siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

Nocturia: แก้อาการปัสสาวะตอนกลางคืน เพื่อการนอนหลับที่ไม่สะดุด

การต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะปวดปัสสาวะ เป็นปัญหากวนใจที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่คิด หากคุณต้องตื่นขึ้นมาเพื่อเข้าห้องน้ำ ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปต่อคืนเป็นประจำ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป ในทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า "Nocturia" ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงความน่ารำคาญ แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสุขภาพบางอย่างที่ควรได้รับการดูแล

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของภาวะปัสสาวะตอนกลางคืน พร้อมแนวทางการประเมินและการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณได้การนอนหลับที่เต็มอิ่มกลับคืนมา


4 สาเหตุหลักที่ปลุกคุณให้ต้องตื่น

Nocturia เป็นภาวะที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง โดยทั่วไปสามารถจัดกลุ่มสาเหตุหลักได้ 4 กลุ่มดังนี้:

1. ร่างกายผลิตปัสสาวะตอนกลางคืนมากผิดปกติ (Nocturnal Polyuria)

นี่คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด (พบได้ถึง 88% ของผู้ป่วย) โดยปกติขณะนอนหลับ สมองจะหลั่งฮอร์โมน Arginine Vasopressin (AVP) หรือฮอร์โมนต้านการขับปัสสาวะ เพื่อสั่งให้ไตเก็บน้ำและผลิตปัสสาวะน้อยลง แต่หากกลไกนี้ผิดปกติไป จะทำให้ปัสสาวะตอนกลางคืนเยอะขึ้นจากสาเหตุต่างๆ เช่น:

2. ปัญหาความจุของกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Storage Problems)

แม้ร่างกายจะผลิตปัสสาวะปกติ แต่ถ้ากระเพาะปัสสาวะไม่สามารถเก็บกักได้ดีพอ ก็จะทำให้ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่:

3. ร่างกายผลิตปัสสาวะมากตลอดทั้งวัน (Global Polyuria)

คือภาวะที่ร่างกายผลิตปัสสาวะมากกว่า 3 ลิตรต่อวัน ซึ่งส่งผลให้ต้องปัสสาวะมากในตอนกลางคืนด้วย สาเหตุสำคัญคือ:

4. ปัญหาการนอนหลับ (Sleep Disorders)

บางครั้งเราไม่ได้ตื่นเพราะปวดปัสสาวะ แต่เราตื่นจากปัญหาการนอนหลับก่อน แล้วจึงรู้สึกอยากไปเข้าห้องน้ำ เช่น:

5.Nocturia: สัญญาณเตือนของโรคร่วม

กว่า 50% ของผู้ป่วย Nocturia มีโรคร่วมซ่อนอยู่ ที่พบบ่อยได้แก่:

ความเสี่ยงที่ตามมา: การตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกเพิ่มความเสี่ยงต่อการ หกล้มและกระดูกหัก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

ปัสสาวะกลางคืน

การประเมินและวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงผ่านขั้นตอนดังนี้:

  1. ซักประวัติ: ประวัติการดื่มน้ำ, ยาที่ใช้, โรคประจำตัว, และพฤติกรรมการนอน

  2. บันทึกการปัสสาวะ (Bladder Diary): จดบันทึกปริมาณน้ำดื่มและปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแยกประเภทของโรค

  3. ตรวจร่างกาย: ตรวจต่อมลูกหมาก (ในชาย), ตรวจหาอาการบวมน้ำ

  4. ตรวจห้องปฏิบัติการ: ตรวจปัสสาวะ, ตรวจน้ำตาลและ HbA1c, ตรวจการทำงานของไต

  5. การตรวจพิเศษ: เช่น อัลตราซาวด์ไตและกระเพาะปัสสาวะ หรือส่องกล้อง (Cystoscopy) ในบางราย

การวินิจฉัย: กุญแจสำคัญอยู่ที่ "บันทึกการปัสสาวะ"

หัวใจของการวินิจฉัยที่ถูกต้อง คือการให้ผู้ป่วยทำ "บันทึกการดื่มน้ำและการปัสสาวะ (Bladder Diary)" อย่างน้อย 3 วัน เพื่อบันทึก:

ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยแยกประเภทของ Nocturia ได้อย่างแม่นยำ ร่วมกับการซักประวัติอย่างละเอียด, การตรวจร่างกาย (เช่น ตรวจต่อมลูกหมาก, ตรวจอาการบวม), และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ตรวจปัสสาวะ, ตรวจน้ำตาลและเกลือแร่ในเลือด)


 

แนวทางการรักษาและจัดการภาวะ Nocturia

เป้าหมายการรักษาไม่ใช่การทำให้ปัสสาวะตอนกลางคืนหายไป 100% แต่เป็นการ ลดความถี่ลงประมาณ 50% หรือเหลือไม่เกิน 1-2 ครั้งต่อคืน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก

ขั้นที่ 1: การปรับพฤติกรรมและสุขอนามัยการนอนหลับ (ทำได้ด้วยตนเอง)

หลายคนเข้าใจผิดว่า "แค่ไม่ดื่มกาแฟก่อนนอนก็พอ" แต่ความจริงแล้ว คาเฟอีนมีฤทธิ์ตกค้างในร่างกายนานกว่าที่คิด และส่งผลกระทบ 2 ต่อ คือ 1. ขับปัสสาวะ (Diuretic) และ 2. ระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Irritant)

ข้อปฏิบัติเพื่อการนอนหลับที่ไม่สะดุด:

  1. กฎเหล็ก "6 ชั่วโมง" ก่อนนอน:

    • คาเฟอีนใช้เวลา 3-5 ชั่วโมงในการกำจัดออกจากร่างกายเพียงครึ่งเดียว หากคุณเข้านอน 4 ทุ่ม ควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิดหลังบ่าย 2 โมง (14.00 น.) เพื่อให้มั่นใจว่าฤทธิ์ขับปัสสาวะจะหมดไปก่อนที่คุณจะหลับ

  2. สังเกต "ความไว" ของตัวเอง:

    • ร่างกายบางคนไวต่อคาเฟอีนมาก แม้ดื่มตั้งแต่เที่ยงก็อาจส่งผลถึงกลางคืนได้ ให้ลองจดบันทึกว่าวันที่ดื่มกาแฟช่วงบ่าย คุณตื่นมาปัสสาวะบ่อยกว่าวันที่ไม่ดื่มหรือไม่

  3. จำกัดปริมาณต่อวัน:

    • การดื่มปริมาณมากสะสมตลอดวัน (เช่น กาแฟ 3-4 แก้ว) จะทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองและบีบตัวไวขึ้น ส่งผลให้ปวดปัสสาวะบ่อยทั้งวันทั้งคืน พยายามจำกัดไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน

  4. ทางเลือกช่วงบ่าย:

    • หากต้องการเครื่องดื่มร้อนช่วงบ่าย แนะนำให้เปลี่ยนเป็น กาแฟสกัดคาเฟอีน (Decaf) หรือ ชาสมุนไพร (เช่น ชาคาโมมายล์) ซึ่งไม่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ

ขั้นที่ 2: การรักษาด้วยยา (ภายใต้การดูแลของแพทย์)

หากการปรับพฤติกรรมไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาตามสาเหตุที่ตรวจพบ:

การรักษา Nocturia ให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการหาสาเหตุที่แท้จริง และมักจะต้องใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน หากคุณกำลังประสบปัญหานี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว