
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
การต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะปวดปัสสาวะ เป็นปัญหากวนใจที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่คิด หากคุณต้องตื่นขึ้นมาเพื่อเข้าห้องน้ำ ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปต่อคืนเป็นประจำ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป ในทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า "Nocturia" ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงความน่ารำคาญ แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสุขภาพบางอย่างที่ควรได้รับการดูแล
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของภาวะปัสสาวะตอนกลางคืน พร้อมแนวทางการประเมินและการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณได้การนอนหลับที่เต็มอิ่มกลับคืนมา
Nocturia เป็นภาวะที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง โดยทั่วไปสามารถจัดกลุ่มสาเหตุหลักได้ 4 กลุ่มดังนี้:
นี่คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด (พบได้ถึง 88% ของผู้ป่วย) โดยปกติขณะนอนหลับ สมองจะหลั่งฮอร์โมน Arginine Vasopressin (AVP) หรือฮอร์โมนต้านการขับปัสสาวะ เพื่อสั่งให้ไตเก็บน้ำและผลิตปัสสาวะน้อยลง แต่หากกลไกนี้ผิดปกติไป จะทำให้ปัสสาวะตอนกลางคืนเยอะขึ้นจากสาเหตุต่างๆ เช่น:
อายุที่มากขึ้น: การหลั่งฮอร์โมน AVP ลดลงตามวัย
ภาวะหัวใจล้มเหลว หรืออาการบวมที่ขา: เมื่อนอนราบ ของเหลวที่คั่งอยู่ที่ขาในตอนกลางวันจะไหลกลับสู่กระแสเลือดและถูกกรองที่ไตเป็นปัสสาวะมากขึ้น
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea): ภาวะขาดออกซิเจนจะกระตุ้นให้หัวใจหลั่งฮอร์โมน Atrial Natriuretic Peptide (ANP) ซึ่งมีฤทธิ์ขับน้ำและโซเดียม ทำให้ปัสสาวะมากขึ้น
พฤติกรรมการดื่ม: ดื่มน้ำ, กาแฟ, หรือแอลกอฮอล์ปริมาณมากในช่วงเย็นหรือก่อนนอน
แม้ร่างกายจะผลิตปัสสาวะปกติ แต่ถ้ากระเพาะปัสสาวะไม่สามารถเก็บกักได้ดีพอ ก็จะทำให้ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่:
โรคต่อมลูกหมากโต (BPH) ในผู้ชาย: ต่อมลูกหมากที่โตจะกดเบียดและระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (OAB): กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะไวและหดตัวบ่อยกว่าปกติ
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTI): ทำให้เกิดการระคายเคือง
การเปลี่ยนแปลงหลังวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง: ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณทางเดินปัสสาวะฝ่อลง
คือภาวะที่ร่างกายผลิตปัสสาวะมากกว่า 3 ลิตรต่อวัน ซึ่งส่งผลให้ต้องปัสสาวะมากในตอนกลางคืนด้วย สาเหตุสำคัญคือ:
โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus): ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
โรคเบาจืด (Diabetes Insipidus): ภาวะขาดฮอร์โมน AVP อย่างรุนแรง
บางครั้งเราไม่ได้ตื่นเพราะปวดปัสสาวะ แต่เราตื่นจากปัญหาการนอนหลับก่อน แล้วจึงรู้สึกอยากไปเข้าห้องน้ำ เช่น:
โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)
อาการปวดเรื้อรัง หรือภาวะซึมเศร้า
กว่า 50% ของผู้ป่วย Nocturia มีโรคร่วมซ่อนอยู่ ที่พบบ่อยได้แก่:
โรคอ้วน
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)
ความเสี่ยงที่ตามมา: การตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกเพิ่มความเสี่ยงต่อการ หกล้มและกระดูกหัก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

แพทย์จะวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงผ่านขั้นตอนดังนี้:
ซักประวัติ: ประวัติการดื่มน้ำ, ยาที่ใช้, โรคประจำตัว, และพฤติกรรมการนอน
บันทึกการปัสสาวะ (Bladder Diary): จดบันทึกปริมาณน้ำดื่มและปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแยกประเภทของโรค
ตรวจร่างกาย: ตรวจต่อมลูกหมาก (ในชาย), ตรวจหาอาการบวมน้ำ
ตรวจห้องปฏิบัติการ: ตรวจปัสสาวะ, ตรวจน้ำตาลและ HbA1c, ตรวจการทำงานของไต
การตรวจพิเศษ: เช่น อัลตราซาวด์ไตและกระเพาะปัสสาวะ หรือส่องกล้อง (Cystoscopy) ในบางราย
หัวใจของการวินิจฉัยที่ถูกต้อง คือการให้ผู้ป่วยทำ "บันทึกการดื่มน้ำและการปัสสาวะ (Bladder Diary)" อย่างน้อย 3 วัน เพื่อบันทึก:
เวลาและปริมาณของเหลวที่ดื่ม
เวลาและปริมาณปัสสาวะที่ออกมาในแต่ละครั้ง (ทั้งกลางวันและกลางคืน)
ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยแยกประเภทของ Nocturia ได้อย่างแม่นยำ ร่วมกับการซักประวัติอย่างละเอียด, การตรวจร่างกาย (เช่น ตรวจต่อมลูกหมาก, ตรวจอาการบวม), และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ตรวจปัสสาวะ, ตรวจน้ำตาลและเกลือแร่ในเลือด)
เป้าหมายการรักษาไม่ใช่การทำให้ปัสสาวะตอนกลางคืนหายไป 100% แต่เป็นการ ลดความถี่ลงประมาณ 50% หรือเหลือไม่เกิน 1-2 ครั้งต่อคืน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก
หลายคนเข้าใจผิดว่า "แค่ไม่ดื่มกาแฟก่อนนอนก็พอ" แต่ความจริงแล้ว คาเฟอีนมีฤทธิ์ตกค้างในร่างกายนานกว่าที่คิด และส่งผลกระทบ 2 ต่อ คือ 1. ขับปัสสาวะ (Diuretic) และ 2. ระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Irritant)
ข้อปฏิบัติเพื่อการนอนหลับที่ไม่สะดุด:
กฎเหล็ก "6 ชั่วโมง" ก่อนนอน:
คาเฟอีนใช้เวลา 3-5 ชั่วโมงในการกำจัดออกจากร่างกายเพียงครึ่งเดียว หากคุณเข้านอน 4 ทุ่ม ควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิดหลังบ่าย 2 โมง (14.00 น.) เพื่อให้มั่นใจว่าฤทธิ์ขับปัสสาวะจะหมดไปก่อนที่คุณจะหลับ
สังเกต "ความไว" ของตัวเอง:
ร่างกายบางคนไวต่อคาเฟอีนมาก แม้ดื่มตั้งแต่เที่ยงก็อาจส่งผลถึงกลางคืนได้ ให้ลองจดบันทึกว่าวันที่ดื่มกาแฟช่วงบ่าย คุณตื่นมาปัสสาวะบ่อยกว่าวันที่ไม่ดื่มหรือไม่
จำกัดปริมาณต่อวัน:
การดื่มปริมาณมากสะสมตลอดวัน (เช่น กาแฟ 3-4 แก้ว) จะทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองและบีบตัวไวขึ้น ส่งผลให้ปวดปัสสาวะบ่อยทั้งวันทั้งคืน พยายามจำกัดไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน
ทางเลือกช่วงบ่าย:
หากต้องการเครื่องดื่มร้อนช่วงบ่าย แนะนำให้เปลี่ยนเป็น กาแฟสกัดคาเฟอีน (Decaf) หรือ ชาสมุนไพร (เช่น ชาคาโมมายล์) ซึ่งไม่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
จัดการการดื่ม: งดดื่มน้ำและของเหลว 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ตั้งแต่ช่วงบ่าย
คำแนะนำเพื่อลดอาการปัสสาวะกลางคืน:
งดดื่มล่วงหน้า: แพทย์มักแนะนำให้งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน (บางแหล่งแนะนำถึง 12 ชั่วโมงสำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอน)
สังเกตตัวเอง: ลองลดปริมาณหรือเปลี่ยนมาดื่มเฉพาะช่วงเช้า แล้วสังเกตว่าอาการปัสสาวะตอนกลางคืนดีขึ้นหรือไม่
ทางเลือกอื่น: หากอยากดื่มช่วงเย็น ลองเปลี่ยนเป็นชาสมุนไพรที่ไม่มีคาเฟอีน หรือกาแฟ Decaf แทน
ลดอาการบวม: ในช่วงเย็น ให้นั่งหรือนอนยกขาสูงประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือสวมถุงน่องรัดกล้ามเนื้อในตอนกลางวัน เพื่อให้ของเหลวส่วนเกินถูกขับออกก่อนเข้านอน
ลดการบริโภคเกลือ: อาหารรสเค็มจัดทำให้อุ้มน้ำและผลิตปัสสาวะมากขึ้น
ปรับสุขอนามัยการนอน: กำหนดเวลาเข้านอนให้เป็นเวลา, ทำให้ห้องนอนมืดและเงียบ, งดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน
ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercises): เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการปัสสาวะ
หากการปรับพฤติกรรมไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาตามสาเหตุที่ตรวจพบ:
ยาสำหรับต่อมลูกหมากโต (Alpha-blockers): ช่วยให้ผู้ชายปัสสาวะคล่องขึ้น
ยาสำหรับกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Anticholinergics): ช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ
ยาฮอร์โมนทดแทน (Desmopressin): เป็นยาเลียนแบบฮอร์โมน ADH เพื่อช่วยลดการผลิตปัสสาวะตอนกลางคืน ยานี้มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำที่เป็นอันตรายได้ ต้องมีการตรวจติดตามระดับโซเดียมในเลือดอย่างใกล้ชิด
ปรับเวลาการใช้ยาขับปัสสาวะ: หากทานยาขับปัสสาวะอยู่ แพทย์อาจแนะนำให้ทานในช่วงบ่าย (ประมาณ 6-8 ชั่วโมงก่อนนอน) เพื่อให้ยาหมดฤทธิ์ก่อนเข้านอน
การรักษา Nocturia ให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการหาสาเหตุที่แท้จริง และมักจะต้องใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน หากคุณกำลังประสบปัญหานี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว