือเดินลำบาก หรือชีพจรผิดปกติชัดเจน ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอให้ยารับประทานออกฤทธิ์และไม่ควรเดินทางคนเดียว

3. ค่าเท่าไรต้องรีบพบแพทย์

ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่ ต้องพิจารณาช่วงอ้างอิงของห้องปฏิบัติการ อาการ การทำงานของไต ความเร็วที่ค่าเพิ่มขึ้น และคลื่นไฟฟ้าหัวใจร่วมด้วย

ระดับโพแทสเซียม แนวทางปฏิบัติ
สูงกว่าช่วงอ้างอิง แต่ต่ำกว่า 5.5 mmol/L ติดต่อทีมรักษาเพื่อทบทวนอาหาร ยา สาเหตุ และกำหนดเวลาตรวจซ้ำ
5.5–5.9 mmol/L ติดต่อแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอจนมีอาการ เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนตรวจซ้ำ
6.0–6.4 mmol/L ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วนในวันเดียวกัน อาจต้องตรวจเลือดซ้ำและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ตั้งแต่ 6.5 mmol/L ขึ้นไป เป็นภาวะฉุกเฉิน ควรไปโรงพยาบาลทันที

หากผลสูงผิดคาด แพทย์อาจตรวจซ้ำเพื่อแยกภาวะโพแทสเซียมสูงเทียม เช่น เม็ดเลือดแตกในหลอดตรวจ แต่ถ้าค่าสูงมาก มีอาการ หรือสงสัยไตบาดเจ็บเฉียบพลัน ไม่ควรรอผลซ้ำอยู่ที่บ้าน

หมายเหตุ: หากมีใจสั่น เป็นลม เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ต้องประเมินฉุกเฉินโดยไม่ต้องรอให้ค่าโพแทสเซียมถึง 6.5 mmol/L ส่วนผลที่สูงผิดคาดอาจต้องตรวจซ้ำเพื่อ排除ภาวะโพแทสเซียมสูงเทียม แต่ไม่ควรทำให้การรักษาล่าช้าเมื่อผู้ป่วยมีอาการหรือมีความเสี่ยงสูง

4. สาเหตุของโพแทสเซียมสูงในผู้ป่วยโรคไต

อาหารเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย จึงไม่ควรสรุปว่าโพแทสเซียมสูงเกิดจากการกินกล้วยหรือผักเพียงอย่างเดียว สาเหตุที่แพทย์ควรประเมิน ได้แก่

4.1 ไตขับโพแทสเซียมลดลง

  • โรคไตเรื้อรังระยะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อปัสสาวะลดลง
  • ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันจากขาดน้ำ การติดเชื้อ ยา หรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ

4.2 ยาและผลิตภัณฑ์ที่ทำให้โพแทสเซียมสูง

  • ACE inhibitor และ ARB เช่น enalapril หรือ losartan
  • ยาต้าน mineralocorticoid เช่น spironolactone หรือ finerenone
  • ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, naproxen หรือ diclofenac
  • ยาและผลิตภัณฑ์อื่นที่มีผลต่อโพแทสเซียม ซึ่งต้องตรวจสอบจากรายการยาของผู้ป่วยแต่ละคน
  • อาหารเสริมโพแทสเซียมและเกลือทดแทนที่มี potassium chloride

ACE inhibitor และ ARB มีประโยชน์ต่อไตและหัวใจในผู้ป่วยที่เหมาะสม จึงไม่ควรหยุดยาเอง แพทย์จะพิจารณาจากระดับโพแทสเซียม การทำงานของไต ปริมาณยา ภาวะขาดน้ำ และทางเลือกในการลดโพแทสเซียมร่วมกัน

4.3 โพแทสเซียมเคลื่อนออกจากเซลล์

  • ภาวะเลือดเป็นกรด
  • เบาหวานที่น้ำตาลสูงมากหรือขาดอินซูลิน
  • การบาดเจ็บหรือการสลายของเนื้อเยื่อรุนแรงตามบริบททางคลินิก

4.4 การขับโพแทสเซียมทางลำไส้ลดลง

ท้องผูกอาจทำให้การกำจัดโพแทสเซียมทางลำไส้ลดลง ผู้ป่วยที่ท้องผูกจึงควรแจ้งทีมรักษา ไม่ควรซื้อยาระบายหรือเพิ่มน้ำดื่มเอง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับคำสั่งจำกัดน้ำ

กลุ่ม ตัวอย่าง หน่วยที่ใช้เปรียบเทียบ
โพแทสเซียมสูงกว่า กล้วย มะละกอ ทุเรียน อะโวคาโด น้ำมะพร้าว ½ ถ้วย, 1 ผลเล็ก หรือ 1 แก้ว ตามชนิด
โพแทสเซียมต่ำกว่า แอปเปิล องุ่น สับปะรด ชมพู่ แตงโม ½ ถ้วยหรือผลขนาดเล็ก
ผักสูงกว่า มันฝรั่ง ฟักทอง ผักโขม มะเขือเทศเข้มข้น ½ ถ้วยสุก
ผักต่ำกว่า กะหล่ำปลี แตงกวา บวบ ฟักเขียว ถั่วงอก ½ ถ้วยสุกหรือประมาณ 1 ถ้วยดิบ

หมายเหตุ: หากมีใจสั่น เป็นลม เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก หรือชีพจรผิดปกติ ต้องประเมินฉุกเฉิน โดยไม่ต้องรอให้ค่าโพแทสเซียมถึง 6.5 mmol/L

5. เมื่อทราบผลว่าสูงต้องทำอะไร

  1. ติดต่อสถานพยาบาลที่ตรวจเลือด เพื่อสอบถามค่าที่ตรวจได้ ความเร่งด่วน และกำหนดเวลาตรวจซ้ำ
  2. ลดอาหารและเครื่องดื่มโพแทสเซียมสูงเป็นการชั่วคราว โดยลดอาหารเข้มข้น ปริมาณมาก หรือหลายชนิดในมื้อเดียว
  3. หยุดเกลือทดแทนและผลิตภัณฑ์เสริมโพแทสเซียม ตรวจฉลากหาคำว่า potassium หรือ potassium chloride
  4. รวบรวมยาทุกชนิดให้แพทย์หรือเภสัชกรตรวจสอบ รวมถึงยาซื้อเอง ยาแก้ปวด สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริม
  5. ห้ามหยุดยาประจำเอง เว้นแต่ได้รับคำแนะนำเฉพาะจากแพทย์หรือมีแผนการหยุดยาชั่วคราวที่ตกลงไว้ล่วงหน้า

6. อาหารโพแทสเซียมสูงที่ควรลด

ระหว่างที่โพแทสเซียมยังสูง ควรลดอาหารที่ให้โพแทสเซียมมากต่อหนึ่งหน่วยบริโภค แต่ไม่จำเป็นต้องงดผักและผลไม้ทุกชนิด การเลือกชนิด ปริมาณ และวิธีปรุงมีความสำคัญร่วมกัน

6.1 เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ที่ควรหลีกเลี่ยงก่อน

  • น้ำมะพร้าว
  • น้ำผัก น้ำผลไม้ และสมูทตี
  • เครื่องดื่มเกลือแร่ ผงชงออกกำลังกาย และผลิตภัณฑ์เสริมแร่ธาตุ
  • เกลือทดแทนหรือเกลือโซเดียมต่ำที่มี potassium chloride
  • อาหารและอาหารเสริมที่เติมสารประกอบโพแทสเซียม

6.2 ผักและอาหารจากพืชที่ควรลด

  • มันฝรั่ง มันเทศ เผือก มันสำปะหลัง และฟักทอง
  • มะเขือเทศปริมาณมาก น้ำมะเขือเทศ ซอสมะเขือเทศ และมะเขือเทศเข้มข้น
  • ผักโขม ปวยเล้ง และผักใบเขียวเข้มที่ปรุงสุกเป็นปริมาณมาก
  • เห็ดปรุงสุก บรอกโคลีปรุงสุก หน่อไม้ และสาหร่าย
  • ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วลูกไก่ และถั่วเลนทิล

ไม่ควรเหมารวมว่าผักใบเขียวทุกชนิดเป็นอาหารต้องห้าม ปริมาณโพแทสเซียมแตกต่างตามชนิด ปริมาณ การปรุง และการเทน้ำต้มทิ้ง

6.3 ผลไม้ที่ควรลด

  • กล้วย ส้ม มะละกอ มะม่วง กีวี ทับทิม และอะโวคาโด
  • แคนตาลูปและเมลอน
  • ทุเรียน ขนุน และมะขาม ควรจำกัดปริมาณ โดยเฉพาะเมื่อโพแทสเซียมยังสูง
  • ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด อินทผลัม และพรุนแห้ง
  • ผลไม้ปั่นและน้ำผลไม้ แม้ไม่ได้เติมน้ำตาล

6.4 อาหารอื่นที่ต้องนับรวม

  • นมและโยเกิร์ต
  • ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช เนยถั่ว ช็อกโกแลต และโกโก้
  • เนื้อสัตว์และปลา ซึ่งมีโพแทสเซียมเช่นกัน แม้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผักผลไม้

มะเขือเทศหนึ่งชิ้นในอาหารไม่เท่ากับน้ำมะเขือเทศหนึ่งแก้วหรือซอสเข้มข้น และอาหารโพแทสเซียมต่ำเมื่อกินเป็นชามใหญ่ก็อาจให้โพแทสเซียมรวมสูงได้ จึงไม่ควรตัดสินจากชื่ออาหารเพียงอย่างเดียว

7. อาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำกว่า

7.1 ผักที่ใช้สลับกันได้

ตัวอย่าง ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว แตงกวา บวบ ฟักเขียว มะเขือเปราะ ถั่วงอก หอมใหญ่ พริกหวาน และเห็ดหูหนูในปริมาณพอเหมาะ รายการนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ผู้ป่วยสามารถเลือกผักอื่นตามฤดูกาลได้ โดยคำนึงถึงปริมาณต่อมื้อและผลเลือดของตนเอง

7.2 ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำกว่า

ตัวอย่าง ได้แก่ แอปเปิล ชมพู่ องุ่น สับปะรด สาลี่ ลูกแพร์ สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี และแตงโม ควรกินเป็นผลหรือเป็นชิ้นในปริมาณพอเหมาะ ไม่ปั่นเป็นน้ำ และต้องคำนึงถึงเบาหวานกับข้อจำกัดน้ำร่วมด้วย

7.3 แหล่งพลังงานที่มีโพแทสเซียมต่ำกว่า

ข้าวขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น และขนมปังขาวอาจมีโพแทสเซียมต่ำกว่าธัญพืชเต็มเมล็ดบางชนิด แต่ผู้ป่วยเบาหวานยังต้องควบคุมปริมาณแป้งและน้ำตาล ไม่ควรกินเพิ่มโดยไม่จำกัด

หลักจำง่าย: เลือกอาหารสด กินครั้งละพอเหมาะ ไม่ปั่น ไม่คั้น ไม่ทำให้เข้มข้น และไม่รวมอาหารโพแทสเซียมสูงหลายชนิดในมื้อเดียว

8. วิธีเตรียมผักเพื่อลดโพแทสเซียม

การแช่และต้มผักหรือหัวพืชด้วยน้ำมากช่วยลดโพแทสเซียมได้บางส่วน แต่ปริมาณที่ลดได้แตกต่างกันตามชนิด ขนาดชิ้น ระยะเวลา และวิธีปรุง จึงไม่ควรรับรองเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว

  1. ปอกและหั่นเป็นชิ้นบางหรือชิ้นเล็ก
  2. ล้างแล้วแช่ในน้ำอุ่นปริมาณมากอย่างน้อยประมาณ 2 ชั่วโมง
  3. หากแช่นาน ให้เปลี่ยนน้ำเป็นระยะ
  4. เทน้ำแช่ทิ้งแล้วล้างอีกครั้ง
  5. ต้มด้วยน้ำปริมาณมากจนสุก แล้วเทน้ำต้มทิ้ง
  6. ไม่นำน้ำแช่หรือน้ำต้มไปทำน้ำแกง น้ำซุป หรือน้ำจิ้ม

วิธีนี้ช่วยลดโพแทสเซียมได้บางส่วน แต่ไม่สามารถใช้แทนยา การตรวจเลือดซ้ำ หรือการรักษาสาเหตุของโพแทสเซียมสูงได้

9. แนวปฏิบัติเมื่อได้รับยาลดโพแทสเซียม

ยาจับโพแทสเซียมช่วยจับโพแทสเซียมในทางเดินอาหารและขับออกทางอุจจาระ แต่ไม่ได้แก้สาเหตุทั้งหมด และยารับประทานบางชนิดออกฤทธิ์ไม่เร็วพอสำหรับภาวะฉุกเฉิน

  1. รับประทานตามขนาด เวลา และจำนวนวันที่แพทย์สั่ง ไม่เพิ่ม ลด หยุด หรือกินชดเชยเป็นสองเท่าเอง
  2. ยังต้องลดอาหารโพแทสเซียมสูงต่อไป การได้รับยาไม่ได้หมายความว่าสามารถกลับไปกินหรือดื่มอาหารโพแทสเซียมสูงได้โดยไม่จำกัด
  3. ผสมยาตามฉลากหรือคำแนะนำของเภสัชกร ไม่กินผงยาแห้ง และไม่ผสมกับน้ำผลไม้ น้ำมะพร้าว หรือเครื่องดื่มเกลือแร่
  4. แยกเวลาจากยาชนิดอื่นให้ถูกต้อง เพราะยาจับโพแทสเซียมอาจลดการดูดซึมยาอื่น ควรให้เภสัชกรเขียนตารางเวลารับประทานเฉพาะราย
  5. สังเกตการขับถ่ายและอาการทางท้อง หากท้องผูกมาก ท้องอืด ปวดท้อง หรือถ่ายผิดปกติ ให้แจ้งทีมรักษา
  6. ตรวจโพแทสเซียมซ้ำตามนัด เพื่อประเมินผลและป้องกันไม่ให้โพแทสเซียมลดต่ำเกินไป

ข้อควรรู้ตามชนิดของยา

ชนิดยา วิธีใช้และข้อควรระวังสำคัญ
Sodium หรือ calcium polystyrene sulfonate โดยทั่วไปต้องแยกจากยารับประทานอื่นอย่างน้อยประมาณ 3 ชั่วโมง และอาจต้องนานกว่านี้ในผู้ที่กระเพาะอาหารเคลื่อนไหวช้า ให้ยึดฉลากและคำแนะนำของเภสัชกรเป็นหลัก ระวังท้องผูก ท้องอืด และปวดท้อง
Patiromer ต้องผสมก่อนรับประทาน ห้ามกินผงแห้งหรือทำให้ร้อน โดยทั่วไปแยกจากยารับประทานอื่นอย่างน้อย 3 ชั่วโมง และอาจต้องติดตามระดับแมกนีเซียมร่วมด้วย
Sodium zirconium cyclosilicate ผสมกับน้ำตามคำแนะนำ โดยทั่วไปแยกจากยาอื่นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ยามีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ จึงต้องสังเกตอาการบวม น้ำหนักเพิ่ม ความดันสูงขึ้น หรืออาการหัวใจล้มเหลว
ไม่ทราบชื่อยา อย่าเดาวิธีใช้ ให้นำซองหรือภาชนะบรรจุยาไปถามเภสัชกร เพราะวิธีผสมและระยะห่างจากยาอื่นแตกต่างกัน

อาการทางลำไส้ที่ต้องรีบประเมิน: หากท้องผูกรุนแรง ไม่ถ่ายหรือไม่ผายลม ปวดท้องมาก ท้องบวม อาเจียน หรือถ่ายเป็นเลือด ให้ติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาล พร้อมนำซองยาไปด้วย

ผู้ที่ได้รับคำสั่งจำกัดน้ำไม่ควรเพิ่มน้ำดื่มเพื่อแก้ท้องผูกเอง ควรปรึกษาทีมรักษาเรื่องอาหาร ปริมาณน้ำ และยาระบายที่เหมาะสม

10. การตรวจติดตามและป้องกันการเกิดซ้ำ

  • ตรวจโพแทสเซียมซ้ำตามเวลาที่แพทย์กำหนด ไม่เลื่อนนัดเอง
  • ติดตามครีอะตินีน eGFR ไบคาร์บอเนต และเกลือแร่อื่นตามข้อบ่งชี้
  • ทบทวนยา สมุนไพร อาหารเสริม และเกลือทดแทนทุกครั้ง
  • ควบคุมเบาหวาน รักษาภาวะเลือดเป็นกรด และจัดการท้องผูกอย่างเหมาะสม
  • สังเกตชีพจร อาการอ่อนแรง หายใจลำบาก อาการบวม และปริมาณปัสสาวะ
  • หากได้รับยาจับโพแทสเซียม ให้จดเวลารับประทานยาและการขับถ่าย

จำง่าย: ผลเลือดพบโพแทสเซียมสูง อย่ารอดูอาการ ให้ลดอาหารโพแทสเซียมสูงชั่วคราว ติดต่อแพทย์ รับประทานยาตามสั่ง และตรวจเลือดซ้ำตามนัด เพราะแม้ไม่มีอาการก็อาจเป็นอันตรายต่อหัวใจได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney International. 2024;105(4S):S117–S314. KDIGO 2024 CKD Guideline
  2. UK Kidney Association. Clinical Practice Guideline: Management of Hyperkalaemia in Adults. 2023. UK Kidney Association
  3. National Kidney Foundation. Potassium in Your CKD Diet. National Kidney Foundation
  4. U.S. Food and Drug Administration. Veltassa (patiromer) prescribing information. FDA prescribing information
  5. U.S. Food and Drug Administration. Lokelma (sodium zirconium cyclosilicate) prescribing information. FDA prescribing information

คำเตือนทางการแพทย์: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้ ระดับโพแทสเซียมที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนอาจแตกต่างตามอาการ โรคร่วม การทำงานของไต คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และแนวทางของสถานพยาบาล

เขียนและตรวจทบทวนโดย:
นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร
อายุรแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว
เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 10492