
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
เมื่อคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็น โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำความเข้าใจคือ เนื้อไตที่เสียหายไปแล้ว ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาให้เป็นปกติได้ แต่นี่ไม่ใช่จุดจบ ข่าวดีที่สำคัญที่สุดคือ เราสามารถ "ชะลอ" การเสื่อมของไตที่เหลืออยู่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
เป้าหมายสูงสุดของการรักษาโรคไตเสื่อมในระยะที่ 1-4 ไม่ใช่การรักษาให้หายขาด แต่คือการ "ยืดอายุการใช้งาน" ของไตที่คุณมี ให้อยู่กับคุณไปได้นานที่สุด และป้องกันหรือยืดระยะเวลาการบำบัดทดแทนไต (การฟอกไต) ออกไปให้ไกลที่สุด
นี่คือ 5 หัวใจสำคัญที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถชะลอการดำเนินโรคของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
นี่คือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในการชะลอไตเสื่อม ความดันโลหิตสูงเป็นทั้ง "สาเหตุ" และ "ผลลัพธ์" ของโรคไต เมื่อไตเสื่อม ไตจะขับเกลือและน้ำได้น้อยลง ทำให้ความดันสูงขึ้น และความดันที่สูงนี้ก็จะย้อนกลับมาทำลายเนื้อไตที่เหลืออยู่ เกิดเป็นวงจรอุบาทว์
เป้าหมาย: ต้องควบคุมความดันโลหิตให้ ต่ำกว่า 130/80 mmHg อย่างสม่ำเสมอ (หรือต่ำกว่านี้ตามคำแนะนำของแพทย์)
การปฏิบัติ:
รับประทานยาควบคุมความดันโลหิตตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเอง
ลดการทานอาหารเค็ม (โซเดียม) ซึ่งจะช่วยให้ยาควบคุมความดันโลหิตออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นมาก
ในปัจจุบัน มียากลุ่มที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้มีดีแค่การรักษาโรคเดิม แต่ยังมีฤทธิ์ "ปกป้องไต" และ "ลดโปรตีนรั่ว" โดยตรง
กลุ่มยา ACE inhibitors หรือ ARBs:
ตัวอย่าง: Enalapril, Ramipril (กลุ่ม ACEi) หรือ Losartan, Valsartan (กลุ่ม ARBs)
กลไก: ยาในกลุ่มนี้จะไป "ลดแรงดัน" ภายในหน่วยกรองของไตโดยตรง ทำให้ไตทำงานเบาลงและลดการรั่วของโปรตีน
ข้อสำคัญ: แพทย์จะสั่งยานี้ให้คุณ แม้ว่าคุณจะไม่มีความดันโลหิตสูงก็ตาม เพราะมันคือยา "ชะลอไตเสื่อม" ที่ดีที่สุด
กลุ่มยา SGLT2 inhibitors (ยาเบาหวานกลุ่มใหม่):
ตัวอย่าง: Dapagliflozin (Forxiga), Empagliflozin (Jardiance)
กลไก: เดิมทีเป็นยารักษาเบาหวาน แต่ปัจจุบันกลายเป็น "ยาปกป้องไต" ที่สำคัญมาก เพราะช่วยลดแรงดันในหน่วยไต ลดการอักเสบ และชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างน่าทึ่ง
ข้อสำคัญ: แพทย์อาจพิจารณาให้ยานี้ แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นเบาหวานก็ตาม
หากสาเหตุของไตเสื่อมมาจากเบาหวาน การควบคุมน้ำตาลคืออีกหนึ่งหัวใจหลัก เพราะน้ำตาลที่สูงจะทำลายหลอดเลือดฝอยที่ไตอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมาย: รักษาระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้น้อยกว่า 7% หรือตามที่แพทย์กำหนด
เมื่อไตเสื่อมแล้ว การรับประทานอาหารจะต้องเข้มงวดกว่าคนปกติทั่วไป
จำกัดโซเดียม (ลดเค็ม): ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (งดอาหารแปรรูป, ขนมขบเคี้ยว, ลดการปรุง)
จำกัดโปรตีน (ในปริมาณที่เหมาะสม):
ทำไมต้องจำกัด: การรับประทานโปรตีนมากเกินไปจะทำให้ไตที่เหลืออยู่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับของเสีย (ยูเรีย)
ทำอย่างไร: ไม่ใช่การ "งด" โปรตีน (เพราะจะทำให้ขาดสารอาหาร) แต่เป็นการ "จำกัด" ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมตามระยะของโรค (เช่น 0.6-0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) โดยเน้นโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ขาว, เนื้อปลา
จำกัดโพแทสเซียม และ ฟอสฟอรัส (ในระยะท้าย):
เมื่อเข้าสู่ไตเสื่อมระยะ 3b-5 ไตจะเริ่มขับโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสได้ไม่ดี การคั่งของสารเหล่านี้เป็นอันตราย (โพแทสเซียมสูงทำให้หัวใจหยุดเต้น, ฟอสฟอรัสสูงทำให้กระดูกพรุนและหลอดเลือดแข็ง)
(ลิงก์ไปยังบทความ: อาหารโรคไต, ภาวะโพแทสเซียมสูง, ภาวะกระดูกผิดปกติ)
ไตที่เหลืออยู่ของคุณมีความเปราะบางมาก ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจมาทำร้ายซ้ำเติม:
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: คือยาอันตรายอันดับหนึ่ง เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac (ยาแก้ปวดข้อ), Arcoxia, Celebrex ควรงดใช้โดยเด็ดขาด หากปวด ให้ใช้ Paracetamol แทน
ยาสมุนไพร ยาต้ม ยาลูกกลอน: หลีกเลี่ยงยาทุกชนิดที่ไม่ทราบส่วนประกอบชัดเจน เพราะอาจมีสารอันตรายหรือสเตียรอยด์ปนเปื้อน
สารทึบรังสี (Contrast Dye): หากคุณจำเป็นต้องตรวจ CT Scan หรือฉีดสีสวนหัวใจ ต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่าเป็นโรคไตเสื่อม เพื่อให้แพทย์เตรียมการป้องกันไตของคุณก่อนการฉีดสี
การชะลอไตเสื่อมคือ "การแข่งขันกับเวลา" ที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างสูงสุดระหว่างคุณกับแพทย์ การปฏิบัติตาม 5 หัวใจสำคัญนี้อย่างเคร่งครัด คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณรักษาสุขภาพไตและคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ได้นานที่สุด
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว