น้ำมันปาล์ม (palm oil)

น้ำมันปาล์ม (palm oil) เป็นน้ำมันพืช (vegetable oil) ที่ใช้วัตถุดิบ คือผลของต้นปาล์ม ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า อีเลอีส กีนีเอ็นซิส 
(Elaeis guineensis) ผลปาล์มน้ำมัน (palm) เป็นพืชน้ำมัน (oil corp) ซึ่งมีน้ำมันร้อยละ 56 มีสีเหลืองส้มของแคโรทีน (carotene)

น้ำมันปาล์ม (palm oil) ได้จากผลปาล์ม 2 ส่วนคือ

1. จากเปลือกหุ้มภายนอก (mesocarp) น้ำมันที่ได้เรียกกว่า น้ำมันจากเนื้อเมล็ดปาล์ม (palm oil)

2. จากเนื้อในของเมล็ด (palm kernel) น้ำมันที่ได้เรียกว่า น้ำมันจากเมล็ดปาล์ม palm kernel oil ซึ่งมีน้ำมันร้อยละ 44-48

ที่มา http://qwickstep.com/search/oil-fractionation.html

 

ชนิดของน้ำมันปาล์ม (palm oil)

น้ำมันปาล์ม เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ จากประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม ได้แบ่งประเภทของน้ำมันปาล์มดังนี้

(1) น้ำมันปาล์มจากเนื้อปาล์ม (palm oil)

(2) น้ำมันปาล์มโอลีอินจากเนื้อปาล์ม (palm olein)

(3) น้ำมันปาล์มสเตียรินจากเนื้อปาล์ม (palm stearin)

(4) น้ำมันปาล์มจากเมล็ดปาล์ม (palm kernel oil)

(5) น้ำมันปาล์มโอลีอินจากเมล็ดปาล์ม (palm kernel olein)

(6) น้ำมันปาล์มสเตียรินจากเมล็ดปาล์ม (palm kernel stearin)

 

ข้อเสียของน้ำมันปาล์ม คือ จะสลายตัว (hydrolyse) ได้ง่ายด้วยเอนไซม์ลิเพส (lipase) เมื่อเกิดการช้ำหรือการกระแทกของผลปาล์ม
ในระหว่างการเก็บเกี่ยวและการขนย้าย ทำให้มีปริมาณกรดไขมันอิสระ (free fatty acid) เพิ่มสูงขึ้น และมีสีเหลืองส้มของแคโรทีน 
(carotene) ปะปนทำให้น้ำมันต้องกำจัดสีโดยขบวนการทำให้น้ำมันบริสุทธิ์

การแปรรูปน้ำมันปาล์ม

การผลิตน้ำมันปาล์มให้ทำได้ ดังนี้

(1) วิธีธรรมชาติ ทำโดยการบีบอัด หรือบีบอัดโดยใช้ความร้อน หรือวิธีธรรมชาติอื่น ตามที่ได้รับความเห็นชอบจาก สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา และนำมาทำให้สะอาดโดยการล้าง การตั้งไว้ให้ตกตะกอน (sedimentation) การกรอง (filtration
หรือการหมุนเหวี่ยง (centrifuge)

(2) วิธีผ่านกรรมวิธี ทำโดยนำน้ำมันปาล์มที่ได้จากธรรมชาติหรือที่ได้จากการสกัดด้วยสารละลายตามที่ได้รับความเห็นชอบจาก
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนำมาผ่านกรรมวิธี ทำให้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง

(3) วิธีอื่นตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาคุณภาพมาตรฐานของน้ำมันปาล์ม

น้ำมันปาล์มเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ จากประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม กำหนด
คุณภาพมาตรฐานของน้ำมันปาล์มดังนี้

1. น้ำมันปาล์มจากเนื้อปาล์ม (palm oil)

น้ำมันจากเนื้อปาล์ม น้ำมันปาล์มโอลีอินจากเนื้อปาล์ม (palm olein) และ น้ำมันปาล์มสเตียรินจากเนื้อปาล์ม (palm stearin
ที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย เพื่อใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน 
ดังต่อไปนี้

(1) มีค่าของกรด (acid value) ไม่เกิน 10 มิลลิกรัม โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน 1 กรัม สำหรับน้ำมันปาล์ม ที่ทำโดย
วิธีธรรมชาติ และไม่เกิน 0.6 มิลลิกรัม โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำหนัก 1 กรัม สำหรับน้ำมันปาล์มที่ทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธี

(2) มีค่าเพอร์ออกไซด์ (peroxide value) ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมสมมูลย์เพอร์ออกไซด์ออกซิเจน ต่อน้ำมัน 1 กิโลกรัม

(3) มีส่วนประกอบของกรดไขมันเป็นร้อยละของกรดไขมันทั้งหมด โดยใช้วิธีก๊าซลิควิดโครมาโตกราฟฟี หรือ จีแอลซี 
(Gas Liquid Chromatography หรือ GLC) ดังนี้

กรดลอริก (Lauric acid) กรดไมริสติก (Myristic acid) กรดปาลมิติก (Palmitic acid) กรดปาลมิโตเลอิก (Palmitoleic acid) กรดสเตียริก (Stearic acid) กรดโอลีอิก (Oleic acid) กรดลิโนลีอิก (Linoleic acid) กรดลิโนลนิก (Linolenic acid) กรดอะราซิดิก (Arachidic acid) ไม่เกิน 1.2 ระหว่าง 0.5 ถึง 5.9 ระหว่าง 32 ถึง 59 ไม่เกิน 0.6 ระหว่าง 1.5 ถึง 8.0 ระหว่าง 27 ถึง 52.0 ร ะหว่าง 5.0 ถึง 14 ไม่เกิน 1.5 ไม่เกิน 1.0

 

(4) มีค่าสปอนิฟิเคชัน (saponification value) ระหว่าง 190 ถึง 209 มิลลิกรัม โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน 1 กรัม

(5) มีค่าไอโอดีนแบบวิจส์ (iodine value, Wijs) ดังนี้ 
(ก) ระหว่าง 50-56 สำหรับน้ำมันปาล์มจากเนื้อปาล์ม 
(ข) ไม่น้อยกว่า 55 สำหรับน้ำมันปาล์มโอลีอินจากเนื้อปาล์ม 
(ค) ไม่เกิน 48 สำหรับน้ำมันปาล์มสเตียรินจากเนื้อปาล์ม

6) มีสารที่สปอนิฟายไม่ได้ (unsaponifiable matter) ไม่เกินร้อยละ 1.2 ของน้ำหนัก

(7) มีสิ่งที่ระเหยได้ (volatile matter) ที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส ไม่เกินร้อยละ 0.2 ของน้ำหนัก

(8) มีปริมาณสบู่ (soap content) ไม่เกินร้อยละ 0.005 ของน้ำหนัก

(9) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของน้ำมันปาล์มจากเนื้อปาล์ม

(10) มีสิ่งอื่นที่ไม่ละลาย (Insoluble impurities) ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของน้ำหนัก

(11) มีปริมาณแคโรทีนอยด์ (carotenoid) ทั้งหมด คำนวณเป็นบีตา-แคโรทีน ไม่น้อยกว่า 500 มิลลิกรัม ต่อน้ำมัน 1 กิโลกรัม และไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม ต่อน้ำมัน 1 กิโลกรัม สำหรับน้ำมันปาล์มที่ทำโดยวิธีธรรมชาติ

(12) ไม่มีกลิ่นหืน (rancidity)

(13) ไม่มีน้ำมันแร่

 

2. น้ำมันจากเมล็ดปาล์ม

น้ำมันปาล์มจากเมล็ดปาล์ม (palm kernel oil) น้ำมันปาล์มโอลีอินจากเมล็ดปาล์ม (palm kernel olein) น้ำมันปาล์มสเตียริน
จากเมล็ดปาล์ม (palm kernel stearin) ที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย เพื่อใช้รับประทานหรือใช้ปรุง 
แต่งอาหาร ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้

(1) มีค่าของกรด (Acid value) ไม่เกิน 0.6 มิลลิกรัม โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน 1 กรัม สำหรับน้ำมันปาล์มที่ทำโดย
วิธีผ่านกรรมวิธี

(2) มีค่าเพอร์ออกไซด์ (Peroxide value) ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมสมมูลย์เพอร์ออกไซด์ ออกซิเจน ต่อน้ำมัน 1 กิโลกรัม

(3) มีส่วนประกอบของกรดไขมันเป็นร้อยละของกรดไขมันทั้งหมดโดยใช้วิธีกาซลิควิดโครมาโตกราฟฟี หรือ จีแอลซี (Gas Liquid Chromatography) หรือ G L C) ดังนี้ เว้นแต่น้ำมันปาล์ม โอลีอินจากเมล็ดปาล์มและน้ำมันปาล์มสเตียรินจากเมล็ดปาล์ม ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

กรดคาโปรอิค (Caproic acid) กรดคาปรีลิค (Caprylic acid) กรดคาปริค (Capric acid) กรดลอลิค (Lauric acid) กรดไมริสติค (Myristic acid) กรดปาล์มมิติค (Palmitic acid) กรดสเตียริค (Stearic acid) กรดโอลีอิค (Oleic acid) กรดไลโนลีอิค (Linoleic acid) ไม่เกิน 0.5ระหว่าง 2.4 ถึง 6.2ระหว่าง 2.6 ถึง 7.0ระหว่าง 41 ถึง 55ระหว่าง 14 ถึง 20ระหว่าง 6.5 ถึง 11ระหว่าง 1.3 ถึง 3.5ระหว่าง 10 ถึง 23ระหว่าง 0.7 ถึง 5.4

 

(4) มีค่าสปอนิฟิเคชั่น (Saponification value) ระหว่าง 230 ถึง 254 มิลลิกรัม โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน 1 กรัม

(5) มีค่าไอโอดีนแบบวิจส์ (Iodine value, Wijs) ระหว่าง 13 ถึง 23 เว้นแต่น้ำมันปาล์มโอลีอินจากเมล็ดปาล์ม และน้ำมันปาล์มสเตียรินจากเมล็ดปาล์ม ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

(6) มีสารที่สปอนิฟายไม่ได้ (Unsaponifiable matter) ไม่เกินร้อยละ 1 ของน้ำหนัก

(7) มีสิ่งที่ระเหยได้ (Volatile matter) ที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส ไม่เกินร้อยละ 0.2 ของน้ำหนัก

(8) มีปริมาณสบู่ (Soap content) ไม่เกินร้อยละ 0.005 ของน้ำหนัก

(9) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของน้ำมันปาล์มจากเมล็ดปาล์ม

(10) มีสิ่งอื่นที่ไม่ละลาย (Insoluble impurities) ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของน้ำหนัก

(11) ไม่มีกลิ่นหืน

(12) ไม่มีน้ำมันแร่ น้ำมันปาล์มที่ผลิตตามวิธีอื่นในข้อ 3 (3) ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (3) (4) 
(5) (6) และ (9) แต่ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา ข้อ 6 
น้ำมันปาล์มที่ใช้วัตถุเจือปนอาหาร (food additive) หรือที่มีสารปนเปื้อน (contaminants) ต้องใช้หรือมีได้ตามชนิดและปริมาณ
ที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้เท่านั้น ข้อ 7 น้ำมันปาล์มที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร 
ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 แต่ต้องแสดงฉลากไว้ที่
ภาชนะบรรจุว่า"ห้ามใช้รับประทาน" ด้วยตัวอักษรสีแดง ขนาดไม่เล็กกว่า 1 เซนติเมตร ในกรอบพื้นสีขาว และในฉลากนั้นให้แสดง
เครื่องหมายที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาออกให้ไว้ด้วย ข้อ 8 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุน้ำมันปาล์มที่ใช้รับประทานหรือ
ใช้ปรุงแต่งอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย เรื่อง ภาชนะบรรจุ ข้อ 9 การแสดงฉลากของน้ำมันปาล์มที่
ใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก

ประกาศฉบับนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ซึ่งออกให้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 22 
(พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันและไขมันเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก 
สำหรับน้ำมัน และไขมัน เว้นแต่เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับน้ำมันปาล์มจากเนื้อปาล์มตามข้อ 2 (1) (2) หรือ (3) หรือน้ำมันปาล์มจาก
เมล็ดปาล์มตามข้อ 2 (4) (5) หรือ (6) ให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับ
ดังกล่าวมาดำเนินการแก้ไขตำรับอาหารให้มีรายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ

 

 

Palm Oil

Cut Oil Palm Fruit

Palm oil is derived from the fruit of oil palms.

It consists mostly of saturated and monounsaturated fats, with small amounts of polyunsaturates.

This makes palm oil a good choice for cooking.

Red Palm Oil (the unrefined variety) is best. It is also rich in Vitamins E, Coenzyme Q10 and other nutrients.

However, some concerns have been raised about the sustainability of harvesting palm oil, apparently growing these trees means less environment available for Orangutans, which are an endangered species.

 

Palm oil

From Wikipedia, the free encyclopedia
Palm oil block showing the lighter color that results from boiling

Palm oil (also known as dendê oil, from Portuguese) is an edible vegetable oil derived from the mesocarp (reddish pulp) of the fruit of the oil palms, primarily the African oil palm Elaeis guineensis,[1] and to a lesser extent from the American oil palm Elaeis oleifera and the maripa palm Attalea maripa.

Palm oil is naturally reddish in color because of a high beta-carotene content. It is not to be confused with palm kernel oil derived from the kernel of the same fruit,[2] or coconut oil derived from the kernel of the coconut palm (Cocos nucifera). The differences are in color (raw palm kernel oil lacks carotenoids and is not red), and in saturated fat content: Palm mesocarp oil is 41% saturated, while palm kernel oil and coconut oil are 81% and 86% saturated respectively.[3]

Along with coconut oil, palm oil is one of the few highly saturated vegetable fats and is semi-solid at room temperature. Like most plant-based products, palm oil contains very little cholesterol.[4]

Palm oil is a common cooking ingredient in the tropical belt of AfricaSoutheast Asia and parts of Brazil. Its use in the commercial food industry in other parts of the world is widespread because of its lower cost[5] and the high oxidative stability (saturation) of the refined product when used for frying.[6][7]

The use of palm oil in food products has attracted the concern of environmental activist groups; the high oil yield of the trees has encouraged wider cultivation, leading to the clearing of forests in parts of Indonesia in order to make space for oil-palm monoculture. This has resulted in significant acreage losses of the natural habitat of the orangutan, of which both species are endangered; one species in particular, the Sumatran orangutan, has been listed as critically endangered.[8] In 2004, an industry group called the Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) was formed to work with the palm oil industry to address these concerns.[9] Additionally, in 1992, in response to concerns about deforestation, the Malaysian Government pledged to limit the expansion of palm oil plantations by retaining a minimum of half the nation's land as forest cover.[10][11]

น้ำมันปาล์ม (เรียกอีกอย่างว่าน้ำมันเดนเดจากภาษาโปรตุเกส) เป็นน้ำมันพืชที่บริโภคได้ซึ่งได้มาจากมีโซคาร์ป (เนื้อสีแดง) ของผลปาล์มน้ำมัน ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันปาล์มแอฟริกัน Elaeis guineensis[1] และในระดับที่น้อยกว่าจาก ปาล์มน้ำมันของอเมริกา Elaeis oleifera และปาล์มมาริปา Attalea maripa


น้ำมันปาล์มมีสีแดงตามธรรมชาติเนื่องจากมีปริมาณเบต้าแคโรทีนสูง ไม่ควรสับสนกับน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่ได้จากเมล็ดของผลไม้ชนิดเดียวกัน [2] หรือน้ำมันมะพร้าวที่ได้จากเมล็ดของต้นมะพร้าว (Cocos nucifera) ความแตกต่างอยู่ที่สี (น้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบไม่มีแคโรทีนอยด์และไม่เป็นสีแดง) และในไขมันอิ่มตัว: น้ำมันปาล์มมีโซคาร์ปอิ่มตัว 41% ในขณะที่น้ำมันเมล็ดในปาล์มและน้ำมันมะพร้าวมีความเข้มข้น 81% และ 86% ตามลำดับ ]


นอกจากน้ำมันมะพร้าวแล้ว น้ำมันปาล์มยังเป็นหนึ่งในไขมันพืชที่มีความอิ่มตัวสูงเพียงไม่กี่ชนิดและเป็นกึ่งแข็งที่อุณหภูมิห้อง เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์จากพืชส่วนใหญ่ น้ำมันปาล์มมีคอเลสเตอรอลน้อยมาก[4]


น้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสมในการทำอาหารทั่วไปในเขตร้อนของแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของบราซิล การใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเชิงพาณิชย์ในส่วนอื่น ๆ ของโลกเป็นที่แพร่หลายเนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่า[5] และความเสถียรในการออกซิเดชันสูง (ความอิ่มตัว) ของผลิตภัณฑ์กลั่นเมื่อใช้สำหรับการทอด[6][7]


การใช้น้ำมันปาล์มในผลิตภัณฑ์อาหารได้รับความสนใจจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ผลผลิตน้ำมันที่สูงของต้นไม้ได้ส่งเสริมการเพาะปลูกในวงกว้าง ซึ่งนำไปสู่การเคลียร์ป่าในส่วนต่างๆ ของอินโดนีเซีย เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่สำหรับการปลูกปาล์มน้ำมันแบบเชิงเดี่ยว ส่งผลให้สูญเสียพื้นที่ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของลิงอุรังอุตังซึ่งทั้งสองสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ อุรังอุตังสุมาตราได้รับการระบุว่าใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง[8] ในปี 2547 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมที่เรียกว่า Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) เพื่อทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้[9] นอกจากนี้ ในปี 1992 เพื่อตอบสนองต่อความกังวลเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า รัฐบาลมาเลเซียให้คำมั่นที่จะจำกัดการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันโดยรักษาพื้นที่ป่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประเทศไว้เป็นพื้นที่ป่า


 

Composition[edit]

Fatty acids[edit]

Main article: Fatty acid

Palm oil, like all fats, is composed of fatty acidsesterified with glycerol. Palm oil has an especially high concentration of saturated fat, specifically, of the 16-carbon saturated fatty acid palmitic acid, to which it gives its name. Monounsaturated oleic acid is also a major constituent of palm oil. Unrefined palm oil is a large natural source of tocotrienol, part of the vitamin E family.[16]

The approximate concentration of fatty acids in palm oil is:[17]

Fatty acid content of palm oil
Type of fatty acid pct
Myristic saturated C14
  
1.0%
Palmitic saturated C16
  
43.5%
Stearic saturated C18
  
4.3%
Oleic monounsaturated C18
  
36.6%
Linoleic polyunsaturated C18
  
9.1%
Other/Unknown
  
5.5%
black: Saturated; grey: Monounsaturated; blue: Polyunsaturated

Carotenes[edit]

When unrefined or when processed into red palm oil, it is naturally rich in carotenes, which give it its characteristic dark red color. Like tomatoes, carrots and many other fruits and vegetables but unlike most oils, palm oil naturally contains the nutrients alfa-carotenebeta-carotene and lycopene. Palm oil contains other carotenes including tocopherols and tocotrienols (members of the vitamin E family), CoQ10phytosterols, and glycolipids.[18]

Processing and use[edit]

Many processed foods either contain palm oil or various ingredients derived from it.[19]

Refining[edit]

See: Cooking oil refinement

After milling, various palm oil products are made using refining processes. First is fractionation, with crystallization and separation processes to obtain solid (stearin), and liquid (olein) fractions.[20] Then melting and degumming removes impurities. Then the oil is filtered and bleached. Physical refining[clarification needed] removes smells and coloration to produce "refined, bleached and deodorized palm oil" (RBDPO) and free sheer fatty acids,[clarification needed] which are used in the manufacture of soaps,washing powder and other products. RBDPO is the basic palm oil product sold on the world's commodity markets. Many companies fractionate it further to producepalm olein for cooking oil, or process it into other products.[20]

Red palm oil[edit]

Since the mid-1990s, red palm oil has been cold-pressed and bottled for use as cooking oil, and blended into mayonnaise and salad oil.[21]

Antioxidants[edit]

Red palm oil antioxidants like tocotrienols and carotenes are added to foods and cosmetics because of their purported health benefits.[22][23][24]

Butter and trans fat substitute[edit]

The highly saturated nature of palm oil renders it solid at room temperature in temperate regions, making it a cheap substitute for butter or trans fats in uses where solid fat is desirable, such as the making of pastry dough and baked goods. A recent rise in the use of palm oil in the food industry has partly come from changed labelling requirements that have caused a switch away from using trans fats.[25] Palm oil has been found to be a reasonable replacement for trans fats;[26] however, a small study conducted in 2009 found that palm oil may not be a good substitute for trans fats for individuals with already-elevated LDL levels.[27] The USDA agricultural research service states that palm oil is not a healthy substitute for trans fats.[28]

Biomass and bioenergy[edit]

Palm oil is used to produce both methyl ester and hydrodeoxygenated biodiesel.[29] Palm oil methyl ester is created through a process called transesterification. Palm oil biodiesel is often blended with other fuels to create palm oil biodiesel blends.[30] Palm oil biodiesel meets the European EN 14214 standard for biodiesels.[29]Hydrodeoxygenated biodiesel is produced by direct hydrogenolysis of the fat into alkanes and propane. The world's largest palm oil biodiesel plant is the Finnish-operated Neste Oil biodiesel plant in Singapore, which opened in 2011 and produces hydrodeoxygenated NEXBTL biodiesel.[31]

The organic waste matter that is produced when processing oil palm, including oil palm shells and oil palm fruit bunches, can also be used to produce energy. This waste material can be converted into pellets that can be used as a biofuel.[32] Additionally, palm oil that has been used to fry foods can be converted into methyl esters for biodiesel. The used cooking oil is chemically treated to create a biodiesel similar to petroleum diesel.[33]

In wound care[edit]

Although palm oil is applied to wounds for its supposed antimicrobial effects, research does not confirm its effectiveness.[34]

According to the Hamburg-based Oil World trade journal,[citation needed] in 2008 global production of oils and fats stood at 160 million tonnes. Palm oil and palm kernel oil were jointly the largest contributor, accounting for 48 million tonnes, or 30% of the total output. Soybean oil came in second with 37 million tonnes (23%). About 38% of the oils and fats produced in the world were shipped across oceans. Of the 60.3 million tonnes of oils and fats exported around the world, palm oil and palm kernel oil made up close to 60%; Malaysia, with 45% of the market share, dominated the palm oil trade.

Food label regulations[edit]

Previously, palm oil could be listed as "vegetable fat" or "vegetable oil" on food labels in the European Union (EU). From December 2014, food packaging in the EU is no longer allowed to use the generic terms "vegetable fat" or "vegetable oil" in the ingredients list. Food producers are required to list the specific type of vegetable fat used, including palm oil. Vegetable oils and fats can be grouped together in the ingredients list under the term "vegetable oils" or "vegetable fats" but this must be followed by the type of vegetable origin (e.g. palm, sunflower or rapeseed) and the phrase "in varying proportions".[53]

Nutrition and health[edit]

Palm oil is also an important source of calories and a food staple in poor communities.[54][55][56] However its overall health impacts, particularly in relation to cardiovascular disease, are controversial and subject to ongoing research.

Much of the palm oil that is consumed as food is cooking oil, to some degree oxidized rather than in the fresh state, and this oxidation appears to be responsible for the health risk associated with consuming palm oil.[57]

Cardiovascular disease[edit]

Several studies have linked palm oil to higher risks of cardiovascular disease including a 2005 study conducted in Costa Rica which indicated that replacing palm oil in cooking with polyunsaturated non-hydrogenated oils could reduce the risk of heart attacks,[58] and a 2011 analysis of 23 countries which showed that for each kilogram of palm oil added to the diet annually there was an increase in ischemic heart disease deaths (68 deaths per 100,000 increase) though the increase was much smaller in high-income countries.[59]

Palmitic acid[edit]

According to studies reported on by the Center for Science in the Public Interest (CSPI), excessive intake of palmitic acid, which makes up 44 percent of palm oil, increases blood cholesterol levels and may contribute to heart disease.[60] The CSPI also reported that the World Health Organization and the US National Heart, Lung and Blood Institute have encouraged consumers to limit the consumption of palmitic acid and foods high in saturated fat.[54][60] According to the World Health Organization, evidence is convincing that consumption of palmitic acid increases risk of developing cardiovascular diseases, placing it in the same evidence category astrans fatty acids.[61]

However, a 1993 study published by the United Nations University Press found that consumption of palmitic acid appeared to have no impact on cholesterol levels when daily cholesterol intake is below 400 mg per day.[62]

Comparison to trans fats[edit]

In response to negative reports on palm oil many food manufacturers transitioned to using hydrogenated vegetable oils in their products, which have also come under scrutiny for the impact these oils have on health.[63] A 2006 study supported by the National Institutes of Health and the USDA Agricultural Research Service concluded that palm oil is not a safe substitute for partially hydrogenated fats (trans fats) in the food industry, because palm oil results in adverse changes in the blood concentrations of LDL cholesterol and apolipoprotein B just as trans fat does.[27][64] However, according to two reports published in 2010 by the Journal of theAmerican College of Nutrition palm oil is again an accepted replacement for hydrogenated vegetable oils[63] and a natural replacement for partially hydrogenated vegetable oils, which are a significant source of trans fats.[65]

Comparison with animal saturated fat[edit]

Not all saturated fats have equally cholesterolemic effects.[66] Studies have indicated that consumption of palm olein (which is more unsaturated) reduces blood cholesterol when compared to sources of saturated fats like coconut oil, dairy and animal fats.[67]

In 1996, Dr Decker of University of Massachusetts Medical School stressed that saturated fats in the sn–1 and -3 position of triacylglycerols exhibit different metabolic patterns because of their low absorptivity. Dietary fats containing saturated fats primarily in sn–1 and -3 positions (e.g., cocoa buttercoconut oil, and palm oil) have very different biological consequences than those fats in which the saturated fats are primarily in the sn–2 position (e.g., milk fat and lard). Differences in stereospecific fatty acid location should be an important consideration in the design and interpretation of lipid nutrition studies and in the production of specialty food products.[68]

Acrolein[edit]

A 2009 study[69] tested the emission rates of acrolein, a toxic and malodorous breakdown product from glycerol, from the deep-frying of potatoes in red palm, olive, and polyunsaturated sunflower oils. The study found higher acrolein emission rates from the polyunsaturated sunflower oil (the scientists characterized red palm oil as "mono-unsaturated") and lower rates from both palm and olive oils. The World Health Organization established a tolerable oral acrolein intake of 7.5 mg/day per kilogram of body weight. Although acrolein occurs in French fries, the levels are only a few micrograms per kilogram. A 2011 study concluded a health risk from acrolein in food is unlikely.[70]

 

Of the tropical oils, coconut gets the most attention, while palm oil gets mostly ignored. The virgin coconut oil has a fairly distinct flavor, but it’s one most people are familiar with, and it lends itself well to both sweet and savory dishes. Palm oil, especially the virgin red variety that gets all the attention for its positive health effects, also has a distinct flavor, but it’s one many people seem to dislike, probably because it’s so unfamiliar (in the US, at least; worldwide, palm oil is the most widely used cooking oil) to our palates. Scott Kustes had a guest post awhile back discussing the tropical oils, but I thought it would be good to give a short, comprehensive primer on the multiple varieties of palm oil.

แคโรทีน[แก้]


เมื่อไม่ผ่านการกลั่นหรือแปรรูปเป็นน้ำมันปาล์มสีแดง จะอุดมไปด้วยแคโรทีนตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้สีแดงเข้มมีลักษณะเฉพาะ เช่นเดียวกับมะเขือเทศ แครอท และผลไม้และผักอื่นๆ มากมาย แต่ไม่เหมือนกับน้ำมันส่วนใหญ่ น้ำมันปาล์มประกอบด้วยสารอาหารอัลฟา-แคโรทีน เบต้าแคโรทีน และไลโคปีนตามธรรมชาติ น้ำมันปาล์มประกอบด้วยแคโรทีนอื่นๆ รวมทั้งโทโคฟีรอลและโทโคไตรอีนอล (สมาชิกของตระกูลวิตามินอี), CoQ10, ไฟโตสเตอรอล และไกลโคลิปิด[18]


การแปรรูปและการใช้[แก้ไข]


อาหารแปรรูปหลายอย่างอาจมีน้ำมันปาล์มหรือส่วนผสมต่างๆ ที่ได้มาจากมัน


กลั่น[แก้ไข]


ดู: การกลั่นน้ำมันสำหรับทำอาหาร




หลังจากการสี ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มหลายชนิดถูกผลิตขึ้นโดยใช้กระบวนการกลั่น อย่างแรกคือการแยกส่วนด้วยกระบวนการตกผลึกและการแยกเพื่อให้ได้เศษส่วนของแข็ง (สเตียริน) และของเหลว (โอเลอีน) [20] จากนั้นการหลอมและการลอกกาวจะขจัดสิ่งสกปรก จากนั้นน้ำมันจะถูกกรองและฟอกขาว การกลั่นทางกายภาพ[ต้องการความกระจ่าง] ขจัดกลิ่นและสีเพื่อผลิต "น้ำมันปาล์มที่ผ่านการกลั่น ฟอกขาว และดับกลิ่น" (RBDPO) และกรดไขมันอิสระ [ต้องชี้แจง] ซึ่งใช้ในการผลิตสบู่ ผงซักผ้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ RBDPO เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มพื้นฐานที่จำหน่ายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของโลก หลายบริษัทแยกย่อยเพื่อผลิตโอเลอินปาล์มสำหรับน้ำมันปรุงอาหาร หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ[20]


น้ำมันปาล์มแดง[แก้ไข]


ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 น้ำมันปาล์มแดงถูกสกัดเย็นและบรรจุขวดเพื่อใช้เป็นน้ำมันประกอบอาหาร และผสมลงในน้ำมันมายองเนสและน้ำมันสลัด


สารต้านอนุมูลอิสระ[แก้ไข]


สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันปาล์มแดง เช่น โทโคไตรอีนอลและแคโรทีนถูกเติมเข้าไปในอาหารและเครื่องสำอางเนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยอ้างว่า [22] [223][24]


เนยและสารทดแทนไขมันทรานส์[แก้]


ธรรมชาติของน้ำมันปาล์มที่มีความอิ่มตัวสูงทำให้แข็งตัวที่อุณหภูมิห้องในเขตอบอุ่น ทำให้เป็นน้ำมันทดแทนราคาถูกสำหรับเนยหรือไขมันทรานส์ในการใช้งานที่ต้องการไขมันแข็ง เช่น การทำแป้งเพสตรี้ และขนมอบ การใช้น้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในอุตสาหกรรมอาหารส่วนหนึ่งมาจากข้อกำหนดการติดฉลากที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนจากการใช้ไขมันทรานส์ น้ำมันปาล์มถูกพบว่าใช้แทนไขมันทรานส์ได้อย่างสมเหตุสมผล [26] อย่างไรก็ตาม การศึกษาเล็กๆ ที่ดำเนินการในปี 2552 พบว่าน้ำมันปาล์มอาจใช้แทนไขมันทรานส์ได้ไม่ดีสำหรับบุคคลที่มีระดับ LDL สูงอยู่แล้ว [27] บริการวิจัยด้านการเกษตรของ USDA ระบุว่าน้ำมันปาล์มไม่สามารถทดแทนไขมันทรานส์ได้


ชีวมวลและพลังงานชีวภาพ[แก้]


น้ำมันปาล์มใช้ในการผลิตทั้งเมทิลเอสเทอร์และไบโอดีเซลที่เติมไฮโดรเจน น้ำมันปาล์มเมทิลเอสเทอร์ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการที่เรียกว่าทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน น้ำมันปาล์มไบโอดีเซลมักถูกผสมกับเชื้อเพลิงอื่น ๆ เพื่อสร้างน้ำมันปาล์มผสมไบโอดีเซล [30] ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มเป็นไปตามมาตรฐานยุโรป EN 14214 สำหรับไบโอดีเซล [29] ไบโอดีเซลที่เติมออกซิเจนด้วยไฮโดรเจนถูกผลิตขึ้นโดยกระบวนการไฮโดรจีโนไลซิสของไขมันโดยตรงให้เป็นอัลเคนและโพรเพน โรงงานไบโอดีเซลน้ำมันปาล์มที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือโรงงานไบโอดีเซลน้ำมัน Neste Oil ที่ดำเนินการโดยฟินแลนด์ในสิงคโปร์ ซึ่งเปิดในปี 2011 และผลิตไบโอดีเซล NEXBTL เติมออกซิเจน [31]


ขยะอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นจากการแปรรูปปาล์มน้ำมัน รวมทั้งกะลาปาล์มน้ำมันและพวงผลปาล์มน้ำมัน ก็สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้เช่นกัน ของเสียนี้สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพได้ [32] นอกจากนี้ น้ำมันปาล์มที่ใช้ทอดอาหารสามารถเปลี่ยนเป็นเมทิลเอสเทอร์สำหรับไบโอดีเซลได้ น้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วจะได้รับการบำบัดทางเคมีเพื่อสร้างไบโอดีเซลที่คล้ายกับปิโตรเลียมดีเซล[33]


ในการดูแลบาดแผล[แก้ไข]


แม้ว่าน้ำมันปาล์มจะถูกนำไปใช้กับบาดแผลเนื่องจากคาดว่าจะมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ แต่การวิจัยไม่ได้ยืนยันประสิทธิผลของน้ำมันปาล์ม


ตามรายงานของ Oil World Trade Journal ในปี 2008 การผลิตน้ำมันและไขมันทั่วโลกอยู่ที่ 160 ล้านตัน น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์มเป็นปัจจัยร่วมกันที่ใหญ่ที่สุด โดยคิดเป็น 48 ล้านตันหรือ 30% ของผลผลิตทั้งหมด น้ำมันถั่วเหลืองมาเป็นอันดับสองด้วย 37 ล้านตัน (23%) น้ำมันและไขมันประมาณ 38% ที่ผลิตในโลกถูกส่งข้ามมหาสมุทร จากการส่งออกน้ำมันและไขมัน 60.3 ล้านตันทั่วโลก น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์มมีสัดส่วนเกือบ 60% มาเลเซียซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดถึง 45% ครองการค้าน้ำมันปาล์ม


ข้อบังคับเกี่ยวกับฉลากอาหาร[แก้]


ก่อนหน้านี้ น้ำมันปาล์มสามารถระบุเป็น "ไขมันพืช" หรือ "น้ำมันพืช" บนฉลากอาหารในสหภาพยุโรป (EU) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2014 เป็นต้นไป บรรจุภัณฑ์อาหารในสหภาพยุโรปจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้คำว่า "ไขมันพืช" หรือ "น้ำมันพืช" ในรายการส่วนผสมอีกต่อไป ผู้ผลิตอาหารจะต้องระบุประเภทของไขมันพืชที่ใช้โดยเฉพาะ รวมทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำมันพืชและไขมันสามารถจัดกลุ่มรวมกันในรายการส่วนผสมภายใต้คำว่า "น้ำมันพืช" หรือ "ไขมันพืช" ได้ แต่ต้องตามด้วยชนิดของพืช (เช่น ปาล์ม ทานตะวัน หรือเรพซีด) และวลี "ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน" ".[53]


โภชนาการและสุขภาพ[แก้]


น้ำมันปาล์มเป็นแหล่งแคลอรีที่สำคัญและเป็นอาหารหลักในชุมชนยากจน[54][55][56] อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่และอยู่ภายใต้การวิจัยอย่างต่อเนื่อง


น้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ที่บริโภคเป็นอาหารคือน้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ออกซิไดซ์ในระดับหนึ่งแทนที่จะอยู่ในสภาพที่สด และการเกิดออกซิเดชันนี้ดูเหมือนจะรับผิดชอบต่อความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคน้ำมันปาล์ม[57]


โรคหัวใจและหลอดเลือด[แก้]


งานวิจัยหลายชิ้นเชื่อมโยงน้ำมันปาล์มกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการศึกษาในปี 2548 ที่ดำเนินการในคอสตาริกาซึ่งระบุว่าการใช้น้ำมันปาล์มที่ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวายได้[58] และการวิเคราะห์ในปี 2554 จาก 23 ประเทศซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้ำมันปาล์มแต่ละกิโลกรัมที่เติมลงในอาหารทุกปีนั้นมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้น (68 รายเสียชีวิตต่อ 100,000 ราย) แม้ว่าการเพิ่มขึ้นจะน้อยกว่ามากในประเทศที่มีรายได้สูง[ 59]


กรดปาลมิติก[แก้]


จากการศึกษาที่รายงานโดยศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อสาธารณประโยชน์ (CSPI) การบริโภคกรดปาลมิติกมากเกินไป ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 44 ของน้ำมันปาล์ม ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และอาจนำไปสู่โรคหัวใจ[ 60] CSPI ยังรายงานด้วยว่าองค์การอนามัยโลกและสถาบันหัวใจ ปอด และโลหิตแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้สนับสนุนให้ผู้บริโภคจำกัดการบริโภคกรดปาลมิติกและอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หลักฐานที่เชื่อว่าการบริโภคกรดปาลมิติกเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยจัดอยู่ในหมวดหมู่หลักฐานเดียวกันของกรดไขมันแอสทรานส์[61]


อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในปี 1993 ที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ พบว่าการบริโภคกรดปาลมิติกดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบต่อระดับคอเลสเตอรอลเมื่อการบริโภคโคเลสเตอรอลในแต่ละวันต่ำกว่า 400 มก. ต่อวัน


การเปรียบเทียบไขมันทรานส์[แก้]


เพื่อตอบสนองต่อรายงานเชิงลบเกี่ยวกับน้ำมันปาล์ม ผู้ผลิตอาหารจำนวนมากเปลี่ยนไปใช้น้ำมันพืชที่เติมไฮโดรเจนในผลิตภัณฑ์ของตน ซึ่งยังต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาถึงผลกระทบของน้ำมันเหล่านี้ต่อสุขภาพอีกด้วย[63] การศึกษาในปี 2549 ซึ่งสนับสนุนโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติและบริการวิจัยการเกษตรของ USDA สรุปว่าน้ำมันปาล์มไม่ใช่สิ่งทดแทนที่ปลอดภัยสำหรับไขมันที่เติมไฮโดรเจนบางส่วน (ไขมันทรานส์) ในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากน้ำมันปาล์มส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ในระดับความเข้มข้นของเลือดของ LDL คอเลสเตอรอลและ apolipoprotein B เช่นเดียวกับไขมันทรานส์[27][64] อย่างไรก็ตาม ตามรายงานสองฉบับที่ตีพิมพ์ในปี 2010 โดย Journal of the American College of Nutrition น้ำมันปาล์มเป็นการทดแทนน้ำมันพืชที่เติมไฮโดรเจนอีกครั้ง[63] และทดแทนน้ำมันพืชที่เติมไฮโดรเจนบางส่วนตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งไขมันทรานส์ที่สำคัญ [65]


เปรียบเทียบกับไขมันอิ่มตัวของสัตว์[แก้ไข]


ไขมันอิ่มตัวบางชนิดไม่มีผลต่อโคเลสเตอรอลเท่ากัน[66] จากการศึกษาพบว่าการบริโภคปาล์มโอเลอีน (ซึ่งไม่อิ่มตัวมากกว่า) ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งที่มาของไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันมะพร้าว ผลิตภัณฑ์จากนม และไขมันสัตว์[67]


ในปี พ.ศ. 2539 ดร.เด็คเกอร์แห่งโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ เน้นว่าไขมันอิ่มตัวในตำแหน่ง sn-1 และ -3 ของไตรเอซิลกลีเซอรอลแสดงรูปแบบการเผาผลาญที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีการดูดซึมต่ำ ไขมันในอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่ง sn-1 และ -3 (เช่น เนยโกโก้ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม) มีผลทางชีวภาพที่แตกต่างกันมากกับไขมันที่ไขมันอิ่มตัวอยู่ในตำแหน่ง sn-2 เป็นหลัก (เช่น ,ไขมันนมและน้ำมันหมู). ความแตกต่างในตำแหน่งของกรดไขมัน Stereospecific ควรพิจารณาที่สำคัญในการออกแบบและการตีความการศึกษาโภชนาการไขมันและในการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารพิเศษ[68]


อะโครลีน[แก้]


การศึกษาในปี 2552[69] ทดสอบอัตราการปล่อยอะโครลีน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สลายตัวที่เป็นพิษและมีกลิ่นเหม็นจากกลีเซอรอล จากการทอดมันฝรั่งในน้ำมันปาล์มแดง มะกอก และน้ำมันดอกทานตะวันที่ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ผลการศึกษาพบว่าอัตราการปล่อยอะโครลีนสูงขึ้นจากน้ำมันดอกทานตะวันที่ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าน้ำมันปาล์มสีแดงเป็น "ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว") และอัตราที่ต่ำกว่าจากทั้งน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะกอก องค์การอนามัยโลกกำหนดปริมาณอะโครลีนในช่องปากที่ยอมรับได้ 7.5 มก./วัน ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แม้ว่าอะโครลีนจะเกิดในเฟรนช์ฟรายส์ แต่ระดับดังกล่าวมีเพียงไม่กี่ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ผลการศึกษาในปี 2011 สรุปว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพจากอะโครลีนในอาหารนั้นไม่น่าเป็นไปได้[70]




น้ำมันมะพร้าวได้รับความสนใจมากที่สุด ในขณะที่น้ำมันปาล์มมักถูกมองข้ามไป น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มีรสชาติที่ค่อนข้างแตกต่าง แต่ก็เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย และเข้ากันได้ดีกับทั้งอาหารคาวและหวาน น้ำมันปาล์ม โดยเฉพาะพันธุ์สีแดงบริสุทธิ์ที่ได้รับความสนใจจากผลกระทบด้านสุขภาพในเชิงบวก ก็มีรสชาติที่ต่างกันออกไป แต่ก็เป็นสิ่งที่หลายคนไม่ชอบ อาจเป็นเพราะไม่คุ้นเคย (ในสหรัฐฯ อย่างน้อยก็ปาล์มทั่วโลก น้ำมันเป็นน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย) กับเพดานปากของเรา Scott Kustes มีแขกโพสต์พูดคุยเกี่ยวกับน้ำมันเขตร้อน แต่ฉันคิดว่ามันคงจะดีที่จะให้ไพรเมอร์สั้น ๆ ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับน้ำมันปาล์มหลายชนิด


 

Palm Oil

Palm oil is extracted from the flesh of the plum-sized palm fruit. In the better brands, the processing that goes into the extraction isn’t overly invasive, and people have been doing it in roughly the same manner (the scale of operations has changed, of course). The main steps, for both small and large operations:

  • Separation of individual fruits (palm fruits grow in bunches).
  • Softening up the flesh.
  • The pressing of the fruit.
  • The purification of the resultant oil.

Now, step four is where everything changes. If you want to make an ultra-refined product for shipping to the masses, you subject the raw oil to a purification process that renders the oil white and nearly flavorless. This highly-refined palm oil, as long as it hasn’t been hydrogenated (partially or otherwise), is a great choice for relatively high heat stir frying, but you will be losing some nutritional value (see Red Palm Oil below). Refined palm oil is about 50% saturated fat, 39% monounsaturated fat, and only around 11% polyunsaturated fat, making it stable for cooking (and storage) and semisolid at room temperature. Feel free to use this as a primary cooking oil.

Palm Kernel Oil

Palm kernel oil comes from the same fruit and the same tree, only this time the oil’s coming from the seeds of the plant – or the kernel. Health officials are quick to warn against excess consumption of palm kernel oil owing to its much higher saturated fat levels, which is usually our cue to do the exact opposite. Palm kernel oil is highly saturated (around 80% SFA, 15% MUFA, and 2.5% PUFA), making it fantastic for high heat cooking. It’s very similar to coconut oil. I haven’t tried it myself, and I can’t get word either way about the flavor, so I’m unclear as to how it differs from normal refined palm oil beyond the fatty acid profile. Anyone know?

Red Palm Oil

This is the virgin, unrefined stuff. Palm oil is naturally reddish, and it comes chock full of vitamins and antioxidants. When palm oil is highly refined, though, it loses its color and taste right along with the inarguably beneficial effects. Vitamin E (may help prevent LDL oxidation), betacarotenes (many more than carrots or tomatoes), and co-enzyme Q10 (a major participant in cellular respiration) are all in red palm oil. Furthermore, the vitamin E in red palm oil is made up of both tocotrienols and tocopherols; the vitamin E in most foods is mainly tocopherol, which may be less effective than the tocotrienols abounding in red palm oil. Red palm oil does have a strong taste – according to one Portuguese explorer, “It smells of violets, tastes like olives and has a colour that blends foods together like saffron, but even all this can’t sufficiently describe its special qualities.” A bit of hyperbole? Perhaps. But the point is that you don’t want to be mixing this stuff with just anything; you might, for example, try this West African dish employing red palm oil.

Most health food stores should carry palm oil, both refined and red, and I know that Whole Foods definitely carries both. If there’s no Whole Foods in your area, check out any local co-ops or the smaller health food shops. On the online front, Tropical Traditions makes a great virgin red palm oil that can be ordered.

I think red palm oil is worth having around. For regular sautéing (eggs, for example), butter would probably work just fine, but certain cuisines use a lot of palm oil, and it’s great having options. Plus, it’s an extremely shelf stable fat. Use liberally and with great gusto!



Read more: http://www.marksdailyapple.com/palm-oil-nutrition/#ixzz3ody5HK5z

Generally, plant oils are more beneficial for health than animal fats, but palm oil is an exception. Palm oil comes from the fruit of the palm oil tree and is grown on large plantations in tropical places such as Indonesia and Malaysia. At room temperature, palm oil is the consistency of butter or shortening and is often used in place of them in baked goods and processed foods. The large amount of saturated fat and high number of calories it contains make palm oil a risky choice for your health.

See the 5 foods you should never eat over the age of 45
beyonddiet.com

High in Fat

Diets high in fats such as palm oil can lead to weight gain, heart problems and other chronic disease. Eating a proper amount of fat is essential to human health, but too much can be detrimental. According to the Institute of Medicine Food and Nutrition Board, adults eating a 2,000-calorie daily diet should consume no more than 44 to 78 grams of fat per day. One tablespoon of palm oil has 120 calories and 13.6 grams of fat. If using palm oil, do so sparingly with regard to the amount of calories and fat it contains.

Saturated Fat

Palm oil is particularly high in saturated fat. The University of Maryland Medical Center states that diets high in saturated fat can lead to an elevated cholesterol level and a build up of plaque in the arteries. Over time, this can lead to heart attack or stroke. Thus, it is recommended by the American Heart Association to eat no more than 16 grams of saturated fat per day for a daily diet of 2,000 calories. One tablespoon of palm oil has 6.7 grams of saturated fat. In just 2.5 tablespoons of palm oil, you would exceed the recommended daily maximum of saturated fat.

Cholesterol

Cholesterol comes from foods that you eat and also from our bodies, which naturally produces it from saturated fat. This means the more saturated fat you consume, the more building blocks your body has available to make cholesterol, leading to elevated levels and increased potential for health complications. According to food expert Marion Nestle, author of the book "What to Eat", palmitic acid is a type of saturated that makes up most of the fat in palm oil. She goes on to say in her book that this fat is "especially adept at raising cholesterol levels" and that "palm oils are decidedly worse than butter" for this reason.

Hypertension

In addition to causing weight gain and elevated cholesterol, consuming palm oil that has been heated may elevate blood pressure. A study published in the December 2011 issue of "Clinics" found that heating vegetable oil produces free radicals. Over time, free radicals can lead to chronic disease. In this study consuming heated palm oil was specifically linked to hypertension. However, when the palm oil was unheated and raw, no detrimental impact on blood pressure was seen. This means palm oil may be safer to consume in a raw, unheated, uncooked state.

 

น้ำมัน


ปาล์ม น้ำมันปาล์มสกัดจากเนื้อของผลปาล์มขนาดเท่าลูกพลัม ในแบรนด์ที่ดีกว่า การประมวลผลที่นำไปสู่การสกัดนั้นไม่ได้มีการบุกรุกมากเกินไป และผู้คนก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกันโดยประมาณ (แน่นอนว่าขนาดของการดำเนินงานเปลี่ยนไปแล้ว) ขั้นตอนหลักสำหรับการดำเนินการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่:


การแยกผลแต่ละผล (ผลปาล์มจะเติบโตเป็นกระจุก)


ทำให้เนื้อนุ่มขึ้น


การกดทับของผลไม้


การทำให้บริสุทธิ์ของน้ำมันที่ได้




ตอนนี้ ขั้นตอนที่สี่คือจุดที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป หากคุณต้องการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความปราณีตเป็นพิเศษสำหรับการขนส่งมวลชน คุณต้องนำน้ำมันดิบเข้าสู่กระบวนการทำให้บริสุทธิ์ซึ่งจะทำให้น้ำมันมีสีขาวและแทบไม่มีรส น้ำมันปาล์มที่ผ่านการกลั่นอย่างสูงนี้ ตราบใดที่ยังไม่ได้เติมไฮโดรเจน (บางส่วนหรืออย่างอื่น) เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการผัดด้วยความร้อนที่ค่อนข้างสูง แต่คุณจะสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการบางอย่าง (ดูน้ำมันปาล์มแดงด้านล่าง) น้ำมันปาล์มที่ผ่านการกลั่นเป็นไขมันอิ่มตัวประมาณ 50% ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 39% และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเพียง 11% เท่านั้น ทำให้มีความคงตัวในการปรุงอาหาร (และการเก็บรักษา) และกึ่งของแข็งที่อุณหภูมิห้อง อย่าลังเลที่จะใช้เป็นน้ำมันปรุงอาหารหลัก


น้ำมันเมล็ด


ในปาล์ม น้ำมันเมล็ดในปาล์มมาจากผลเดียวกันและต้นเดียวกัน แต่คราวนี้น้ำมันมาจากเมล็ดพืชหรือเมล็ดพืช เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับการบริโภคน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่มากเกินไป เนื่องจากมีระดับไขมันอิ่มตัวที่สูงกว่ามาก ซึ่งมักจะเป็นแนวทางของเราที่จะทำตรงกันข้าม น้ำมันเมล็ดในปาล์มมีความอิ่มตัวสูง (ประมาณ 80% SFA, 15% MUFA และ 2.5% PUFA) ทำให้เหมาะสำหรับการปรุงด้วยความร้อนสูง มันคล้ายกับน้ำมันมะพร้าวมาก ฉันไม่ได้ลองด้วยตัวเอง และฉันไม่สามารถพูดถึงรสชาติได้ทั้งสองแบบ ฉันก็เลยไม่ชัดเจนว่ามันต่างจากน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ทั่วไปนอกเหนือจากกรดไขมันอย่างไร ใครรู้บ้าง?


น้ำมันปาล์มแดง


นี่คือของบริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านการน้ำมันปาล์มมีสีแดงตามธรรมชาติและเต็มไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อน้ำมันปาล์มได้รับการกลั่นอย่างสูง มันจะสูญเสียสีและรสชาติของมันไปพร้อมกับผลประโยชน์ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ วิตามินอี (อาจช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของ LDL) เบต้าแคโรทีน (มากกว่าแครอทหรือมะเขือเทศ) และโคเอ็นไซม์ Q10 (ส่วนประกอบหลักในการหายใจระดับเซลล์) ล้วนอยู่ในน้ำมันปาล์มสีแดง นอกจากนี้ วิตามินอีในน้ำมันปาล์มสีแดงยังประกอบด้วยโทโคไตรอีนอลและโทโคฟีรอล วิตามินอีในอาหารส่วนใหญ่ส่วนใหญ่เป็นโทโคฟีรอล ซึ่งอาจมีประสิทธิภาพน้อยกว่าโทโคไตรอีนอลที่อุดมไปด้วยน้ำมันปาล์มสีแดง นักสำรวจชาวโปรตุเกสคนหนึ่งกล่าวว่าน้ำมันปาล์มสีแดงมีรสชาติที่เข้มข้น ตามที่นักสำรวจชาวโปรตุเกสคนหนึ่งกล่าวว่า “มันมีกลิ่นของสีม่วง รสชาติเหมือนมะกอก และมีสีที่ผสมผสานอาหารเข้าด้วยกันอย่างหญ้าฝรั่น แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่สามารถอธิบายคุณสมบัติพิเศษของมันได้อย่างเพียงพอ” อติพจน์เล็กน้อย? บางที. แต่ประเด็นคือคุณไม่ต้องการที่จะผสมสิ่งนี้กับอะไร ตัวอย่างเช่น คุณอาจลองอาหารแอฟริกาตะวันตกที่ใช้น้ำมันปาล์มแดง


ร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพส่วนใหญ่ควรมีน้ำมันปาล์มทั้งแบบกลั่นและสีแดง และผมทราบดีว่าโฮลฟู้ดส์มีทั้งสองอย่างอย่างแน่นอน หากไม่มี Whole Foods ในพื้นที่ของคุณ ให้ลองดูสหกรณ์ในพื้นที่หรือร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพเล็กๆ ที่หน้าออนไลน์ Tropical Traditions ผลิตน้ำมันปาล์มสีแดงบริสุทธิ์ที่สามารถสั่งซื้อได้


ฉันคิดว่าน้ำมันปาล์มสีแดงน่าซื้อไว้ สำหรับการผัดปกติ (เช่น ไข่) เนยอาจใช้ได้ดี แต่อาหารบางชนิดใช้น้ำมันปาล์มเป็นจำนวนมาก และเป็นตัวเลือกที่ดี นอกจากนี้ยังเป็นไขมันที่มีความเสถียรอย่างยิ่งยวด ใช้อย่างเสรีและเอร็ดอร่อย!




อ่านเพิ่มเติม: http://www.marksdailyapple.com/palm-oil-nutrition/#ixzz3ody5HK5z


โดยทั่วไป น้ำมันจากพืชมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าไขมันสัตว์ แต่น้ำมันปาล์มเป็นข้อยกเว้น น้ำมันปาล์มมาจากผลของต้นปาล์มน้ำมันและปลูกในพื้นที่สวนขนาดใหญ่ในเขตร้อน เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่อุณหภูมิห้อง น้ำมันปาล์มมีความคงตัวของเนยหรือชอร์ตเทนนิ่ง และมักใช้แทนในขนมอบและอาหารแปรรูป ไขมันอิ่มตัวจำนวนมากและแคลอรีสูงทำให้น้ำมันปาล์มเป็นทางเลือกที่เสี่ยงต่อสุขภาพของคุณ




ลิงก์ผู้สนับสนุน


5 อาหารที่คุณต้องไม่กิน


ดู 5 อาหารที่คุณไม่ควรกินเมื่ออายุเกิน 45


ปี Beyonddiet.com








สูงใน


อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีไขมันสูง เช่น น้ำมันปาล์ม อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่นๆ การรับประทานไขมันในปริมาณที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่การกินมากเกินไปอาจส่งผลเสียได้ ตามรายงานของ Institute of Medicine Food and Nutrition Board ผู้ใหญ่ที่รับประทานอาหาร 2,000 แคลอรีต่อวันควรบริโภคไขมันไม่เกิน 44 ถึง 78 กรัมต่อวัน น้ำมันปาล์ม 1 ช้อนโต๊ะมี 120 แคลอรีและไขมัน 13.6 กรัม หากใช้น้ำมันปาล์ม ให้คำนึงถึงปริมาณแคลอรีและไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น




ไขมันอิ่มตัว


น้ำมันปาล์มศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ระบุว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงอาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูงขึ้นและการสะสมของคราบพลัคในหลอดเลือดแดง เมื่อเวลาผ่านไป อาจทำให้หัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้ ดังนั้นจึงแนะนำโดย American Heart Association ให้กินไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 16 กรัมต่อวันสำหรับอาหาร 2,000 แคลอรีต่อวัน น้ำมันปาล์มหนึ่งช้อนโต๊ะมีไขมันอิ่มตัว 6.7 กรัม ในน้ำมันปาล์มเพียง 2.5 ช้อนโต๊ะ คุณจะเกินไขมันอิ่มตัวสูงสุดที่แนะนำต่อวัน




คอเลสเตอรอล


คอเลสเตอรอลมาจากอาหารที่คุณกินและจากร่างกายของเราซึ่งผลิตขึ้นตามธรรมชาติจากไขมันอิ่มตัว ซึ่งหมายความว่ายิ่งคุณบริโภคไขมันอิ่มตัวมากเท่าไร ร่างกายของคุณก็จะสามารถสร้างคอเลสเตอรอลได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ระดับที่สูงขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคแทรกซ้อนทางสุขภาพ แมเรียน เนสท์เล่ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารผู้เขียนหนังสือ "กินอะไรดี" ระบุว่ากรดปาลมิติกเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยไขมันส่วนใหญ่ในน้ำมันปาล์ม เธอกล่าวต่อไปในหนังสือของเธอว่าไขมันนี้ "เชี่ยวชาญในการเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง" และ "น้ำมันปาล์มนั้นแย่กว่าเนย" ด้วยเหตุผลนี้




ความดันโลหิตสูง


นอกจากจะทำให้น้ำหนักขึ้นและโคเลสเตอรอลสูงขึ้นแล้ว การบริโภคน้ำมันปาล์มที่ผ่านความร้อนแล้วอาจเพิ่มความดันโลหิตได้ การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน "คลินิก" ฉบับเดือนธันวาคม 2554 พบว่าน้ำมันพืชที่ให้ความร้อนทำให้เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อเวลาผ่านไป อนุมูลอิสระสามารถนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ ในการศึกษานี้การบริโภคน้ำมันปาล์มที่ให้ความร้อนมีความเชื่อมโยงกับความดันโลหิตสูงโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำมันปาล์มถูกทำให้ร้อนและดิบ ไม่พบผลเสียต่อความดันโลหิต ซึ่งหมายความว่าน้ำมันปาล์มอาจปลอดภัยกว่าในการบริโภคในสภาพที่ดิบ ไม่ผ่านความร้อน และไม่ปรุงสุก


 

 

INTRODUCTION Palm oil has been used in food preparation for over 5,000 years. Palm oil, obtained from the fruit of the oil palm tree, is the most widely produced edible vegetable oil in the world and it’s nutritional and health attributes have been well documented (Chandrasekharan et al. 2000). According to the Malaysian Oil Palm Statistics in 2005 (http: //www.tocotrienol.org/en/index/ news/58.html), it surpassed soybean oil as the most widely produced vegetable oil in the world. Palm oil is currently enjoying strong appeal worldwide as a cooking aid because it is free of artery-clogging trans-fats. Besides being cleaner and more stable, cooking with palm oil leaves the kitchen becomes less greasy and easy to clean. It is consumed worldwide as cooking oil, in making of margarine and shortening, apart from being used as an ingredient in fat blends and a vast array of food products. In the United States, palm oil’s principal edible use is as an ingredient in prepared foods (primarily baked goods). Food manufacturers choose palm oil because it has a distinct quality, requires little or no hydrogenation, and prolongs the shelf life of different products (Anonymous 2003). The palm fruit (Elaeis Guineensis) is the source of both palm oil (extracted from palm fruit) and palm kernel oil (extracted from the fruit seeds). Babassu oil is extracted from the kernels of the Babassu palm. Malaysia and Indonesia account for 83 percent of production and 89 percent of global exports. Oil Palm is grown as an industrial plantation crop, often (especially in Indonesia) on newly cleared rainforest or peat-swamp forests rather than on already degraded land or disused agricultural land. In Malaysia, the area devoted to Oil Palm has increased 12-fold to 13,500 square miles. The vast plantations that grow Oil Palm trees have contributed to the destruction of the rainforest and wildlife of Southeast Asia (http: // en.wikipedia.org/wiki/Palm_oil). PALM OIL Composition of Palm Oil The palm oil and palm kernel oil are high in saturated fatty acids, about 50% and 80% respectively and esterified with glycerol. The Oil palm gives its name to the 16 carbon saturated fatty acid palmitic acid; monounsaturated oleic acid is also a constituent of palm oil while palm kernel oil contains mainly lauric acid. Palm oil is the largest natural source of tocotrienol. Palm oil is also high in vitamin K and dietary magnesium. Napalm derives its name from naphthenic acid, palmitic acid and pyrotechnics or simply from a recipe using naphtha and palm oil. Table 1 shows fatty acids composition of palm oil and palm kernel oil. Palm oil contained about 10% linoleic acid, which is an unsaturated omega-6 fatty acid. Linoleic acid is one of the two essential fatty acids that humans require. Palm oil also contains small amounts of squalene (possible cholesterol lower- 198 ANALAVA MITRA AND SUTAPA MUKHERJEE ing and anti-cancer properties) and ubiquinone (energy booster). Besides Red palm oil is also rich in co-enzyme Q10. Antioxidants in Palm Oil Effects of Carotenoids: Crude palm oil is considered to be the richest natural source of carotenoids (about 15 times more than in carrots). The human body uses carotenoids as Vitamin A. Carotenoids also enhance immune function by a variety of mechanisms, and can improve cardiovascular health. Carotenoids also play an important potential role by acting as biological antioxidants, protecting cells and tissues from the damaging effect of free radicals. When on being exposed to pollutants in cigarette smoke, industrial pollution, stress, unbalanced diets, pesticide and insecticide residues in food and water, and many other negative environmental influences, one is also exposed to free radicals. A build-up of free radicals in the body is associated with degenerative diseases such as heart disease and cancer, as well as general ageing. It is, therefore, in one’s own best interest to ensure that to eat a diet rich in antioxidants that will prevent the damage that is done to bodies by free radicals. Red palm oil is a form of processed palm oil (deacidified and deodorised) which retains 80% of the original carotenoids, making it a remarkable source of Vitamin A. These natural antioxidants act as buffers against free radicals and are believed to play a protective role in cellular ageing, atherosclerosis, cancer, arthritis, and Alzheimer’s disease. Effects of Tocopherols and Tocotrienols: In fact, no other vegetable oil has as much Vitamin E as compared to palm oil (Chow 1992). Natural vitamin E exists in eight different forms or isomers, four tocopherols and four tocotrienols. Natural palm oil contains alfa, beta, gamma, and deltatocopherols and alfa, beta, gamma, and deltatocotrienols. Tocotrienols in Vitamin E have been found to have antioxidant and anti-cancer activities. Tocotrienols by its action on liver enzymes lowers blood cholesterol levels without reduction in good cholesterol (High Density Lipoprotein or HDL). Its antioxidant properties bring many benefits to the human body, such as preventing skin aging, preventing fat oxidation, reducing blood pressure etc. Human studies have shown that palm tocotrienols have the ability to reverse blockage of the carotid artery and platelet aggregation (the clumping together of cells) thereby reducing the risk of stroke, arteriosclerosis, and ischaemic heart diseases. Palm tocotrienols have been shown to be protective after a strenuous bout of exercise by preventing protein oxidation and lipid peroxidation. Tocotrienol-rich fraction of palm oil is capable of protecting brain against oxidative damage and thereby from the ensuing adverse alterations that accompany aging. Lipid peroxides in blood vessels and plasma show a positive correlation with blood pressure. The antioxidant ability of gamma-tocotrienol may prevent development of increased blood pressure by reducing lipid peroxides and enhancing the total antioxidant status, including superoxide dismutase activity. Melanoma, also on the increase, can be inhibited with the delta fraction of tocotrienols. When applied topically, vitamin E/tocotrienols is quickly absorbed into the deep layers of the skin. Gamma- and delta-tocotrienols derived from palm oil exhibit a strong activity against tumor promotion by inhibiting Epstein- Barr virus. The delta and gamma factions of tocotrienols can inhibit certain types of cancer, including both the estrogen- positive and estrogen-negative breast cancer cells. The inhibition of the growth of breast cancer cells by palm tocotrienols could have extraordinarily important clinical implications on world health. Not only can the palm tocotrienols prevent the growth of these unwanted cells, but they can also do this in the presence as well as in the absence of estradiol, thereby protecting against both hormone-related and other kinds of breast cancer. It is interesting to note that tocotrienols can inhibit or even kill normal cells, but only in extremely high amounts — just as most any Palm Oil Saturated acids- Palmitic (C16) 44.3%, Stearic (C18) 4.6%, Myristic (C14) 1.0% Mono Unsaturated acids- Oleic (C18) 38.7% Poly Unsaturated acids- Linoleic (C18) 10.5% Other/Unknown - 0.9% Table 1: Fatty acids composition of palm oil and palm kernel oil (Chow 1992) Palm Kernel Oil Saturated acids- Lauric (C12) 48.2%, Myristic (C14) 16.2%, Palmitic (C16) 8.4%, Capric (C10) 3.4%, Caprylic (C8 ) 3.3%, Stearic (C18) 2.5% Mono Unsaturated acids-Oleic (C18) 15.3% Poly Unsaturated acids-Linoleic (C18) 2.3% Other/Unknown 0.4% HEALTH EFFECTS OF PALM OIL 199 beneficial substance can be detrimental in excessive quantity. Malignant cells, on the other hand, are very sensitive to tocotrienols. In fact, the more cancerous the cell, the more susceptible it is to the destructive effects of tocotrienol, so very little is required to accomplish its favorable role of cancercell annihilation (Ebong et al. 1999). Benefits of Palm Oil Palm oil is consumed in the fresh state and/or at various levels of oxidation. Feeding experiments in various animal species and humans have highlighted the beneficial role of fresh palm oil to health. These benefits include reduction in the risk of arterial thrombosis and atherosclerosis, inhibition of cholesterol biosynthesis and platelet aggregation, and reduction in blood pressure. However, on being used in the oxidized state possesses potential dangers to the physiological and biochemical functions of the body. Oxidized palm oil induces an adverse effect on plasma lipid profile, free fatty acids, phospholipids and cerebrosides. Additionally, oxidized palm oil induces reproductive toxicity and organ toxicity particularly of the kidneys, lungs, liver and heart. Available evidence suggests that at least part of the oxidized oil impact on health is due to generation of toxicants due to oxidation. The reduction of the dietary level of oxidized oil and/ or the level of oxidation may reduce the health risk (Ebong et al. 1999). A study by a group of researchers in China comparing palm, soybean, peanut oils and lard showed that palm oil actually increased the levels of good cholesterol and reduced the levels of bad cholesterol in the blood (Zhang et al. 1997 cited by Koh 2007). A study by Hornstra in 1990 also showed similar results. Zhang et al. (1997) found that in normo and hypercholesterolemic subjects, the use of palm oil in the diet should be safe and will not increase the risk of Cerebro Vascular Disease (CVD). Toxicological and pharmacological studies show that supplementation with palm tocotrienols up to 2,500 milligrams per day per kilogram of body weight does not produce any significant side effects. Although higher levels can be used for therapeutic purposes, those who want to enhance their antioxidant intake can use 30 to 50 milligrams of tocotrienols daily. Additional phyto-nutrients, designed by some of our best formulators, provide synergy for the palm tocotrienols (http: / /www.bettykamen.com/newsletters/palmoil.htm). Controversies of Palm Oil For many years now, it has been established that the primary cholesterol-elevating fatty acids are the saturated fatty acids with 12 (lauric acid), 14 (myristic acid) and 16 (palmitic acid) carbon atoms with a concomitant increase in the risk of coronary heart disease. The World Health Organization in its report (2003) states that there is convincing evidence that palmitic oil consumption contributes to an increased risk of developing of cardiovascular diseases. In the past, palm oil was attacked as “saturated” since it contains 44% palmitic acid and 5% stearic acid, and thereby allegedly raises blood cholesterol and increases the risk of cardiovascular disease. However, a sizeable and growing body of scientific evidence indicates that palm oil’s effect on blood cholesterol is relatively neutral when compared to other fats and oils. Palm oil raises plasma cholesterol only when an excess of dietary cholesterol is presented in the diet. Two meta-analysis have examined the effect of palmitic acid (found in palm oil) on serum cholesterol. In a 1997 study based on 134 clinical studies, British researchers concluded that, compared to carbohydrates, palmitic acid raises blood cholesterol levels (Clarke et al. 1997). In 2003, Dutch scientists conducted a meta-analysis of 35 clinical studies (Mensink et al. 2003) and examined what many experts consider the best indicator of heart-disease risk: the ratio of total cholesterol to HDL cholesterol (Institute of Medicine, National Academies 2002). Palmitic acid increased the total: HDL cholesterol ratio more than other saturated fatty acids, including lauric acid and myristic acid, which are abundant in palm kernel oil and coconut oil; the other highly saturated tropical oil (Enig 1993). Palm oil increases the total: HDL cholesterol ratio more than the average U.S. or British dietary fat (Jensen et al. 1999; Keys et al. 1957). That finding indicates that, in terms of blood cholesterol, palm oil is somewhat more harmful than the average U.S. dietary fat and much more harmful than such liquid oils as olive, soy, and canola. The World Health Organization has stated that there is “convincing evidence” that palmitic acid increases the risk of cardiovascular disease (World Health Organization 2003). A number of pre-1990 human feeding studies 200 ANALAVA MITRA AND SUTAPA MUKHERJEE reported that palm oil diets resulted in lower serum cholesterol levels than pre-study values. Indeed, scientists concluded that these studies, although not specifically designed to study palm oil, have revealed that a palm oil diet lowered plasma cholesterol compared with the starting periods during which the subjects were eating their habitual Western diets. These conclusions were questioned because the studies were not designed to measure the effects of palm oil. But subsequent studies, specifically designed to evaluate palm oil, confirmed that palm oil’s impact on serum lipid and lipoprotein profiles compares favorably to corn oil, lightly hydrogenated soybean oil, and olive oil. Thus, palm oil’s impact on serum lipids is more like a monounsaturated than saturated oil. Palm oil contains a high percentage of monounsaturates (40%). Palm oil’s saturated fatty acids are palmitic (44%) and stearic (5%), which do not appear to elevate blood cholesterol in people with cholesterol levels within normal ranges. Palm oil stimulates the synthesis of protective HDL cholesterol and removal of harmful Low Density Lipoprotein (LDL) cholesterol. Palm oil is rich in vitamin E, (particularly tocotrienols), which appear to reduce serum cholesterol concentrations (Ebong et al. 1999). Ancel Keys is largely responsible for starting the anti-saturated fat agenda in the United States. From 1953 to 1957 Keys made a series of statements regarding the atherogenicity of fats. These pronouncements were: “All fats raise serum cholesterol; Nearly half of total fat comes from vegetable fats and oils; No difference between animal and vegetable fats in effect on Coronary Heart Disease (CHD) (1953); Type of fat makes no difference; Need to reduce margarine and shortening (1956); All fats are comparable; Saturated fats raise and polyunsaturated fats lower serum cholesterol; Hydrogenated vegetable fats are the problem; Animal fats are the problem.” Recently, an editorial by Harvard’s Walter Willett, in the American Journal of Public Health (1990) acknowledged that even though “the focus of dietary recommendations is usually a reduction of saturated fat intake, no relation between saturated fat intake and risk of CHD was observed in the most informative prospective study to date.” Another editorial, this time by Framingham’s William P. Castelli in the Archives of Internal Medicine (1992), declared for the record that “...in Framingham, Mass, the more saturated fat one ate, the more cholesterol one ate, the more calories one ate, the lower the person’s serum cholesterol... the opposite of what the equations provided by Hegsted et al. (1965) and Keys et al. (1957) would predict...” Castelli (1992) further admitted that “...in Framingham, for example, we found that the people who ate the most cholesterol, ate the most saturated fat, ate the most calories, weighed the least, and were the most physically active”. Dietary fat and CHD Dietary fat is principally composed of triacylglycerol (TAG). Therefore, following digestion of a meal, there is a significant increase in the plasma TAG concentration. Prospective epidemiological studies show that plasma TAG, especially the non-fasting level is an important factor in the pathogenesis of coronary heart disease (CHD) (Roche 2000). A positive correlation between plasma TAG levels and CHD risk has been found in women, diabetics, the Japanese and those with elevated LDL or decreased HDLC levels (Betterbridge 1999; Mann 1993). An Israeli study suggests that elevated plasma TAG levels are an independent risk factor for mortality among CHD patients (Vogel et al. 1997). Elevation of post-prandial TAG rich plasma lipoproteins and suppression of HDL-C concentrations are considered potentially atherogenic (Patsch 1994). Several clinical studies have shown that elevated levels of TAG rich lipoprotein and its remnants during the post-prandial phase of lipid metabolism are related to the presence and progress of coronary atherosclerosis (Cohn 1994; Roche and Gibney 1995). Atherosclerosis and thrombosis are the two key patho-physiological processes, which lead to the development of CHD. An excessive postprandial TAG response to a meal high in fat can be due to over production of TAG rich lipoproteins to inadequate lipolysis or to abnormalities in the metabolism of remnant lipoproteins. In the latter instance, the remnant lipoproteins will accumulate in the circulation. In this situation, chylomicrons remain in the circulation longer and interact with both LDL and HDL. Chylomicrons give their TAGs to the LDLs, which become smaller and denser, and more atherogenic (Patsch 1994). The HDLs also become over enriched with TAGs. The resultant HDLs are more susceptible to catabolism, whereby the liver removes the cardio protective HDL fraction from the circulation. These chylomicron remnants are a component of the atherosclerotic plaque; therefore HEALTH EFFECTS OF PALM OIL 201 excessive chylomicron remnant concentrations promote the process of atherogenesis (Slyper 1992). It is known that the quantity of dietary fat increases postprandial lipemia in a dose dependent manner and that the production and clearance of lipoproteins and lipoprotein derived remnants are affected by the composition of the diets. A prothrombotic state is produced by elevated post-prandial lipemia because a high concentration of TAG rich lipoprotein in the circulation activates coagulation factor VII (FVII). There are indications that dietary fat intake is a major determinant of factor VII activity (FVIIc). Postprandial TAG rich lipoprotein enhances postprandial FVIIc (Larsen et al. 1997). A positive relationship between FVIIc and CHD mortality has been demonstrated. Patients with CHD have high levels of FVIIc. The possible mechanisms involved could be that the plasma TAG concentration affects the concentration and catabolism of FVII and converts the inactive FVII (zymogen) to FVIIa. Altering the saturated: monounsaturated fatty acid (SFA: MUFA) ratio of an acute test meal does not influence the magnitude of post-prandial FVIIc (Marckman et al. 1990; Roche and Gibney 1997). Several studies have demonstrated that all the traditional coronary risk factors are associated with endothelial dysfunction, independent of the presence of CHD (Vogel et al. 1997). It has become increasingly clear that endothelial cells play important roles in the maintenance of the homeostatic balance in vivo and in the modulation of vascular function in health and disease. Ong et al. (1999) have reported that the consumption of a meal high in monounsaturated fat was associated with acute impairment of endothelial function (as measured by flow mediated reactivity of the brachial artery) when compared with a carbohydrate rich meal. It is pertinent in this context to note that a study in the US found that men with the highest level of saturated fatty acids had the lowest incidence of ischaemic stroke (Gillman et al. 1997). These findings once again reaffirm that fats and oils with different fatty acid compositions do not differ in their acute effects on plasma TAG and FVII levels. The present observations lend further testimony to the merits of Palm Oil in that it is comparable to the other oils in terms of its postprandial lipid response and effects on prothrombotic activity (Thomsen et al. 1999). In developing countries, vegetable oils are replacing animal fats because of the cost and health concerns and Palm Oil has become one of the major edible oils in the world (Chandrasekharan 1999). It is reassuring to know that the consumption of Palm Oil as a source of dietary fat does not pose any additional risks for coronary artery disease when consumed in realistic amounts as part of a healthy diet (Pedersen et al. 1999). Increasingly, over the past 40 years, the conception of diet has undergone major changes. Many of these changes involve changes of fats and oils. There has been an increasing supply of the partially hydrogenated trans-containing vegetable oils and a decreasing amount of the lauric acid-containing oils (Enig 1996). As a result, there has been an increased consumption of Tran’s fatty acids and linoleic acid and a decrease in the consumption of lauric acid. This type of change in diet has an effect on the fatty acids the body has available for metabolic activities. Although popular literature of epidemiological studies usually attribute an increased risk of coronary heart disease (CHD) to elevated levels of serum cholesterol, which in turn are thought to derive from a dietary intake of saturated fats and cholesterol (Mann 1993). But, saturated fats may be considered a major culprit for CHD only if the links between serum cholesterol and CHD and between saturated fat and serum cholesterol are each firmly established. Decades of large-scale tests and conclusions there from have supported to establish the first link. In fact, this relationship has reached the level of dogma. But the scientific basis for these relationships has now been challenged as resulting from large-scale misinterpretation and misrepresentation of the data (Enig 1993; Mann 1993; Smith 1991; Ravnskov 1995; Roche 2000). CONCLUSION Epidemiological studies usually attribute an increased risk of coronary heart disease (CHD) to elevated levels of serum cholesterol, which in turn are thought to derive from a dietary intake of saturated fats and cholesterol. Dietary fat is principally composed of triacylglycerol (TAG). Therefore, following digestion of a meal, there is a significant increase in the plasma TAG concentration. Prospective epidemiological studies show that plasma TAG, especially the nonfasting level is an important factor in the pathogenesis of coronary heart disease. In the past, palm oil was attacked as “saturated” since 202 ANALAVA MITRA AND SUTAPA MUKHERJEE it contains 44% palmitic acid and 5% stearic acid, and thereby allegedly raises blood cholesterol and increases the risk of cardiovascular disease. However, a sizeable and growing body of scientific evidence indicates that palm oil’s effect on blood cholesterol is relatively neutral when compared to other fats and oils. Palm oil raises plasma cholesterol only when an excess of dietary cholesterol is presented in the diet. Palm oil stimulates the synthesis of protective HDL cholesterol and removal of harmful LDL cholesterol. Palm oil is rich in vitamin E, (particularly tocotrienols), which appear to reduce serum cholesterol concentrations and has potent anti-oxidant effects.

อีกเล่ม

The health benefits of olive oil have been touted for many hundreds of years. More recently,coconut oil has become all the rage and hailed by many as the king of oils. But, whatever oil you choose – whether it’s olive, coconut, almond, canola, peanut, safflower, walnut, or even avocado oil – none compare to the powerful nutritional virtues of virgin organic red palm fruit oil. 

Bonus: The health benefits of red palm fruit oil can be achieved by incorporating only 1-2 tablespoons into your daily diet. 

Red Palm Fruit Oil vs. Palm Kernel Oil

Regarded as a sacred healing food by many civilizations, including the ancient Egyptians, crude or virgin red palm fruit oil should be regarded as one of the most nutritious edible oils in the world. It is not to be confused with palm kernel oil. It is derived from the fruit of the oil palm tree (Elaeis guineensis) and is referred to as "red palm oil" because of its rich dark red color in its unprocessed natural state. Palm kernel oil is derived from the seed or the kernel.

Palm fruit oil contains mainly palmitic and oleic acids and is about 50% saturated, while palm kernel oil contains mainly lauric acid and is more than 89% saturated. The general assumption that kernel oil and palm fruit oil are one in the same may have lead to one of the greatest oversights in modern nutrition. The stigma attached to the kernel has kept the fruit in the dark - at least until now. Virgin organic sustainable red palm fruit oil is otherwise a bona fide food. 

Palm kernel oil does not convey the same health benefits that red palm fruit oil does. The health benefits are only achieved due to the red color of the palm fruit oil that is attributed to its high content of carotenes, which include beta-carotene and lycopene. These powerhouse antioxidant nutrients are the same ones that give tomatoes and carrots and other fruits and vegetables their rich red and orange colors. What may shock you is that red palm fruit oil contains more that tomatoes or carrots. Red palm fruit oil is also densely packed with numerous tocotrienols – a powerful form of vitamin E.  

Processed palm oil does not contain cholesterol and behaves like hydrogenated fats (the dangerous trans-fatty acids) in packaged foods since it has “thickness” at room temperature. This makes it ideal for many food manufacturers to use in place of hydrogenated oils in their snack products. Processed foods can then be advertised as being "trans fat free" and "cholesterol free”. But, when red palm oil is refined and processed, the red color disappears and its nutritional and healing benefits are destroyed. Once it becomes part of a processed snack food, it no longer features the health benefits and powerful antioxidants found only in the raw palm oil.  

Red Palm Fruit Oil vs. Fish and Coconut Oils

But how does red palm fruit oil compare with fish oil you may ask? Frankly, comparing fish oilto red palm oil would be comparing apples to oranges.

The health benefits of fish oil come mainly from its high levels of omega-3 essential fatty acids known as EPA and DHA. These are incredibly important to our health. In fact, fish oils feature some of the most wide-reaching health benefits, and far and away have the most robust science to back claims related to heart, brain, and immune health and serve to manage inflammation better than any other oil. However, fish oil is extremely susceptible to high temperature, air and light – which is why you can't cook with it. Red palm fruit oil, on the other hand, is very stable.

Palm fruit oil contains less cholesterol-lowering “long-chain” omega-3 fatty acids than fish oil. What red palm oil contains, however, is a lot of “medium-chain” and “short-chain” fatty acids – both of which scientists recognize as healthy for us and necessary in moderation.

And while we're comparing, let’s look at an apple-to-apple scenario: coconut oil vs. red palm fruit oil. Even when you account for the marginally higher levels of medium chain triglyceride (MCT) levels that coconut oil has over palm, it is once again the carotenoid and tocotrienol antioxidants that give it a significant health advantage over coconut oil.

Heart Helper, Disease Fighter

Red palm oil has great science behind it for its beneficial role in fighting heart disease and high cholesterol. Over the past two decades, researchers have intensely studied red palm oil’s effect on cardiovascular health and the preliminary results initially baffled scientists.

At room temperature, this semi-solid oil seems as likely as lard to clog your arteries. But what might shock you to learn, as it has equally stunned researchers, is that although red palm fruit oil is indeed high in saturated fat, it actually protects against heart disease. Saturated fats behave like a thick molasses through the cardiovascular system, eventually contributing to plaque (atherosclerosis). But studies show that adding palm oil into the diet can remove plaque build-up in arteries and, therefore, reverse the process of plaque and prevent blockages. In fact, studies funded by the National Institutes of Health (NIH) have shown that a natural form of vitamin E called alfa tocotrienol, which is the form found in high amounts in red palm fruit oil, can help reduce the effects of stroke by 50% by protecting your brain’s nerve cells.

Removing plaque is not the only way red palm oil may protect against strokes and heart attacks. Red palm oil can also improve cholesterol values and also helps maintain proper blood pressure. Science now understands that inflammation in the artery lining is what warrants cholesterol to deposit in the first place. So, it makes sense that the protective effects come from the high antioxidant, anti-inflammatory content of the red palm oil which works to quench free radicals and keep inflammation under control.

But red palm oil’s benefits aren't exclusive to heart health. Research is showing that the antioxidant power of red palm oil can be of help in protecting against a variety of health problems, including osteoporosis, asthma, cataracts, macular degeneration, arthritis, and liver disease. It can even slow down the premature aging processes by protecting the skin against damaging UV rays.

But nothing ages us faster than being overweight. And, where traditional fats and oils like margarine, or other vegetable oils take a long time to break down for energy and are eventually stored as fat, red palm oil goes straight to liver and ignites metabolism. That means you’ll burn calories from fat much faster.

When it comes to your brain, the special form of vitamin-E (tocotrienol) in red palm oil stops destructive damage and improves blood flow to brain cells, which can also help to preventAlzheimer's disease and dementia.

The high antioxidant content of red palm oil makes it a potent anti-cancer food. Though tocotrienols can be found in rice bran, barley and wheat, red palm oil is the richest source of tocotrienol. Research suggests that this form of vitamin E may help fight skin, stomach, pancreas, liver, lung, colon, prostate, breast, and other cancers.

Additionally, research has shown that red palm oil promotes nutrient utilization, improves liver detoxification pathways and improves immune function.

Availability and Sustainability

By now, one question you may have is, “Where do I get some?” Actually, you can already purchase this at your local health food store. It gets imported from Malaysia, the world’s second largest producer of palm oil. 

Besides its known nutritional virtues, private enterprise has recognized palm oil’s other lucrative applications. 

With the price of crude oil and gas hitting an all-time record high through 2012, palm oil seems to have caught the attention of scientists and corporations as one of the few plausible sources of biodiesel. The concept that palm oil should be used as a renewable substitute for petroleum-derived diesel has already received criticism from various non-governmental organizations worldwide. 

The controversy is focused primarily on three issues: Extinction of orangutans, deforestation, and, particularly, the food vs. fuel dispute. Besides demolishing the habitat of one of the most wonderful creatures on earth, it is thought that the conversion of the crops currently used for food over to fuel would significantly decrease accessibility to those looking to use the oil for dietary purposes, increasing the number of undernourished people in the world.

A Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) was formed in 2004 to promote the growth and use of sustainable palm oil products. Where some researchers believe that the palm oil industry has the capacity to fulfill both demands, responsible people don't want to create negative environmental impact. So, on top of “virgin” and “organic” red palm fruit oil, we need to look for brands that produce the oil sustainably.

 

บทนำ น้ำมันปาล์มถูกนำมาใช้ในการเตรียมอาหารมานานกว่า 5,000 ปี น้ำมันปาล์มที่ได้จากผลของต้นปาล์มเป็นน้ำมันพืชที่บริโภคได้มากที่สุดในโลก และมีคุณสมบัติทางโภชนาการและสุขภาพที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นอย่างดี (Chandrasekharan et al. 2000) ตามสถิติปาล์มน้ำมันของมาเลเซียในปี 2548 (http: //www.tocotrienol.org/en/index/ news/58.html) พบว่าน้ำมันถั่วเหลืองมีการผลิตมากที่สุดในโลก ปัจจุบันน้ำมันปาล์มได้รับความนิยมอย่างมากจากทั่วโลกในฐานะตัวช่วยในการปรุงอาหาร เนื่องจากไม่มีไขมันทรานส์อุดตันในหลอดเลือด นอกจากจะสะอาดกว่าและมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว การปรุงอาหารด้วยน้ำมันปาล์มยังทำให้ห้องครัวมีคราบมันน้อยลงและทำความสะอาดได้ง่าย มีการบริโภคทั่วโลกในรูปของน้ำมันปรุงอาหาร ในการทำมาการีนและชอร์ตเทนนิ่ง นอกเหนือจากการใช้เป็นส่วนผสมในไขมันผสมและผลิตภัณฑ์อาหารมากมาย ในสหรัฐอเมริกา การใช้น้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารปรุงสำเร็จ ผู้ผลิตอาหารเลือกน้ำมันปาล์มเนื่องจากมีคุณภาพที่แตกต่างกัน ต้องการไฮโดรเจนเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย และยืดอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ต่างๆ (Anonymous 2003) ผลปาล์ม (Elaeis Guineensis) เป็นแหล่งของทั้งน้ำมันปาล์ม (สกัดจากผลปาล์ม) และน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (สกัดจากเมล็ดผลไม้) น้ำมัน Babassu สกัดจากเมล็ดของปาล์ม Babassu มาเลเซียและอินโดนีเซียคิดเป็นร้อยละ 83 ของการผลิตและร้อยละ 89 ของการส่งออกทั่วโลก ปาล์มน้ำมันปลูกเป็นพืชสวนอุตสาหกรรม บ่อยครั้ง (โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย) ในป่าฝนที่เพิ่งเคลียร์ใหม่หรือป่าพรุ มากกว่าบนที่ดินเสื่อมโทรมหรือพื้นที่เกษตรกรรมร้าง ในมาเลเซีย พื้นที่สำหรับปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น 12 เท่าเป็น 13,500 ตารางไมล์ พื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ที่ปลูกต้นปาล์มน้ำมันมีส่วนทำให้เกิดการทำลายป่าฝนและสัตว์ป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (http: // en.wikipedia.org/wiki/Palm_oil) น้ำมันปาล์ม องค์ประกอบของน้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์มมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ประมาณ 50% และ 80% ตามลำดับ และเอสเทอร์ด้วยกลีเซอรอล ปาล์มน้ำมันให้ชื่อแก่กรดปาล์มมิติกของกรดไขมันอิ่มตัวคาร์บอน 16 ชนิด; กรดโอเลอิกไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวยังเป็นส่วนประกอบของน้ำมันปาล์มในขณะที่น้ำมันเมล็ดในปาล์มมีกรดลอริกเป็นส่วนใหญ่ น้ำมันปาล์มเป็นแหล่งธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของโทโคไตรอีนอล น้ำมันปาล์มยังมีวิตามินเคสูงและแมกนีเซียมในอาหารอีกด้วย Napalm ได้ชื่อมาจากกรดแนฟทานิก กรดปาลมิติก และดอกไม้ไฟ หรือเพียงแค่มาจากสูตรที่ใช้แนฟทาและน้ำมันปาล์ม ตารางที่ 1 แสดงองค์ประกอบของกรดไขมันของน้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำมันปาล์มมีกรดไลโนเลอิกประมาณ 10% ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 6 ที่ไม่อิ่มตัว กรดไลโนเลอิกเป็นหนึ่งในสองกรดไขมันจำเป็นที่มนุษย์ต้องการ น้ำมันปาล์มยังมีสควาลีนจำนวนเล็กน้อย (อาจมีโคเลสเตอรอลต่ำกว่า 198 ANALAVA MITRA และ SUTAPA MUKHERJEE และคุณสมบัติต้านมะเร็ง) และยูบิควิโนน (สารเพิ่มพลังงาน) นอกจากนี้ น้ำมันปาล์มแดงยังอุดมไปด้วยโคเอ็นไซม์ Q10 สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันปาล์ม ผลกระทบของแคโรทีนอยด์: น้ำมันปาล์มดิบถือเป็นแหล่งแคโรทีนอยด์ตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด (มากกว่าในแครอทประมาณ 15 เท่า) ร่างกายมนุษย์ใช้แคโรทีนอยด์เป็นวิตามินเอ นอกจากนี้ แคโรทีนอยด์ยังช่วยเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันด้วยกลไกต่างๆ นานา และสามารถปรับปรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดได้ แคโรทีนอยด์ยังมีบทบาทสำคัญโดยทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทางชีวภาพ ปกป้องเซลล์และเนื้อเยื่อจากผลเสียหายของอนุมูลอิสระ เมื่อต้องสัมผัสกับมลพิษในควันบุหรี่ มลพิษทางอุตสาหกรรม ความเครียด อาหารที่ไม่สมดุล สารกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าแมลงตกค้างในอาหารและน้ำ และอิทธิพลด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลบอื่นๆ อีกมากมาย บุคคลหนึ่งจะได้รับอนุมูลอิสระด้วย การสะสมของอนุมูลอิสระในร่างกายมีความเกี่ยวข้องกับโรคความเสื่อม เช่น โรคหัวใจและมะเร็ง ตลอดจนความชราภาพทั่วไป ดังนั้นจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของตนเองเพื่อให้แน่ใจว่าการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะป้องกันความเสียหายที่ร่างกายได้รับจากอนุมูลอิสระ น้ำมันปาล์มสีแดงเป็นรูปแบบของน้ำมันปาล์มที่ผ่านการแปรรูป (ปราศจากกรดและขจัดกลิ่น) ซึ่งยังคงไว้ซึ่งแคโรทีนอยด์ดั้งเดิมถึง 80% ทำให้เป็นแหล่งวิตามินเอที่โดดเด่น สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ต่ออนุมูลอิสระและเชื่อว่ามีบทบาทในการป้องกัน ในการแก่ของเซลล์ หลอดเลือด มะเร็ง โรคข้ออักเสบ และโรคอัลไซเมอร์ ผลกระทบของโทโคฟีรอลและโทโคไตรอีนอล: อันที่จริง ไม่มีน้ำมันพืชชนิดใดที่มีวิตามินอีมากเท่ากับน้ำมันปาล์ม (Chow 1992) วิตามินอีธรรมชาติมีอยู่ในรูปแบบหรือไอโซเมอร์ที่แตกต่างกันแปดชนิด โทโคฟีรอลสี่ชนิด และโทโคไตรอีนอลสี่ชนิด น้ำมันปาล์มธรรมชาติประกอบด้วย alfa, beta, gamma และ deltatocopherols และ alfa, beta, gamma และ deltatocotrienols โทโคไตรอีนอลในวิตามินอีถูกพบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็ง Tocotrienols โดยการกระทำของเอนไซม์ตับช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดโดยไม่ลดคอเลสเตอรอลชนิดดี (High Density Lipoprotein หรือ HDL) คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของมันมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายมนุษย์ เช่น การป้องกันการแก่ของผิวหนัง การป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมัน ลดความดันโลหิต เป็นต้น จากการศึกษาในมนุษย์พบว่าโทโคไตรอีนอลในฝ่ามือสามารถย้อนกลับการอุดตันของหลอดเลือดแดงและการรวมตัวของเกล็ดเลือด ของเซลล์) จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และโรคหัวใจขาดเลือด โทโคไตรอีนอลจากปาล์มได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถป้องกันได้หลังจากออกกำลังกายหนักหน่วงด้วยการป้องกันการเกิดออกซิเดชันของโปรตีนและลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน น้ำมันปาล์มที่อุดมด้วยโทโคไตรอีนอลสามารถปกป้องสมองจากความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและด้วยเหตุนี้จากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ที่ตามมาซึ่งมาพร้อมกับความชรา ลิปิดเปอร์ออกไซด์ในหลอดเลือดและพลาสมามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความดันโลหิต ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของแกมมา-โทโคไตรอีนอลอาจป้องกันการพัฒนาของความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นโดยการลดไขมันเปอร์ออกไซด์และเพิ่มสถานะสารต้านอนุมูลอิสระทั้งหมด รวมทั้งกิจกรรมของซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส เมลาโนมาเพิ่มขึ้นเช่นกันสามารถยับยั้งได้ด้วยส่วนเดลต้าของโทโคไตรอีนอล เมื่อทาเฉพาะที่ วิตามินอี/โทโคไตรอีนอลจะถูกดูดซึมเข้าสู่ชั้นลึกของผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว แกมมาและเดลต้า-โทโคไตรอีนอลที่ได้จากน้ำมันปาล์มมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเนื้องอกโดยการยับยั้งไวรัส Epstein-Barr กลุ่มเดลต้าและแกมมาของโทโคไตรอีนอลสามารถยับยั้งมะเร็งบางชนิดได้ รวมทั้งเซลล์มะเร็งเต้านมที่มีเอสโตรเจนบวกและเอสโตรเจนเชิงลบ การยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมโดยโทโคไตรอีนอลในปาล์มอาจมีผลกระทบทางคลินิกที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของโลก โทโคไตรอีนอลจากปาล์มไม่เพียงแต่สามารถป้องกันการเติบโตของเซลล์ที่ไม่ต้องการเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำได้ทั้งในที่ที่มีและในกรณีที่ไม่มีเอสตราไดออล ดังนั้นจึงช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมทั้งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนและมะเร็งเต้านมชนิดอื่นๆ เป็นที่น่าสนใจที่จะสังเกตว่าโทโคไตรอีนอลสามารถยับยั้งหรือฆ่าเซลล์ปกติได้ แต่ในปริมาณที่สูงมากเท่านั้น เช่นเดียวกับกรดอิ่มตัวของน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ - Palmitic (C16) 44.3%, Stearic (C18) 4.6%, Myristic (C14) 1.0 % Mono Unsaturated acids- Oleic (C18) 38.7% Poly Unsaturated acids- Linoleic (C18) 10.5% Other/Unknown - 0.9% ตารางที่ 1: กรดไขมันองค์ประกอบของน้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (Chow 1992) น้ำมันเมล็ดในปาล์ม กรดอิ่มตัว- Lauric (C12) 48.2%, Myristic (C14) 16.2%, Palmitic (C16) 8.4%, Capric (C10) 3.4%, Caprylic (C8) 3.3%, Stearic (C18) 2.5% Mono Unsaturated acids-Oleic (C18) 15.3 % Poly Unsaturated acids-Linoleic (C18) 2.3% อื่นๆ/ไม่ทราบ 0.4% ผลกระทบต่อสุขภาพของ PALM OIL 199 สารที่เป็นประโยชน์สามารถเป็นอันตรายได้ในปริมาณที่มากเกินไป ในทางกลับกัน เซลล์มะเร็งมีความไวต่อโทโคไตรอีนอลมาก อันที่จริง ยิ่งเซลล์เป็นมะเร็งมากเท่าใด ก็ยิ่งไวต่อผลการทำลายของโทโคไตรอีนอลมากเท่านั้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นน้อยมากที่จะบรรลุบทบาทอันเป็นที่ชื่นชอบของการทำลายเซลล์มะเร็ง (Ebong et al. 1999) ประโยชน์ของน้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มมีการบริโภคในสภาพสดและ/หรือออกซิเดชันในระดับต่างๆ การทดลองให้อาหารสัตว์หลายชนิดและมนุษย์ได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่เป็นประโยชน์ของน้ำมันปาล์มสดต่อสุขภาพ ประโยชน์เหล่านี้รวมถึงการลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดและหลอดเลือด การยับยั้งการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลและการรวมตัวของเกล็ดเลือด และการลดความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม การใช้ในสภาวะออกซิไดซ์อาจมีอันตรายต่อการทำงานทางสรีรวิทยาและชีวเคมีของร่างกาย น้ำมันปาล์มที่ออกซิไดซ์ทำให้เกิดผลเสียต่อโปรไฟล์ไขมันในพลาสมา กรดไขมันอิสระ ฟอสโฟลิปิด และซีเรโบรไซด์ นอกจากนี้ น้ำมันปาล์มที่ออกซิไดซ์ยังก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์และความเป็นพิษต่ออวัยวะ โดยเฉพาะที่ไต ปอด ตับ และหัวใจ หลักฐานที่มีอยู่ชี้ให้เห็นว่าน้ำมันที่ออกซิไดซ์อย่างน้อยส่วนหนึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากการกำเนิดของสารพิษจากการเกิดออกซิเดชัน การลดระดับของน้ำมันออกซิไดซ์ในอาหารและ/หรือระดับของการเกิดออกซิเดชันอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ (Ebong et al. 1999) การศึกษาโดยกลุ่มนักวิจัยในประเทศจีนเปรียบเทียบปาล์ม ถั่วเหลือง น้ำมันถั่วลิสง และน้ำมันหมู พบว่าน้ำมันปาล์มเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดีจริง ๆ และลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในเลือด (Zhang et al. 1997 อ้างโดย Koh 2007) . การศึกษาโดย Hornstra ในปี 1990 ยังแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน จางและคณะ (พ.ศ. 2540) พบว่าในคนปกติและผู้ที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง การใช้น้ำมันปาล์มในอาหารควรปลอดภัยและจะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองตีบ (CVD) การศึกษาทางพิษวิทยาและเภสัชวิทยาแสดงให้เห็นว่าการเสริมโทโคไตรอีนอลในปาล์มสูงถึง 2,500 มิลลิกรัมต่อวันต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่มีนัยสำคัญ แม้ว่าระดับที่สูงขึ้นสามารถนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาได้ แต่ผู้ที่ต้องการเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสามารถใช้ tocotrienols 30 ถึง 50 มิลลิกรัมต่อวัน สารอาหารจากพืช (phyto-nutrients) เพิ่มเติม ซึ่งออกแบบโดยผู้คิดค้นสูตรที่ดีที่สุดของเรา ให้การผนึกกำลังสำหรับโทโคไตรอีนอลในปาล์ม (http: / /www.bettykamen.com/newsletters/palmoil.htm) ข้อโต้แย้งของน้ำมันปาล์ม เป็นเวลาหลายปีแล้วที่มีการพิสูจน์แล้วว่ากรดไขมันที่ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลหลักคือกรดไขมันอิ่มตัวที่มีคาร์บอนอะตอม 12 (กรดลอริก) 14 (กรดไมริสติก) และ 16 (กรดปาล์มมิติ) เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ในความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ องค์การอนามัยโลกในรายงาน (2003) ระบุว่ามีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าการบริโภคน้ำมันปาลมิติกมีส่วนทำให้เกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ในอดีต น้ำมันปาล์มถูกโจมตีว่า "อิ่มตัว" เนื่องจากมีกรดปาล์มมิติก 44% และกรดสเตียริก 5% จึงถูกกล่าวหาว่าเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ บ่งชี้ว่าผลของน้ำมันปาล์มต่อคอเลสเตอรอลในเลือดค่อนข้างเป็นกลางเมื่อเทียบกับไขมันและน้ำมันอื่นๆ น้ำมันปาล์มจะเพิ่มคอเลสเตอรอลในพลาสมาก็ต่อเมื่อมีการนำเสนอคอเลสเตอรอลในอาหารมากเกินไปในอาหาร การวิเคราะห์เมตาสองครั้งได้ตรวจสอบผลของกรดปาลมิติก (ที่พบในน้ำมันปาล์ม) ต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ในการศึกษาปี 1997 จากการศึกษาทางคลินิก 134 ครั้ง นักวิจัยชาวอังกฤษสรุปว่า เมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรต กรดปาลมิติกจะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด (Clarke et al. 1997) ในปี พ.ศ. 2546 นักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ได้ทำการวิเคราะห์เมตาดาต้าของการศึกษาทางคลินิก 35 ชิ้น (Mensink et al. 2003) และตรวจสอบสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนพิจารณาว่าเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ดีที่สุด: อัตราส่วนของคอเลสเตอรอลรวมต่อ HDL คอเลสเตอรอล (Institute of Medicine, National สถาบันการศึกษา 2002). กรด Palmitic เพิ่มขึ้น: อัตราส่วน HDL คอเลสเตอรอลมากกว่ากรดไขมันอิ่มตัวอื่น ๆ รวมถึงกรดลอริกและกรด myristic ซึ่งมีมากในน้ำมันเมล็ดในปาล์มและน้ำมันมะพร้าว น้ำมันเขตร้อนที่มีความอิ่มตัวสูงอื่น ๆ (Enig 1993) น้ำมันปาล์มช่วยเพิ่มปริมาณรวม: อัตราส่วน HDL คอเลสเตอรอลมากกว่าไขมันในอาหารเฉลี่ยของสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ (Jensen et al. 1999; Keys et al. 2500) การค้นพบดังกล่าวบ่งชี้ว่าในแง่ของคอเลสเตอรอลในเลือด น้ำมันปาล์มค่อนข้างเป็นอันตรายมากกว่าไขมันในอาหารโดยเฉลี่ยของสหรัฐฯ และเป็นอันตรายมากกว่าน้ำมันเหลว เช่น มะกอก ถั่วเหลือง และคาโนลา องค์การอนามัยโลกระบุว่ามี "หลักฐานที่น่าเชื่อถือ" ว่ากรดปาลมิติกเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (องค์การอนามัยโลก 2546) การศึกษาการให้อาหารมนุษย์ก่อนปี 1990 จำนวน 200 ANALAVA MITRA และ SUTAPA MUKHERJEE รายงานว่าอาหารน้ำมันปาล์มส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำกว่าค่าก่อนการศึกษา อันที่จริง นักวิทยาศาสตร์สรุปว่าการศึกษาเหล่านี้แม้ว่าจะไม่ได้ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการศึกษาน้ำมันปาล์ม แต่ได้เปิดเผยว่าอาหารน้ำมันปาล์มช่วยลดคอเลสเตอรอลในพลาสมาเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นที่อาสาสมัครรับประทานอาหารตะวันตกตามปกติ ข้อสรุปเหล่านี้ถูกตั้งคำถามเนื่องจากการศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวัดผลกระทบของน้ำมันปาล์ม แต่การศึกษาในภายหลัง ซึ่งออกแบบมาเพื่อประเมินน้ำมันปาล์มโดยเฉพาะ ยืนยันว่าผลกระทบของน้ำมันปาล์มต่อโปรไฟล์ไขมันในซีรัมและไลโปโปรตีนในซีรัมนั้นเปรียบได้กับน้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลืองเติมไฮโดรเจนเล็กน้อย และน้ำมันมะกอก ดังนั้น ผลกระทบของน้ำมันปาล์มต่อไขมันในซีรัมจึงเหมือนกับน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากกว่าน้ำมันอิ่มตัว น้ำมันปาล์มมีเปอร์เซ็นต์ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง (40%) กรดไขมันอิ่มตัวของน้ำมันปาล์ม ได้แก่ ปาล์มิติก (44%) และสเตียริก (5%) ซึ่งดูเหมือนจะไม่ยกระดับคอเลสเตอรอลในเลือดในผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลภายในช่วงปกติ น้ำมันปาล์มช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์ HDL โคเลสเตอรอลป้องกันและกำจัดคอเลสเตอรอลไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) ที่เป็นอันตราย น้ำมันปาล์มอุดมไปด้วยวิตามินอี (โดยเฉพาะโทโคไตรอีนอล) ซึ่งช่วยลดความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลในเลือด (Ebong et al. 1999) Ancel Keys ส่วนใหญ่รับผิดชอบในการเริ่มต้นวาระต่อต้านไขมันอิ่มตัวในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ถึง 2500 คีย์สได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการเกิดลิ่มเลือดของไขมัน คำพูดเหล่านี้คือ: “ไขมันทั้งหมดเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือด; เกือบครึ่งหนึ่งของไขมันทั้งหมดมาจากไขมันพืชและน้ำมัน ไม่มีความแตกต่างระหว่างไขมันจากสัตว์และพืชที่มีผลต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ (CHD) (1953); ประเภทของไขมันไม่แตกต่างกัน ต้องลดมาการีนและทำให้สั้นลง (1956); ไขมันทั้งหมดเปรียบได้ ไขมันอิ่มตัวเพิ่มและไขมันไม่อิ่มตัวลดคอเลสเตอรอลในเลือด ไขมันพืชที่เติมไฮโดรเจนเป็นปัญหา ไขมันสัตว์เป็นปัญหา” เมื่อเร็ว ๆ นี้บทบรรณาธิการโดยวอลเตอร์ วิลเล็ตต์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในวารสาร American Journal of Public Health (1990) ยอมรับว่าแม้ว่า “การให้ความสำคัญกับคำแนะนำด้านอาหารมักจะเป็นการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว แต่ก็ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคไขมันอิ่มตัวกับความเสี่ยงของ CHD ในการศึกษาในอนาคตที่มีข้อมูลมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน” บทบรรณาธิการอีกฉบับ โดยวิลเลียม พี. กัสเตลลีของ Framingham ใน Archives of Internal Medicine (1992) ได้ประกาศบันทึกว่า “...ใน Framingham, Mass ยิ่งกินไขมันอิ่มตัวมากเท่าไหร่ ยิ่งกินคอเลสเตอรอลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แคลอรี่ที่กินเข้าไป คอเลสเตอรอลในซีรั่มของคนก็จะยิ่งต่ำลง ตรงกันข้ามกับสมการที่ Hegsted et al. ให้มา (1965) และคีย์และคณะ (1957) จะทำนาย...” Castelli (1992) กล่าวเพิ่มเติมว่า “...ใน Framingham เช่น เราพบว่าคนที่กินคอเลสเตอรอลมากที่สุด กินไขมันอิ่มตัวมากที่สุด กินแคลอรี่มากที่สุด ชั่งน้ำหนัก น้อยที่สุดและมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากที่สุด” ไขมันในอาหารและ CHD ไขมันในอาหารประกอบด้วยไตรเอซิลกลีเซอรอล (TAG) เป็นหลัก ดังนั้นหลังจากการย่อยอาหาร ความเข้มข้นของ TAG ในพลาสมาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก การศึกษาทางระบาดวิทยาในอนาคตแสดงให้เห็นว่า TAG ในพลาสมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับที่ไม่อดอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (CHD) (Roche 2000) มีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างระดับ TAG ในพลาสมาและความเสี่ยงต่อ CHD ในสตรี ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชาวญี่ปุ่น และผู้ที่มี LDL สูงหรือระดับ HDLC ลดลง (Betterbridge 1999; Mann 1993) การศึกษาของอิสราเอลชี้ให้เห็นว่าระดับ TAG ในพลาสมาที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอิสระต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วย CHD (Vogel et al. 1997) การเพิ่มขึ้นของไลโปโปรตีนในพลาสมาที่อุดมด้วย TAG ภายหลังช่วงกลางวันและการปราบปรามของความเข้มข้น HDL-C ถือว่ามีโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือด (Patsch 1994) การศึกษาทางคลินิกหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าระดับที่สูงขึ้นของไลโปโปรตีนที่อุดมด้วย TAG และส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างขั้นตอนการเผาผลาญไขมันหลังการรับประทานอาหารกลางวันเกี่ยวข้องกับการมีอยู่และความก้าวหน้าของหลอดเลือดหัวใจ (Cohn 1994; Roche และ Gibney 1995) หลอดเลือดและการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเป็นกระบวนการทางสรีรวิทยาที่สำคัญสองประการซึ่งนำไปสู่การพัฒนาของ CHD การตอบสนองต่อ TAG ภายหลังตอนกลางวันที่มากเกินไปต่ออาหารที่มีไขมันสูงอาจเกิดจากการผลิตไลโปโปรตีนที่อุดมด้วย TAG มากเกินไปจนทำให้เกิดการสลายไขมันที่ไม่เพียงพอหรือความผิดปกติในการเผาผลาญของไลโปโปรตีนที่เหลือ ในกรณีหลัง ไลโปโปรตีนที่เหลือจะสะสมอยู่ในกระแสเลือด ในสถานการณ์เช่นนี้ ไคโลไมครอนจะยังคงหมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้นและมีปฏิสัมพันธ์กับทั้ง LDL และ HDL Chylomicrons ให้ TAGs แก่ LDL ซึ่งมีขนาดเล็กลงและหนาแน่นขึ้น และทำให้เกิด atherogenic มากขึ้น (Patsch 1994) HDLs ยังอุดมไปด้วย TAG อีกด้วย HDL ที่เป็นผลลัพธ์จะไวต่อปฏิกิริยาแคแทบอลิซึม โดยที่ตับจะขจัด HDL ที่ป้องกันคาร์ดิโอออกจากการไหลเวียน เศษไคโลไมครอนเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของแผ่นโลหะ atherosclerotic; ดังนั้นผลต่อสุขภาพของน้ำมันปาล์ม 201 ความเข้มข้นที่เหลือของไคโลไมครอนที่มากเกินไปจะส่งเสริมกระบวนการของการเกิดหลอดเลือด (Slyper 1992) เป็นที่ทราบกันดีว่าปริมาณไขมันในอาหารจะเพิ่มระดับไขมันในเลือดภายหลังตอนกลางวันในลักษณะที่ขึ้นกับขนาดยา และการผลิตและการขจัดไลโปโปรตีนและส่วนที่เหลือจากไลโปโปรตีนจะได้รับผลกระทบจากองค์ประกอบของอาหาร ภาวะ prothrombotic เกิดจาก lipemia ภายหลัง prandial ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากความเข้มข้นสูงของ TAG lipoprotein ที่อุดมไปด้วย TAG ในระบบไหลเวียนจะกระตุ้นปัจจัยการแข็งตัวของเลือด VII (FVII) มีข้อบ่งชี้ว่าการบริโภคไขมันในอาหารเป็นตัวกำหนดสำคัญของกิจกรรมของปัจจัย VII (FVIIc) ไลโปโปรตีนที่อุดมด้วย TAG ภายหลังตอนกลางวันช่วยเพิ่ม FVIIc หลังคลอด (Larsen et al. 1997) มีการแสดงความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการเสียชีวิตจาก FVIIc และ CHD ผู้ป่วย CHD มี FVIIc สูง กลไกที่เป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องอาจเป็นได้ว่าความเข้มข้นของ TAG ในพลาสมาส่งผลต่อความเข้มข้นและการสลายตัวของ FVII และแปลง FVII (ไซโมเจน) ที่ไม่ใช้งานเป็น FVIIa การเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนอิ่มตัว: อัตราส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (SFA: MUFA) ของอาหารทดสอบแบบเฉียบพลันไม่มีผลต่อขนาดของ FVIIc ภายหลังตอนกลางวัน (Marckman et al. 1990; Roche and Gibney 1997) การศึกษาหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจในแบบดั้งเดิมทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของบุผนังหลอดเลือด โดยไม่ขึ้นกับการปรากฏตัวของ CHD (Vogel et al. 1997) มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเซลล์บุผนังหลอดเลือดมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของสภาวะสมดุลในร่างกายในร่างกาย และในการปรับการทำงานของหลอดเลือดในสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บ องและคณะ (1999) รายงานว่าการบริโภคอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงมีความสัมพันธ์กับการด้อยค่าอย่างเฉียบพลันของการทำงานของเยื่อบุผนังหลอดเลือด (วัดโดยปฏิกิริยาที่เกิดจากการไหลของหลอดเลือดแดงแขน) เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในบริบทนี้ที่จะต้องสังเกตว่าการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้ชายที่มีกรดไขมันอิ่มตัวในระดับสูงสุดมีอุบัติการณ์ของโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดต่ำที่สุด (Gillman et al. 1997) การค้นพบนี้ยืนยันอีกครั้งว่าไขมันและน้ำมันที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันต่างกันไม่แตกต่างกันในผลกระทบเฉียบพลันต่อระดับ TAG ในพลาสมาและ FVII การสังเกตในปัจจุบันให้หลักฐานเพิ่มเติมถึงข้อดีของน้ำมันปาล์มว่าเทียบได้กับน้ำมันชนิดอื่นๆ ในแง่ของการตอบสนองของไขมันในเวลากลางวันและผลกระทบต่อกิจกรรมการเกิดลิ่มเลือด (Thomsen et al. 1999) ในประเทศกำลังพัฒนา น้ำมันพืชกำลังเข้ามาแทนที่ไขมันสัตว์เนื่องจากปัญหาด้านต้นทุนและสุขภาพ และน้ำมันปาล์มได้กลายเป็นหนึ่งในน้ำมันบริโภคที่สำคัญของโลก (จันทรเสกขรรค์ 2542) มั่นใจได้ว่าการบริโภคน้ำมันปาล์มเป็นแหล่งของไขมันในอาหารไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อโรคหลอดเลือดหัวใจเมื่อบริโภคในปริมาณที่เป็นจริงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเพื่อสุขภาพ (Pedersen et al. 1999) ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องอาหารมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของไขมันและน้ำมัน มีอุปทานน้ำมันพืชทรานส์ที่เติมไฮโดรเจนบางส่วนเพิ่มขึ้น และน้ำมันที่มีกรดลอริกในปริมาณที่ลดลง (Enig 1996) เป็นผลให้มีการบริโภคกรดไขมันทรานและกรดไลโนเลอิกเพิ่มขึ้นและการบริโภคกรดลอริกลดลง การเปลี่ยนแปลงอาหารประเภทนี้ส่งผลต่อกรดไขมันที่ร่างกายมีต่อกิจกรรมการเผาผลาญ แม้ว่าวรรณกรรมยอดนิยมของการศึกษาทางระบาดวิทยามักจะให้เหตุผลว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (CHD) ต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงขึ้น ซึ่งเชื่อกันว่ามาจากการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล (Mann 1993) แต่ไขมันอิ่มตัวอาจถือเป็นสาเหตุของโรค CHD ได้ก็ต่อเมื่อความเชื่อมโยงระหว่างคอเลสเตอรอลในเลือดกับ CHD และระหว่างไขมันอิ่มตัวกับคอเลสเตอรอลในซีรัมนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา ทศวรรษของการทดสอบขนาดใหญ่และข้อสรุปที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อสร้างลิงก์แรก อันที่จริง ความสัมพันธ์นี้ได้มาถึงระดับของความเชื่อแล้ว แต่พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับความสัมพันธ์เหล่านี้ได้รับการท้าทายในขณะนี้อันเป็นผลมาจากการตีความผิดในวงกว้างและการบิดเบือนข้อมูลในวงกว้าง (Enig 1993; Mann 1993; Smith 1991; Ravnskov 1995; Roche 2000) สรุป การศึกษาทางระบาดวิทยามักระบุว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (CHD) ไปสู่ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงขึ้น ซึ่งคิดว่าจะมาจากการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล ไขมันในอาหารประกอบด้วยไตรเอซิลกลีเซอรอล (TAG) เป็นหลัก ดังนั้นหลังจากการย่อยอาหาร ความเข้มข้นของ TAG ในพลาสมาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก การศึกษาทางระบาดวิทยาในอนาคตแสดงให้เห็นว่า TAG ในพลาสมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับการไม่อดอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ในอดีต น้ำมันปาล์มถูกโจมตีว่า "อิ่มตัว" เนื่องจาก 202 ANALAVA MITRA และ SUTAPA MUKHERJEE ประกอบด้วยกรดปาลมิติก 44% และกรดสเตียริก 5% จึงถูกกล่าวหาว่าเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ บ่งชี้ว่าผลของน้ำมันปาล์มต่อคอเลสเตอรอลในเลือดค่อนข้างเป็นกลางเมื่อเทียบกับไขมันและน้ำมันอื่นๆ น้ำมันปาล์มจะเพิ่มคอเลสเตอรอลในพลาสมาก็ต่อเมื่อมีการนำเสนอคอเลสเตอรอลในอาหารมากเกินไปในอาหาร น้ำมันปาล์มช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์ HDL คอเลสเตอรอลที่ป้องกันและกำจัด LDL คอเลสเตอรอลที่เป็นอันตราย น้ำมันปาล์มอุดมไปด้วยวิตามินอี (โดยเฉพาะโทโคไตรอีนอล) ซึ่งช่วยลดความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลในเลือดและมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพ


อีกเล่ม


ประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำมันมะกอกได้รับการขนานนามว่าเป็นเวลาหลายร้อยปี เมื่อเร็ว ๆ นี้ น้ำมันมะพร้าวได้กลายเป็นสิ่งที่โกรธและยกย่องจากหลาย ๆ คนว่าเป็นราชาแห่งน้ำมัน แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกน้ำมันชนิดใด ไม่ว่าจะเป็นมะกอก มะพร้าว อัลมอนด์ คาโนลา ถั่วลิสง ดอกคำฝอย วอลนัท หรือแม้แต่น้ำมันอะโวคาโด ก็ไม่มีใครเทียบได้กับคุณค่าทางโภชนาการอันทรงพลังของน้ำมันผลปาล์มอินทรีย์สีแดงบริสุทธิ์ 


โบนัส: ประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำมันผลปาล์มแดงสามารถทำได้โดยผสมผสานเพียง 1-2 ช้อนโต๊ะในอาหารประจำวันของคุณ 


ผลปาล์มแดงกับน้ำมันเมล็ด


ถือได้ว่าเป็นอาหารการรักษาอันศักดิ์สิทธิ์จากหลายอารยธรรม รวมทั้งชาวอียิปต์โบราณ น้ำมันผลปาล์มสีแดงที่ดิบหรือบริสุทธิ์ควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในน้ำมันที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก อย่าสับสนกับน้ำมันเมล็ดในปาล์ม ได้มาจากผลของต้นปาล์มน้ำมัน (Elaeis guineensis) และถูกเรียกว่า "น้ำมันปาล์มแดง" เนื่องจากมีสีแดงเข้มที่อุดมสมบูรณ์ในสภาพธรรมชาติที่ยังไม่ผ่านกระบวนการ น้ำมันเมล็ดในปาล์มได้มาจากเมล็ดหรือเมล็ด


น้ำมันจากผลปาล์มประกอบด้วยกรดปาลมิติกและกรดโอเลอิกเป็นส่วนใหญ่ และมีความอิ่มตัวประมาณ 50% ในขณะที่น้ำมันเมล็ดในปาล์มมีกรดลอริกเป็นส่วนใหญ่และมีความอิ่มตัวมากกว่า 89% สมมติฐานทั่วไปว่าน้ำมันเมล็ดพืชและน้ำมันผลปาล์มเป็นหนึ่งเดียวกัน อาจนำไปสู่การกำกับดูแลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งในด้านโภชนาการสมัยใหม่ ความอัปยศที่ติดอยู่กับเคอร์เนลทำให้ผลไม้อยู่ในความมืด - อย่างน้อยก็จนถึงปัจจุบัน น้ำมันจากผลปาล์มแดงออร์แกนิกแบบยั่งยืนของ Virgin ถือเป็นอาหารที่ดี 


น้ำมันเมล็ดในปาล์มไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นเดียวกับน้ำมันผลปาล์มแดง ประโยชน์ต่อสุขภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อน้ำมันผลปาล์มมีสีแดงซึ่งมีปริมาณแคโรทีนสูง ซึ่งรวมถึงเบตาแคโรทีนและไลโคปีน สารอาหารต้านอนุมูลอิสระในโรงไฟฟ้าเหล่านี้เป็นสารอาหารชนิดเดียวกันที่ทำให้มะเขือเทศและแครอท รวมถึงผักและผลไม้อื่นๆ มีสีแดงและส้มที่เข้มข้น สิ่งที่อาจทำให้คุณตกใจคือน้ำมันจากผลปาล์มสีแดงมีมะเขือเทศหรือแครอทมากกว่า น้ำมันจากผลปาล์มแดงยังอัดแน่นไปด้วยโทโคไตรอีนอลจำนวนมาก ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพของวิตามินอี 


น้ำมันปาล์มที่ผ่านการแปรรูปไม่มีโคเลสเตอรอลและมีลักษณะเหมือนไขมันเติมไฮโดรเจน (กรดไขมันทรานส์ที่เป็นอันตราย) ในอาหารบรรจุหีบห่อเนื่องจากมี "ความหนา" อยู่ที่ห้อง อุณหภูมิ. ทำให้เหมาะสำหรับผู้ผลิตอาหารหลายรายที่จะใช้แทนน้ำมันเติมไฮโดรเจนในผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวของตน อาหารแปรรูปสามารถโฆษณาได้ว่า "ปราศจากไขมันทรานส์" และ "ปราศจากคอเลสเตอรอล" แต่เมื่อน้ำมันปาล์มแดงผ่านการกลั่นและแปรรูป สีแดงจะหายไป และประโยชน์ทางโภชนาการและการรักษาของมันจะถูกทำลาย เมื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแปรรูป ขนมขบเคี้ยวมันไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพอีกต่อไปซึ่งพบได้เฉพาะในน้ำมันปาล์มดิบเท่านั้น 


Red Palm Fruit Oil vs. Fish and Coconut Oils


แต่น้ำมันผลปาล์มแดงเปรียบเทียบกับน้ำมันปลาอย่างไร ถามตรงๆ เปรียบเทียบปลา น้ำมันจากน้ำมันปาล์มแดงน่าจะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างแอปเปิ้ลกับส้ม


ประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำมันปลามาจากกรดไขมันจำเป็นที่มีโอเมก้า 3 สูง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ EPA และ DHA ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของเรา อันที่จริง น้ำมันปลามีคุณสมบัติ ประโยชน์ด้านสุขภาพที่กว้างขวางที่สุดบางส่วนและห่างไกลออกไปมีวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อรองรับข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของหัวใจ สมอง และภูมิคุ้มกันและทำหน้าที่ในการจัดการการอักเสบได้ดีกว่าน้ำมันอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม น้ำมันปลามีสารอาหารที่มาก ทนต่ออุณหภูมิสูง อากาศ และแสงได้ ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมคุณจึงทำอาหารไม่ได้ ในทางกลับกัน น้ำมันผลปาล์มแดงมีความเสถียรมาก


น้ำมันจากผลปาล์มมีกรดไขมันโอเมก้า 3 "สายยาว" ที่ลดคอเลสเตอรอลน้อยกว่าน้ำมันปลา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น้ำมันปาล์มแดงประกอบด้วยคือกรดไขมัน "สายกลาง" และ "สายสั้น" จำนวนมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองตระหนักดีว่ามีประโยชน์ต่อเราและจำเป็นในปริมาณที่พอเหมาะ


และในขณะที่เรากำลังเปรียบเทียบ ให้ดูสถานการณ์ระหว่างแอปเปิ้ลกับแอปเปิ้ล: น้ำมันมะพร้าวกับน้ำมันผลปาล์มแดง แม้ว่าคุณจะคำนึงถึงระดับไตรกลีเซอไรด์สายโซ่กลาง (MCT) ในระดับที่สูงขึ้นเล็กน้อยที่น้ำมันมะพร้าวมีอยู่เหนือฝ่ามือ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่สารต้านอนุมูลอิสระของแคโรทีนอยด์และโทโคไตรอีนอลที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันมะพร้าวอย่างมีนัยสำคัญ


ช่วยโรคหัวใจ นักสู้โรค


น้ำมันปาล์มแดงมีวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากมีบทบาทที่เป็นประโยชน์ในการต่อสู้กับโรคหัวใจและคอเลสเตอรอลสูง ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยได้ศึกษาผลกระทบของน้ำมันปาล์มแดงต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอย่างเข้มข้น และผลเบื้องต้นได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์งงงัน


ที่อุณหภูมิห้อง น้ำมันกึ่งแข็งนี้น่าจะพอๆ กับน้ำมันหมูที่จะอุดตันหลอดเลือดแดงของคุณ แต่สิ่งที่อาจทำให้คุณต้องตกใจเมื่อได้เรียนรู้ เนื่องจากมีนักวิจัยที่ตะลึงพอๆ กัน ก็คือแม้ว่าน้ำมันจากผลปาล์มสีแดงจะมีไขมันอิ่มตัวสูงจริงๆ แต่ก็สามารถป้องกันโรคหัวใจได้ ไขมันอิ่มตัวมีลักษณะเหมือนกากน้ำตาลข้นที่ผ่านระบบหัวใจและหลอดเลือด ในที่สุดก็ทำให้เกิดคราบพลัค (atherosclerosis) แต่จากการศึกษาพบว่าการเติมน้ำมันปาล์มในอาหารสามารถขจัดคราบพลัคที่สะสมในหลอดเลือดแดง ดังนั้นจึงช่วยย้อนกระบวนการของคราบพลัคและป้องกันการอุดตันได้ อันที่จริง การศึกษาที่ได้รับทุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ได้แสดงให้เห็นว่ารูปแบบธรรมชาติของวิตามินอีที่เรียกว่า alfa tocotrienol ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในน้ำมันผลปาล์มแดงในปริมาณสูง สามารถช่วยลดผลกระทบของโรคหลอดเลือดสมองได้ 50 % โดยการปกป้องเซลล์ประสาทของสมองของคุณ


การขจัดคราบพลัคไม่ใช่วิธีเดียวที่น้ำมันปาล์มสีแดงสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและอาการหัวใจวายได้ น้ำมันปาล์มแดงยังสามารถปรับปรุงค่าคอเลสเตอรอลและยังช่วยรักษาความดันโลหิตให้เหมาะสม วิทยาศาสตร์เข้าใจดีว่าการอักเสบในเยื่อบุหลอดเลือดเป็นสิ่งที่รับประกันว่าคอเลสเตอรอลจะสะสมตั้งแต่แรก ดังนั้นจึงทำให้รู้สึกว่าผลการป้องกันมาจากสารต้านอนุมูลอิสระสูง สารต้านการอักเสบของน้ำมันปาล์มสีแดง ซึ่งทำงานเพื่อดับอนุมูลอิสระและควบคุมการอักเสบ


แต่ประโยชน์ของน้ำมันปาล์มแดงไม่ได้มีผลดีต่อสุขภาพของหัวใจเท่านั้น การวิจัยแสดงให้เห็นว่าพลังต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันปาล์มแดงสามารถช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพต่างๆ รวมถึงโรคกระดูกพรุน โรคหอบหืด ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม โรคข้ออักเสบ และโรคตับ สามารถชะลอกระบวนการชราก่อนวัยได้ด้วยการปกป้องผิวจากรังสียูวีที่สร้างความเสียหาย


แต่ไม่มีอะไรแก่เราเร็วกว่าการมีน้ำหนักเกิน และในที่ที่ไขมันและน้ำมันแบบเดิมๆ เช่น มาการีน หรือน้ำมันพืชอื่นๆ ใช้เวลานานในการสลายพลังงานและสะสมเป็นไขมันในที่สุด น้ำมันปาล์มสีแดงจะส่งตรงไปยังตับและจุดไฟเผาผลาญ นั่นหมายความว่าคุณจะเผาผลาญแคลอรีจากไขมันได้เร็วกว่ามาก


เมื่อพูดถึงสมองของคุณ รูปแบบพิเศษของวิตามินอี (โทโคไตรอีนอล) ในน้ำมันปาล์มสีแดงจะหยุดการทำลายล้างและช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังเซลล์สมองได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมได้


ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงของน้ำมันปาล์มสีแดงทำให้เป็นอาหารต้านมะเร็งที่มีศักยภาพ แม้ว่าโทโคไตรอีนอลจะพบได้ในรำข้าว ข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลี แต่น้ำมันปาล์มแดงเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโทโคไตรอีนอล การวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิตามินอีรูปแบบนี้อาจช่วยต่อสู้กับผิวหนัง กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก เต้านม และมะเร็งอื่นๆ


นอกจากนี้ การวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าน้ำมันปาล์มสีแดงส่งเสริมการใช้สารอาหาร ปรับปรุงเส้นทางการล้างพิษในตับ และปรับปรุงการทำงานของภูมิคุ้มกัน


ความพร้อมใช้งานและความยั่งยืน


ถึงตอนนี้ คำถามหนึ่งที่คุณอาจมีคือ “ฉันจะหาได้จากที่ไหน” ที่จริงแล้ว คุณสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพใกล้บ้านคุณ นำเข้าจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลก 


นอกจากคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นที่รู้จักแล้ว องค์กรเอกชนยังยอมรับการใช้งานที่ทำกำไรได้อื่นๆ ของน้ำมันปาล์ม 


ด้วยราคาน้ำมันดิบและก๊าซพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตลอดปี 2555 ดูเหมือนว่าน้ำมันปาล์มจะดึงดูดความสนใจของนักวิทยาศาสตร์และบริษัทต่างๆ ให้เป็นหนึ่งในแหล่งไบโอดีเซลที่เป็นไปได้ไม่กี่แห่ง The concept that palm oil should be used as a renewable substitute for petroleum-derived diesel has already received criticism from various non-governmental organizations worldwide. 


The controversy is focused primarily on three issues: Extinction of orangutans, deforestation, and, particularly, the food vs. fuel dispute. Besides demolishing the habitat of one of the most wonderful creatures on earth, it is thought that the conversion of the crops currently used for food over to fuel would significantly decrease accessibility to those looking to use the oil for dietary purposes, increasing the number of undernourished people in the world.


A Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) was formed in 2004 to promote the growth and use of sustainable palm oil products. Where some researchers believe that the palm oil industry has the capacity to fulfill both demands, responsible people don't want to create negative environmental impact. So, on top of “virgin” and “organic” red palm fruit oil, we need to look for brands that produce the oil sustainably.


 

Palm Oil and Coronary Heart Disease (the long explanation)

Palm Oil Increases Cholesterol Level : A Misconception

Palm oil is produced from the fruit of the Elaeis guineensis. It is a vegetable oil, not an animal or dairy product, and therefore does not contain cholesterol. Palm oil sometimes is confused with palm kernel oil, but in fact is different, being derived from the mesocarp of the palm fruit rather than the centre kernel.

Palm oil contains much less saturated fat than palm kernel oil or coconut oil. Palm oil has been used in food preparation for over 5,000 years. Today it is consumed worldwide as a cooking oil, in margarines and shortening, and as an ingredient in fat blends and a vast array of food products. Food manufacturers choose palm oil because it has a distinctive quality, requires little or no hydrogenation, and lengthens the shelf life of products. These advantages are difficult to duplicate at the same cost with polyunsaturated oils, which often have higher market prices and require additional processing for the same characteristics.

Even though palm oil consists of about 45% - 50% saturated fatty acid, the saturated fatty acid is made up of palmitic saturated fatty acid. Palm oil should be classified as both a “saturated fat” and an “unsaturated fat”. It contains equal proportions of saturated fatty acids and unsaturated fatty acids. The saturated fatty acids are made up of 44% palmitic acid and 5% stearic acid. The unsaturated fatty acids consist of 39% oleic acid (monounsaturates) and 10% linoleic acid (polyunsaturates). The fatty acid composition in palm oil is entirely different from the so-called “saturated fats” such as coconut oil and palm kernel oil.

The saturated fatty acids that have been shown through various epidemiological studies, to increase bad LDL cholesterol level are the C12 Lauric and C14 Myristic saturated fatty acid. These two saturated fatty acid are abundantly found in coconut oil and palm kernel oil. Unfortunately, more often than not, palm oil has been confused with palm kernel oil. Palm oil is derived from the fleshy part of the palm fruits while palm kernel oil is derived from the seed or the kernel. Palm kernel oil and palm oil are two different oils with very distinct fatty acid composition.

Palm kernel oil is used mainly in oleochemical (detergent/surfactant) industry and not as an edible or cooking oil. Palm oil, on the other hand, is used worldwide (more than 100 countries) for cooking and other food preparations. Palm oil is currently the number two edible oil in the world.

Trans-Fatty Acid – The “Stealth” Fat 

In addition, palm oil is non-genetically modified and trans-fat free. It does not need to go through the hydrogenation process. In comparison, most vegetable oils (corn oil, soy oil, cottonseed oil, canola oil, etc) require hydrogenation – “hardening of oils”. The “hardening” of oils through hydrogenation creates trans-fatty acid. Trans-fatty acid has been shown to lower good cholesterol and raise the bad cholesterol. In fact, the cholesterol-raising effect of trans-fatty acid is significantly higher than saturated fatty acid. Because of this fact, it has prompted the FDA to require food manufacturers to list trans-fatty acid content on food labels soon.

น้ำมันปาล์มและโรคหลอดเลือดหัวใจ (คำอธิบายยาว)


น้ำมันปาล์มเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล : ความเข้าใจผิด


น้ำมันปาล์มผลิตจากผลของ Elaeis guineensis เป็นน้ำมันพืช ไม่ใช่สัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากนม ดังนั้นจึงไม่มีคอเลสเตอรอล น้ำมันปาล์มบางครั้งอาจสับสนกับน้ำมันเมล็ดในปาล์ม แต่แท้จริงแล้วมีความแตกต่างกัน คือ ได้มาจากมีโซคาร์ปของผลปาล์มแทนที่จะเป็นเมล็ดในปาล์มตรงกลาง


น้ำมันปาล์มมีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าน้ำมันเมล็ดในปาล์มหรือน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์มถูกนำมาใช้ในการเตรียมอาหารมานานกว่า 5,000 ปี ปัจจุบันมีการบริโภคทั่วโลกในรูปของน้ำมันปรุงอาหาร ในมาการีนและชอร์ตเทนนิ่ง และเป็นส่วนผสมในไขมันผสมและผลิตภัณฑ์อาหารมากมาย ผู้ผลิตอาหารเลือกน้ำมันปาล์มเพราะมีคุณภาพที่โดดเด่น ต้องการไฮโดรเจนเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย และยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้นานขึ้น ข้อได้เปรียบเหล่านี้ยากต่อการทำซ้ำด้วยราคาเท่ากันกับน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งมักจะมีราคาตลาดสูงกว่าและต้องมีการแปรรูปเพิ่มเติมสำหรับคุณสมบัติเดียวกัน


แม้ว่าน้ำมันปาล์มประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวประมาณ 45% - 50% แต่กรดไขมันอิ่มตัวยังประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวปาล์มมิติ น้ำมันปาล์มควรจัดเป็นทั้ง "ไขมันอิ่มตัว" และ "ไขมันไม่อิ่มตัว" ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันไม่อิ่มตัวในสัดส่วนที่เท่ากัน กรดไขมันอิ่มตัวประกอบด้วยกรดปาลมิติก 44% และกรดสเตียริก 5% กรดไขมันไม่อิ่มตัวประกอบด้วยกรดโอเลอิก 39% (ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว) และกรดไลโนเลอิก 10% (ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน) องค์ประกอบของกรดไขมันในน้ำมันปาล์มแตกต่างไปจากที่เรียกว่า “ไขมันอิ่มตัว” อย่างสิ้นเชิง เช่น น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม


กรดไขมันอิ่มตัวที่แสดงโดยการศึกษาทางระบาดวิทยาต่างๆ เพื่อเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีคือ C12 Lauric และ C14 Myristic กรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันอิ่มตัวทั้งสองนี้มีมากในน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม น่าเสียดาย ที่บ่อยครั้งกว่านั้น น้ำมันปาล์มมีการสับสนกับน้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำมันปาล์มได้มาจากส่วนที่เป็นเนื้อของผลปาล์มในขณะที่น้ำมันเมล็ดในปาล์มได้มาจากเมล็ดหรือเมล็ด น้ำมันเมล็ดในปาล์มและน้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันสองชนิดที่แตกต่างกันซึ่งมีองค์ประกอบของกรดไขมันที่แตกต่างกันมาก


น้ำมันเมล็ดในปาล์มส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมโอลีโอเคมี (ผงซักฟอก/สารลดแรงตึงผิว) และไม่ใช้น้ำมันสำหรับบริโภคหรือประกอบอาหาร ในทางกลับกัน น้ำมันปาล์มถูกใช้ทั่วโลก (มากกว่า 100 ประเทศ) สำหรับการปรุงอาหารและการเตรียมอาหารอื่นๆ ปัจจุบันน้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันบริโภคอันดับสองของโลก


กรดไขมันทรานส์ – ไขมัน “พรางตัว” 


นอกจากนี้ น้ำมันปาล์มไม่มีการดัดแปลงพันธุกรรมและปราศจากไขมันทรานส์ ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการไฮโดรจิเนชัน ในการเปรียบเทียบ น้ำมันพืชส่วนใหญ่ (น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันคาโนลา ฯลฯ) ต้องการไฮโดรเจน - "การทำให้น้ำมันแข็งตัว" การ “แข็งตัว” ของน้ำมันผ่านการเติมไฮโดรเจนจะสร้างกรดไขมันทรานส์ กรดไขมันทรานส์ได้รับการแสดงเพื่อลดคอเลสเตอรอลที่ดีและเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี อันที่จริง ผลของการเพิ่มคอเลสเตอรอลของกรดไขมันทรานส์นั้นสูงกว่ากรดไขมันอิ่มตัวอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้ องค์การอาหารและยาจึงกำหนดให้ผู้ผลิตอาหารต้องระบุปริมาณกรดไขมันทรานส์บนฉลากอาหารโดยเร็ว




In May 1994, Prof. Walter C. Willett and Dr. Albert Ascherio (1994), members of the Harvard University Department of Nutrition and Epidemiology, reviewed the growing science on trans fatty acids and heart disease, and concluded:

“Although the percentage of coronary heart disease deaths in the United States attributable to intake of trans fatty acids is uncertain, even the lower estimates from the effects on blood lipids would suggest that more than 30,000 deaths per year may be due to consumption of partially hydrogenated vegetable fat. Further, the number of attributable cases of non-fatal coronary heart disease will be even larger”.

Other studies also confirmed that trans fatty acids are worse than butter by raising the ‘bad’ LDL-cholesterol, lowering the ‘good’ HDL-cholesterol and increasing the Lp(a), a very powerful risk factor for ischaemic heart disease (Mensink and Katan, 1990; Nestle et al., 1992; Zock and Katan, 1992; Mensink et al., 1992; Wood et al., 1993; Judd, et al., 1994; Aro et al., 1997).

There are findings showing that trans fatty acids may be related with human fetal development. Two European studies showed significant associations between low birth weights and the content of trans-fatty acids in the blood (Koletzko, 1992a; 1992b; Jendryczko et al., 1993). The uptake of essential fatty acids (EFA) by the fetus may be impaired by trans-fatty acids. Trans-fatty acids may also affect the metabolism of EFA of the fetus which could result in poor development of the fetal organs and tissues. A recent five-center Euramic study (Sylvester, 1986; Kohlmejer et al., 1997) suggested that trans-fatty acids were associated with increasing breast cancer risk in post-menopausal women. A high trans fatty acid content was found to be associated with a 40% increase in breast cancer risk.

What Do Epidemiological Studies Say?

A number of human feeding studies reported that palm oil diets showed a reduction of blood cholesterol values ranging from 7% to 38% (Ahrens et al., 1957; Anderson et al., 1976; Baudet et al., 1984; Mattson and Grundy, 1985; Bonanome and Grundy, 1988)

Recent studies, specifically designed to evaluate palm oil, confirm that palm oil’s impact on blood cholesterol and lipoprotein profiles are beneficial. The following are the salient studies:

• A comparative study in young Australian adults showed that the total blood cholesterol, triglycerides and HDL-cholesterol levels of those fed on palm oil (palm olein) and olive oil were lower than those fed on the usual Australian diet (Choudhury, Tan and Truswell, 1995). They showed that young Australian adults fed on palm oil diets had the same total blood cholesterol, triglycerides and ‘good’ HDL-cholesterol levels as those fed on olive oil.

• A double-blind cross-over study (Sundram 1997) showed that palm olein-rich diet is identical to oleic-acid rich diet. Trans fatty acid rich diet performed the worst by elevated total cholesterol, ‘bad’ LDL-cholesterol, lipoprotein (a) and depressed ‘good’ HDL-cholesterol relative to oleic acid, stearic acid, lauric and myristic acids rich diets.

• A study on fifty-one Pakistani adults showed that those given palm oil rich diets performed better than sunflower oil. Palm oil increased HDL-cholesterol and Apo A-1 levels. Hydrogenated cottonseed oil behaved the worst by raising serum triglycerides and lipoprotein levels. (Farooq et al., 1996).

• A study by a group of researchers from the Institute of Nutrition and Food Hygiene, Beijing, China compared the effects of palm oil, soybean oil, peanut oil and lard (Zhang et al., 1997a; Zhang et al., 1997b; Zhang et al., 1995). They showed that palm oil has the effect of decreasing total blood cholesterol and ‘bad’ LDL-cholesterol and increasing the level of ‘good’ HDL-cholesterol. Soya bean oil and peanut oil had no effect on the blood cholesterol but lard increased the cholesterol levels. Among those hypercholesterolemic subjects, palm oil diets lower the cholesterol levels.

• Study conducted on healthy Indian subjects (Ghafoorunissa et al., 1995) showed that palm olein and groundnut oil have comparable effects. Both of the oil do not induce hypercholesterolemia.

• Sundram et al., (1992) performed a dietary intervention study on a free-living Dutch population which normally consumes diets high in fats. Using a double blind cross-over study design consisting of two periods of six weeks of feeding, the normal fat intake of a group of 40 male volunteers was replaced with 70% of palm oil. The palm oil diet did not raise serum total cholesterol and ‘bad’ LDL-cholesterol, and caused a significant increase in the ‘good’ HDL-cholesterol and a significant reduction in ‘bad’ LDL-triglycerides.

• The effect of palm olein and of canola oil on plasma lipids was examined in double blind experiments in healthy Australian adults. Palm oil performed better than canola oil in raising the ‘good’ HDL-cholesterol (Truswell et al., 1992).

• A cross-over feeding study showed that the blood cholesterol, triglycerides, HDL-cholesterol and LDL-cholesterol levels of palm olein and olive oil diets were comparable (Ng et al., 1992).

• A Malaysian study (Ng et al., 1991) was conducted to compare the effects of diets containing palm oil (olein), corn oil and coconut oil on serum cholesterol. Coconut oil raised serum total cholesterol by > 10% whereas both corn and palm oil diet reduced the total cholesterol; corn oil diet reduced the total cholesterol by 36% and palm oil diet by 19%.

• A similar cholesterol-lowering effect of palm oil was observed in 110 students in a study conducted in Malaysia (Marzuki et al., 1991). The study compared the effect of palm oil with that of soybean oil. Volunteers fed on palm oil (olein) and soy oil for five weeks, with a six-week wash-out period, had comparable blood cholesterol levels. However, the blood triglycerides were increased by 28% on the soybean oil diet.

Thus the impact of palm oil on serum lipids is more like that of a mo-nounsaturated rather than saturated oil.

There appear to be several explanations:

1. Palm oil is made up of 50% unsaturated fats. It is not totally saturated and the saturated fatty acids present are palmitic (90%) and stearic (10%). Stearic acid does not elevate blood cholesterol, and palmitic acid does not raise blood cholesterol level in people whose blood cholesterol level is in normal range (Hayes, 1993; Hayes et al., 1995; Hayes et al., 1991; Khosla and Hayes, 1994; Khosla and Hayes, 1992).

2. The vitamin E, particularly the tocotrienols present in palm oil can suppress the synthesis of cholesterol in the liver (Qureshi et al., 1986). As a consequence, tocotrienols lower blood cholesterol levels (Qureshi et al., 1995; Qureshi et al., 1991a; Qureshi et al., 1991b; Qureshi et al., 1980; McIntosh et al., 1991).

3. The position of the saturated and unsaturated fatty acid chains in a triglyceride backbone of the fat molecule determines whether the fat will elevate cholesterol level in the blood (Kritchevsky, 1996; Kritchevsky, 1995; Kritchevsky, 1988 and Innis et al., 1993). In palm oil, 75% of the unsaturated fatty acid chains are found in position 2 of the carbon atom of the triglyceride backbone molecule (Padley et al., 1986; Ng, 1985; Berger, 1983). This could explain why palm oil is not cholesterol-elevating.

4. It has an anti-clotting effect and prevents the formation of thrombus in the blood vessels. Blood clotting can be induced by injury to the blood vessel wall and the alteration in the aggregating properties of blood platelets. Hornstra (1988) in the Netherlands first demonstrated the palm oil has anti-clotting effect, and is as anti-thrombotic as the highly unsaturated sunflowerseed oil. A human study (Kooyenga et al., 1997 and Tomeo et al., 1995) showed that tocotrienols (from palm oil) supplementation can reduce restenosis of patients with carotid atherosclerosis.

Holub et al. (1989) reported that the vitamin E in palm oil inhibits human platelets from “sticking” to each other. Other supporting evidence showed that a palm oil diet either increases the production of a hormone that prevents blood-clotting (prostacyclin) or decreases the formation of a blood-clotting hormone (thromboxane) (Sugano and Imaizumi, 1991; Sundram et al., 1990; Rand et al. 1988; Abeywardena et al., 1989; Charnock et al. 1989; Ng et al., 1992). Thus scientific evidence indicates that the palm oil diet is as anti-thrombotic as one based on polyunsaturated oil.

It does not promote the formation of plaques in the arteries. Atherosclerosis is the thickening and hardening of the walls of the arteries. Fatty deposits or plaques are made up of mainly fats and cholesterol. Atherosclerosis results in the narrowing of the lumen of the arteries, thus inhibiting the flow of blood. By feeding diets high in cholesterol along with certain saturated fats such milk fat, tallow and coconut oil, atherosclerosis can be produced in animals such as rabbits, quail, pigs and monkeys. A Netherlands study was conducted on rabbits to test the effect of palm oil on atherosclerosis (Hornstra, 1988). After feeding the rabbits for 11/2 years, palm oil and sunflower oil diets caused the lowest degree of atherosclerosis in comparison with fish oil, linseed oil and olive oil. Similarly Kurfeld et al. (1990) in the United States, also using the rabbit model, compared the effects of palm oil with hydrogenated coconut oil, cottonseed oil, hydrogenated cottonseed oil, and an American fat blend containing a mixture of butterfat, tallow, lard, shortening, salad oil, peanut oil and corn oil. At the end of the 14-month feeding period, coconut oil fed rabbits had the most atherosclerotic lesions, while in palm oil-fed rabbits the number of lesions was no different from that with the other oils.

ในเดือนพฤษภาคม 2537 ศาสตราจารย์วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์ และ ดร. อัลเบิร์ต แอสเชริโอ (1994) สมาชิกของแผนกโภชนาการและระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทบทวนวิทยาศาสตร์ที่กำลังเติบโตเกี่ยวกับกรดไขมันทรานส์และโรคหัวใจ และสรุปว่า


“แม้ว่าเปอร์เซ็นต์ของ การเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจในสหรัฐอเมริกาเนื่องมาจากการบริโภคกรดไขมันทรานส์นั้นไม่แน่นอน แม้ว่าการประมาณการที่ต่ำกว่าจากผลกระทบต่อไขมันในเลือดก็อาจบ่งชี้ว่าผู้เสียชีวิตมากกว่า 30,000 รายต่อปีอาจเกิดจากการบริโภคไขมันพืชที่เติมไฮโดรเจนบางส่วน นอกจากนี้ จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ไม่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตจะมีจำนวนมากขึ้น”


การศึกษาอื่น ๆ ยังยืนยันว่ากรดไขมันทรานส์นั้นแย่กว่าเนยโดยการเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ 'ไม่ดี' ลดคอเลสเตอรอล HDL ที่ 'ดี' และเพิ่ม Lp (a) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทรงพลังมากสำหรับโรคหัวใจขาดเลือด (Mensink และ Katan, 1990; Nestle et al., 1992; Zock and Katan, 1992; Mensink et al., 1992; Wood et al., 1993; Judd, et al., 1994; Aro et al., 1997)


ผลการวิจัยพบว่ากรดไขมันทรานส์อาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของทารกในครรภ์ การศึกษาในยุโรปสองชิ้นแสดงให้เห็นความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างน้ำหนักแรกเกิดต่ำและเนื้อหาของกรดไขมันทรานส์ในเลือด (Koletzko, 1992a; 1992b; Jendryczko et al., 1993) การดูดซึมกรดไขมันจำเป็น (EFA) โดยทารกในครรภ์อาจลดลงโดยกรดไขมันทรานส์ กรดไขมันทรานส์อาจส่งผลต่อเมแทบอลิซึมของ EFA ของทารกในครรภ์ซึ่งอาจส่งผลให้อวัยวะและเนื้อเยื่อของทารกในครรภ์พัฒนาได้ไม่ดี การศึกษา Euramic 5 ศูนย์เมื่อเร็วๆ นี้ (Sylvester, 1986; Kohlmejer et al., 1997) ชี้ว่ากรดไขมันทรานส์สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งเต้านมที่เพิ่มขึ้นในสตรีวัยหมดประจำเดือน พบว่ามีปริมาณกรดไขมันทรานส์สูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 40%


การศึกษาทางระบาดวิทยาพูดว่าอย่างไร?


การศึกษาการให้อาหารมนุษย์จำนวนหนึ่งรายงานว่าอาหารน้ำมันปาล์มแสดงให้เห็นการลดลงของค่าคอเลสเตอรอลในเลือดตั้งแต่ 7% ถึง 38% (Ahrens et al., 1957; Anderson et al., 1976; Baudet et al., 1984; Mattson and Grundy , 1985; Bonanome and Grundy, 1988)


การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อประเมินน้ำมันปาล์ม ยืนยันว่าผลกระทบของน้ำมันปาล์มต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและไลโปโปรตีนนั้นมีประโยชน์ ต่อไปนี้คือการศึกษาที่สำคัญ:


• การศึกษาเปรียบเทียบในวัยรุ่นออสเตรเลียวัยหนุ่มสาวพบว่าระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ไตรกลีเซอไรด์ และ HDL-cholesterol ของผู้ที่กินน้ำมันปาล์ม (ปาล์มโอเลอีน) และน้ำมันมะกอกต่ำกว่าที่ได้รับอาหารตามปกติของออสเตรเลีย อาหาร (Choudhury, Tan และ Truswell, 1995). พวกเขาแสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาวชาวออสเตรเลียที่กินอาหารที่มีน้ำมันปาล์มมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ไตรกลีเซอไรด์ และระดับ HDL-cholesterol ที่ 'ดี' เท่ากันกับผู้ที่กินน้ำมันมะกอก


• การศึกษาแบบข้ามกลุ่มแบบ double-blind cross-over (Sundram 1997) แสดงให้เห็นว่าอาหารที่อุดมด้วยปาล์มโอเลอินเหมือนกับอาหารที่อุดมด้วยกรดโอเลอิก อาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันทรานส์ทำผลงานได้แย่ที่สุดโดยการยกระดับคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอล 'เลว' ไลโปโปรตีน (a) ที่ 'ไม่ดี' และคอเลสเตอรอล HDL ที่ 'ดี' ลดลงเมื่อเทียบกับกรดโอเลอิก กรดสเตียริก ลอริก และกรดมิริสติก


• การศึกษาผู้ใหญ่ชาวปากีสถาน 51 คน พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่อุดมด้วยน้ำมันปาล์มมีประสิทธิภาพดีกว่าน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันปาล์มเพิ่มระดับ HDL-cholesterol และ Apo A-1 น้ำมันเมล็ดฝ้ายไฮโดรเจนมีพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุดโดยการเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ในซีรัมและไลโปโปรตีน (Farooq et al., 1996).


• การศึกษาโดยกลุ่มนักวิจัยจากสถาบันโภชนาการและสุขอนามัยอาหาร กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เปรียบเทียบผลกระทบของน้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันถั่วลิสง และน้ำมันหมู (Zhang et al., 1997a; Zhang et al., 1997b; Zhang และคณะ, 1995) พวกเขาแสดงให้เห็นว่าน้ำมันปาล์มมีผลในการลดคอเลสเตอรอลในเลือดทั้งหมดและคอเลสเตอรอลที่ "ไม่ดี" และเพิ่มระดับ HDL-cholesterol ที่ 'ดี' น้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันถั่วลิสงไม่มีผลต่อคอเลสเตอรอลในเลือด แต่น้ำมันหมูทำให้ระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น ในบรรดาผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง อาหารน้ำมันปาล์มช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล


• การศึกษาในอาสาสมัครชาวอินเดียที่มีสุขภาพดี (Ghafoorunissa et al., 1995) พบว่าน้ำมันปาล์มโอเลอีนและน้ำมันถั่วลิสงมีผลใกล้เคียงกัน น้ำมันทั้งสองชนิดไม่ก่อให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง


• Sundram et al., (1992) ได้ทำการศึกษาการแทรกแซงด้านอาหารเกี่ยวกับประชากรชาวดัตช์ที่อาศัยอยู่อย่างอิสระ ซึ่งปกติแล้วจะบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง โดยใช้การออกแบบการศึกษาแบบ double blind cross-over ซึ่งประกอบด้วยการให้อาหารสองช่วงเป็นเวลาหกสัปดาห์ ปริมาณไขมันปกติของกลุ่มอาสาสมัครชาย 40 คนถูกแทนที่ด้วย 70% ของน้ำมันปาล์ม อาหารน้ำมันปาล์มไม่ได้เพิ่มคอเลสเตอรอลรวมในซีรัมและคอเลสเตอรอลที่ 'ไม่ดี' และทำให้ HDL-cholesterol ที่ 'ดี' เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และลด LDL-ไตรกลีเซอไรด์ที่ 'ไม่ดี' ลงอย่างมีนัยสำคัญ


• ผลของปาล์มโอเลอีนและน้ำมันคาโนลาต่อไขมันในพลาสมาได้รับการตรวจสอบในการทดลองแบบปกปิดสองครั้งในผู้ใหญ่ชาวออสเตรเลียที่มีสุขภาพดี น้ำมันปาล์มทำงานได้ดีกว่าน้ำมันคาโนลาในการเพิ่ม HDL-cholesterol ที่ 'ดี' (Truswell et al., 1992)


• การศึกษาการให้อาหารแบบข้ามสายแสดงให้เห็นว่าระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ไตรกลีเซอไรด์ HDL-cholesterol และ LDL-cholesterol ของอาหารจากปาล์มโอเลอีนและน้ำมันมะกอกเทียบได้ (Ng et al., 1992)


• มีการศึกษาในประเทศมาเลเซีย (Ng et al., 1991) เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบของอาหารที่มีน้ำมันปาล์ม (โอเลอิน) น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันมะพร้าวต่อคอเลสเตอรอลในเลือด น้ำมันมะพร้าวทำให้โคเลสเตอรอลรวมในซีรั่มเพิ่มขึ้น > 10% ในขณะที่ทั้งอาหารจากข้าวโพดและน้ำมันปาล์มลดโคเลสเตอรอลทั้งหมด อาหารน้ำมันข้าวโพดช่วยลดคอเลสเตอรอลรวมได้ 36% และอาหารน้ำมันปาล์ม 19%


• มีผลการลดโคเลสเตอรอลที่คล้ายกันของน้ำมันปาล์มในนักเรียน 110 คนในการศึกษาที่ดำเนินการในมาเลเซีย (Marzuki et al., 1991) การศึกษาเปรียบเทียบผลของน้ำมันปาล์มกับน้ำมันถั่วเหลือง อาสาสมัครที่กินน้ำมันปาล์ม (โอเลอิน) และน้ำมันถั่วเหลืองเป็นเวลาห้าสัปดาห์ โดยมีระยะเวลาชะออก 6 สัปดาห์ มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเพิ่มขึ้น 28% ในอาหารน้ำมันถั่วเหลือง


ดังนั้นผลกระทบของน้ำมันปาล์มต่อไขมันในซีรัมจึงเหมือนกับน้ำมันที่มีไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากกว่าน้ำมันอิ่มตัว


มีคำอธิบายหลายประการ:


1. น้ำมันปาล์มประกอบด้วยไขมันไม่อิ่มตัว 50% ไม่อิ่มตัวโดยสิ้นเชิงและมีกรดไขมันอิ่มตัว ได้แก่ ปาล์มมิติ (90%) และสเตียริก (10%) กรดสเตียริกไม่ได้ยกระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และกรดปาลมิติกไม่เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือดในผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดอยู่ในช่วงปกติ (Hayes, 1993; Hayes et al., 1995; Hayes et al., 1991; Khosla and Hayes, 1994; Khosla และ Hayes, 1992)


2. วิตามินอี โดยเฉพาะโทโคไตรอีนอลที่มีอยู่ในน้ำมันปาล์มสามารถยับยั้งการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับได้ (Qureshi et al., 1986) เป็นผลให้โทโคไตรอีนอลลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด (Qureshi et al., 1995; Qureshi et al., 1991a; Qureshi et al., 1991b; Qureshi et al., 1980; McIntosh et al., 1991)


3. ตำแหน่งของโซ่กรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวในกระดูกสันหลังไตรกลีเซอไรด์ของโมเลกุลไขมันกำหนดว่าไขมันจะยกระดับระดับคอเลสเตอรอลในเลือดหรือไม่ (Kritchevsky, 1996; Kritchevsky, 1995; Kritchevsky, 1988 และ Innis et al., 1993 ). ในน้ำมันปาล์ม 75% ของสายกรดไขมันไม่อิ่มตัวอยู่ในตำแหน่งที่ 2 ของอะตอมคาร์บอนของโมเลกุลกระดูกสันหลังของไตรกลีเซอไรด์ (Padley et al., 1986; Ng, 1985; Berger, 1983) สิ่งนี้สามารถอธิบายได้ว่าทำไมน้ำมันปาล์มถึงไม่เพิ่มคอเลสเตอรอล


4. มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดและป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือดในหลอดเลือด การแข็งตัวของเลือดสามารถเกิดขึ้นได้จากการบาดเจ็บที่ผนังหลอดเลือดและการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติการรวมตัวของเกล็ดเลือด Hornstra (1988) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าน้ำมันปาล์มมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด และมีฤทธิ์ต้านการอุดตันของลิ่มเลือด เช่นเดียวกับน้ำมันเมล็ดทานตะวันที่ไม่อิ่มตัวสูง การศึกษาในมนุษย์ (Kooyenga et al., 1997 และ Tomeo et al., 1995) พบว่าการเสริมโทโคไตรอีนอล (จากน้ำมันปาล์ม) สามารถลดการเกิด retenosis ของผู้ป่วยหลอดเลือดแดงในหลอดเลือดแดงได้


Holub และคณะ (1989) รายงานว่าวิตามินอีในน้ำมันปาล์มยับยั้งเกล็ดเลือดของมนุษย์จากการ "เกาะติด" ซึ่งกันและกัน หลักฐานสนับสนุนอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าอาหารน้ำมันปาล์มเพิ่มการผลิตฮอร์โมนที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือด (prostacyclin) หรือลดการก่อตัวของฮอร์โมนการแข็งตัวของเลือด (thromboxane) (Sugano และ Imaizumi, 1991; Sundram et al., 1990 ; Rand et al. 1988; Abeywardena et al., 1989; Charnock et al. 1989; Ng et al., 1992) ดังนั้น หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จึงบ่งชี้ว่าอาหารน้ำมันปาล์มสามารถต้านลิ่มเลือดอุดตันได้เช่นเดียวกับน้ำมันที่ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน


ไม่ส่งเสริมการก่อตัวของคราบจุลินทรีย์ในหลอดเลือดแดง หลอดเลือดคือการหนาและแข็งของผนังหลอดเลือดแดง คราบไขมันหรือคราบจุลินทรีย์ประกอบด้วยไขมันและคอเลสเตอรอลเป็นหลัก หลอดเลือดส่งผลให้เกิดการตีบตันของหลอดเลือดแดงซึ่งขัดขวางการไหลเวียนของเลือด การให้อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงควบคู่ไปกับไขมันอิ่มตัวบางชนิด เช่น ไขมันจากนม ไขมันในไขข้อ และน้ำมันมะพร้าว ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดในสัตว์ เช่น กระต่าย นกกระทา สุกร และลิง การศึกษาในเนเธอร์แลนด์ดำเนินการกับกระต่ายเพื่อทดสอบผลของน้ำมันปาล์มต่อหลอดเลือด (Hornstra, 1988) หลังจากให้อาหารกระต่ายเป็นเวลา 11/2 ปี อาหารน้ำมันปาล์มและน้ำมันดอกทานตะวันทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงอุดตันในระดับต่ำสุดเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันปลา น้ำมันลินสีด และน้ำมันมะกอก ในทำนองเดียวกัน Kurfeld และคณะ ในสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2533 ใช้แบบจำลองกระต่าย เปรียบเทียบผลของน้ำมันปาล์มกับน้ำมันมะพร้าวเติมไฮโดรเจน น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันเมล็ดฝ้ายเติมไฮโดรเจน และไขมันอเมริกันที่มีส่วนผสมของไขมันบัตเตอร์ ไข น้ำมันหมู ชอร์ตเทนนิ่ง สลัด น้ำมัน น้ำมันถั่วลิสง และน้ำมันข้าวโพด เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาให้อาหาร 14 เดือน กระต่ายที่เลี้ยงด้วยน้ำมันมะพร้าวมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากที่สุด ในขณะที่กระต่ายที่เลี้ยงด้วยน้ำมันปาล์มมีจำนวนรอยโรคไม่แตกต่างจากน้ำมันชนิดอื่น




Conclusion:

Palm oil has been used in food preparation since the last 5,000 years. Today, it is consumed worldwide as a cooking oil, margarines, shortening and as an ingredient in fat blends and a vast array of food products. Food manufacturers choose palm oil because it has a distinctive quality, nutrition attributes (tocotrienols and carotenoids), requires no hydrogenation (trans-fatty acid free) and non-GMO status.

Contrary to popular believe and misconception, based on scientific studies and publications, palm oil has been proven to have no effect at all on serum cholesterol level. Its saturated fat – C16 Palmitic fatty acid does not increase total serum cholesterol level.

Q: I see palm oil, palm kernel oil, and fractionated palm kernel oil on ingredients lists. What are the differences, and are they all bad for me?

A: They aren’t all necessarily bad for you, but the vague naming differences does make it very confusing, and they do have different noteworthy characteristics.

When trans fats were removed from the market due to their aggressive negative health consequences, an inexpensive fat that had similar stability and melting properties was in high demand. Palm oil fit the bill, as it consists primarily of saturated fats, and it has become the fat of choice to replace trans fats.

You’ll most often see three different variations of palm oil:

Palm oil: This is the fat that is squeezed out of the fruit from oil palm trees, hence you'll also see it called "palm fruit oil." It is rich in vitamin E. If you find that your palm oil has a red coloring, this is good, as the coloring comes from the antioxidant beta-carotene. Thanks to the E and lower sat fat content, palm oil is definitely the best of this bunch of oils. [Tweet this fact!]

Palm kernel oil: As the name suggests, this oil is derived from the kernel or seed of the fruit in oil palms. It contains more saturated fats than palm oil and is very commonly used in commercial cooking since the higher saturated fat content allows for greater stability at higher temperatures and better shelf life.

RELATED: 8 Scary-Sounding Ingredients That Are Actually Safe

Fractionated palm oil: This is the result of a process that allows for the extraction and concentration of specific types of fatty acids found in palm oil. Food companies use the fractionation process to create an oil that has a higher concentration of saturated fats for even better stability and shelf life.

It is commonly advised to control saturated fat levels in your diet as a means of controlling blood cholesterol levels. But not all saturated fats have the same cholesterol-raising effects on blood cholesterol levels (and not to complicate the story, but your level of carbohydrate intake play a role here too). For example stearic acid is a saturated fat found primarily in dairy fat and beef; it has no impact on cholesterol levels.

One study published in the American Journal of Clinical Nutrition found that feeding coconut oil—another tropical oil rich in saturated fat—to individuals led to increases in blood cholesterol levels, while feeding individuals palm oil led to reductions in blood cholesterol levels. This suggests that the saturated fats found in palm oil provide a unique physiological effect not normally seen with saturated fats; however, this is a concept that needs to be further examined, especially considering an earlier study found the exact opposite effect.

RELATED: Everything You Need to Know About Coconut Oil

As a general rule, I recommend healthy clients get the fat in their diet from a variety of sources, with a third coming from each type (saturated, monounsaturated, and polyunsaturated). [Tweet this tip!] In this context a little palm oil, of any variation, won’t have that much of an impact on your health. But if you have the choice, opt for palm oil over palm kernel or fractionated palm oil.

Red Palm Oil - Ancient Healing Power

For generations, red palm oil has been revered as both a nutritious food and a valuable medicine..

The Gaurdian | For generations, red palm oil has been revered as both a nutritious food and a valuable medicine. Even now, scientists are beginning to recognise the value of the prized plant in the treatment and prevention of several diseases. Ben Ukwuoma writes on the latest scientific work presented at the International Biomedical Science Congress held in Birminghan United Kingdom by a Nigerian scientist, based in Cape Town South Africa on the nutritional and healing properties inherent in the plant.

It was prized by the Pharaohs of ancient Egypt as a sacred food. The oil was so highly valued that it was entombed with the Pharaohs so that they would have access to it in the afterlife.

Indeed, throughout history, palm oil has served as the primary source of dietary fat for countless people. Its nutritional and healing properties have been recognised for generations.

Until modern medicine arrived, red palm oil was the remedy of choice for nearly every illness in many parts of Africa.

When someone was sick, downing a cup full of palm oil was common. Even today, many people in the villages rely on this age-old method of treatment. Palm oil is regarded among many as essential in the diet for pregnant and nursing women in order to assure good health for the mother and child.

Today, scientists are recognising the value of red palm oil in the treatment and prevention of many diseases. There is array of scientific presentation in this direction. For instance, recently at the International Conference Centre Birmingham at the Biomedical Science Congress, Dr. Oluwafemi O. Oguntibeju, Department of Biomedical Sciences, Faculty of Health & Wellness Sciences, Cape Peninsula University of Technology, Bellville Campus, South Africa further elucidated the potential of the red palm oil in the healing process.

Scientifically known as Elaeis Guineensis, palm oil is believed to originate from West Africa. However, archaeological evidence on palm oil consumption was found in Egypt over 5000 years ago.

Essentially, it contains rich, balanced mixture of saturated, monounsaturated and polyunsaturated fats, providing a higher level of bioavaliable nutrients than any other vegetable source.

Like coconut oil, palm oil is also rich in medium chain triglycerides (MCTs), which mobilise body fat stores, increase the metabolic rate and are a great source of energy.

Palm oil is a rich source of antioxidants, especially Vitamin E. While the health benefits of Vitamin E are widely known, less widely known is the fact that Vitamin E is a complex of many constituents broken into two groups: tocopherols (alfa, beta, gamma and delta) and tocotrienols (alfa, beta, gamma and delta). And while alfa tocopherol is the form most commonly marketed as Vitamin E, the full spectrum of both tocoperols and tocotrienols are required for optimal assimilation.

The super-antioxidant tocotrienols are particularly important for optimal health. These natural antioxidants act as free radical scavengers and are believed to play a protective role in cellular aging, atherosclerosis, cancer, arthritis and Alzheimer's disease.

Researchers now believe that the tocopherols and tocotrienols together provide constituents that help limit damage during a heart attack.

Red palm oil not only supplies fatty acids essential for proper growth and development, but it is packed with an assortment of vitamins, antioxidants and other phytonutrients important for good health.

For instance, the red colour comes from carotenes such as beta-carotene and lycopene - the same nutrients that give tomatoes and carrots and other fruits and vegetables their rich red and orange colours.

Carotenes are valuable nutrients and powerful antioxidants. They are also important because the body can convert them into Vitamin A, an essential nutrient.

Vitamin A deficiency can cause blindness, weaken bones, lower immunity and adversely affect learning ability and mental function.

"Vitamin A is only found in animal foods. Such foods are too expensive for many people. Carotenes in fruits and vegetables can supply the needed Vitamin A if an adequate amount of fat is also consumed. Carotenes require fat for conversion into Vitamin A. Unfortunately those who can not afford animal products often do not eat much fat either.

Populations with ample carotene-rich foods available often suffer from vitamin A deficiency because they don't get enough fat in their diet," Dr. Albert Egbuehi of the Department of Biochemistry, College of Medicine University of Lagos said: "Red palm oil is the richest dietary source of provitamin A carotenes (beta-carotene and alfa-carotene). It has 15 times more provitamin A carotenes than carrots and 300 times more than tomatoes. This has made it a valued resource in the treatment of Vitamin A deficiency." "Just one teaspoon a day of red palm oil supplies children with the daily recommend amount of Vitamin A. Nursing mothers are encouraged to supplement their diet with palm oil to enrich their milk with the vitamin," he stressed.

Studies, however, show that adding red palm oil into the diet can double or triple the amount of Vitamin A in mother's milk.

The children are not only getting the Vitamin A they need but other important nutrients as well. Red palm oil is a virtual powerhouse of nutrition. It contains by far, more nutrients than any other dietary oil. In addition to beta-carotene, alfa-carotene, and lycopene it contains at least 20 other carotenes along with Vitamin E, Vitamin K, CoQ10, squalene, phytosterols, flavonoids, phenolic acids, and glycolipids.

Red palm oil is loaded with so many nutrients and antioxidants, it's like a natural dietary supplement. In fact, it is currently being encapsulated and sold as a vitamin supplement.

The depletion of antioxidants including antioxidant enzymes is known to increase the risk of complications in conditions such as CVD, diabetes and cancer.

"This study was performed to examine the influence of red palm oil (RPO) supplementation on antioxidant enzymes in a rodent model," Oguntibeju said.

"Results showed that RPO caused a significant increase in the activities of antioxidant enzymes: Superoxide dismutase (SOD), Glutathione reductase (GR) Catalase (CAT), but showed no observable effect on GSH.

He concluded that the oil could minimise oxidative damage through its potential ability to increase antioxidant enzymes.

"RPO may therefore play a role in the prevention and treatment of oxidative injuries to explore and support this hypothesis," he stated.

Antioxidant enzymes are the main defense components of the biological systems in both humans and animals. Endogenous antioxidants as intracellular defense systems protect cells from free radical damage and extensive lysis but are not 100 per cent.

"Therefore the intake of dietary-derived antioxidants (such as those present in RPO) could be of significant importance in curtailing the cumulative oxidative damage to macromolecules," he said.

Over the past two decades, researchers have painstakingly studied palm oil's effect on cardiovascular health. The results have been surprising to researchers. Although high in saturated fat, it protects against heart disease.

Studies show that adding palm oil into the diet can remove plaque build up in arteries and therefore, reverse the process of atherosclerosis. This has been demonstrated in both animal and human studies. In one study, for instance, 50 subjects were divided into two equal groups. All the participants had been diagnosed with atherosclerosis and had suffered at least one stroke.

At the beginning of the study the degree of blockage of their carotid arteries ranged from 15 to 79 per cent. Without any other changes to their diets or medications, half of the subjects began taking a daily palm oil supplement. The other half received placebos and served as the control. The degree of atherosclerosis was monitored using ultrasound scans over an 18-month period. In the group receiving palm oil, atherosclerosis was halted in 23 of the 25 subjects. In seven of these subjects atherosclerosis was not only stopped, but also regressed. In comparison, none of those in the control group showed any improvement, in fact, the condition in 10 of them worsened This study demonstrated that palm oil can not only stop, but even reverse atherosclerosis.

Removing plaque is not the only way, palm oil protects against strokes and heart attacks. Palm oil can also improve cholesterol values. In a study at the University of Illinois College of Medicine researchers demonstrated a 10 per cent decrease in total cholesterol in 36 hypercholesterolemic (high cholesterol) subjects given palm oil capsules for four weeks. A follow-up study of 16 subjects resulted in a 13 per cent lowering of total cholesterol.

Palm oil helps maintain proper blood pressure. The high antioxidant content of the oil quenches free radicals and keeps inflammation under control. Tocotrienols also strengthen the heart so that it can better withstand stress.

Researchers can purposely induce heart attacks in lab animals by cutting off blood flow to the heart. This causes severe injury and death. However, if the animals are fed palm oil the survival rate is greatly increased, injury is minimised, and recovery is quicker.

After looking at studies like this it becomes obvious that palm oil protects against heart disease. This is confirmed in populations where palm oil consumption is particularly high. Heart disease in Malaysia, Indonesia, Papua New Guinea, and Nigeria-where palm oil is a major if not the sole source of visible fat in the daily diet-are among the lowest in the world.

Studies show palm tocotrienols inhibit the growth of skin, stomach, pancreas, liver, lung, colon, prostate, breast and other cancers. Most of the research to date has been done with breast cancer where tocotrienols show great promise. They not only prevent cancer from taking hold, but also actively block its growth and initiate apoptosis- a process where diseased cells commit suicide. This is a normal process that is programmed into all of our cells in order to remove old and diseased cells. However, in cancer cells this process is blocked and affected cells continue to multiply and grow without restraint. Ordinary Vitamin E does not induce programmed cell death in cancer cells. Only tocotrienols have this effect.

The antioxidant power of red palm oil has also shown to be of benefit in protecting against neurological degeneration. Two of the most significant factors that affect brain function are oxidative stress and poor circulation.

Oxidative stress generates free radicals that damage brain and nerve tissue. Poor circulation affects the brain by restricting oxygen and glucose, which are vital for proper brain function. Researchers have found correlations between oxidative stress and reduced blood flow to the brain to senile dementia, Alzheimer's disease, Parkinson's disease, Huntington's disease, and even schizophrenia. All of these conditions involve brain cell death. Tocotrienols aid the brain by reducing oxidative stress and improving blood flow.

Red palm oil is a traditional fat that is derived from the fruit of the Elaesis guineensis or oil palm tree native to tropical Africa. This vibrantly tinted oil has been harvested by local peoples for centuries and used for a dynamic range of culinary, cosmetic and medicinal applications. With a history that is believed to date back as far as 5,000 years, archeologists have even identified palm oil residue in earthenware jars from the tombs of esteemed Egyptian Pharaohs, suggesting its sweeping importance across the ages.

The expansion of international trading practices throughout the 16th century allowed the once geographically isolated palm oil to be introduced to new parts of the world, including South America and Southeast Asia. From this global dispersal onwards, palm oil has gained popularity in many nations as people recognize the nutritional prowess and versatility of this valuable commodity. In many countries, palm oil is highly coveted for its nutrient stability, long shelf life, high smoke point, unique flavor and the luscious quality it lends to grilled foods and baked goods. According to tropical oil expert Dr. Bruce Fife, palm oil has even recently surpassed soybean oil as the most widely used oil in the world.

Red Palm Oil Benefits

Science has confirmed the benefits that our ancestors intuitively knew about red palm oil. Analyses have revealed an impressive nutrient profile, and clinical studies have demonstrated its many advantages for modern health.

palm fruitOne study showed that palm oil halted atherosclerosis in patients with heart disease, while other researchers have suggested that certain components in red palm oil are strong anti-cancer agents. Put simply, red palm oil is brimming with so many nutrients and antioxidants it’s more like a natural dietary supplement than anything else.

In fact, some companies are now encapsulating it to be sold in vitamin shops and health food stores. The oil is also available in jars and bottles like other vegetable oils for regular kitchen use.

Benefits of red palm oil:

  • Rich with medium chain fatty acids
  • Full of antioxidant Carotenoids (beta-carotene and lycopene)
  • Contains naturally occurring Vitamin-E (tocopherols and tocotrienols)
  • One of the richest plant sources of heart protective CoQ10
  • High levels of immune-strengthening squalene
  • Easily digested and stable for high heat cooking
  • Inflammation-reducing plant sterols

Traditional Red Palm Oil Harvesting

Despite a deep history and impressive nutrient profile, we tend to hear very little about palm oil from media sources in the United States. This devastating omission has been caused in part by the wrongful demonization of saturated fat that duped our nation from the mid-20th century and onwards. However, poor production practices by greedy palm oil industry leaders have also cast a negative shadow on this otherwise remarkable oil.

The traditional production of palm oil is artisanal in quality. Palm fruit is carefully inspected and picked by hand to select for only the best quality specimens. Once picked, the fruit is left for a full 36 hours to soften, then plucked, washed, and steamed for only a few minutes to further break down the pulp. Next the fruit is poured into a large mortar or frapper and pounded until the flesh separates from the nut. The nut is set aside to dry. At this time, the brilliant oil of the palm fruit begins to appear. To remove any excess water, the red oil is heated slightly and then sits for 24 hours to allow for all impurities to be removed and sink to the bottom of the tank. To ensure that no additional impurities are intact, the red oil is filtered through a slowly working gravity system to leave only the most wholesome and nutrient rich oil.

Unsustainable Modern Palm Oil Processing

Unfortunately, the production of many modern palm oils is in stark contrast to this slow and careful process. Different varieties of palm oil have cropped up in recent years, including those derived from the kernel instead of the accustomed fruit and others that are purified to remove the characteristic red color (and with it the antioxidant pigments it contains.)

Commercial palm oil is often harshly and rapidly extracted using questionable chemical solvents, then further refined and deodorized. Although convenient for output- and dollar-focused companies these practices deplete nutrients and compromise the integrity of the incredible raw palm fruits. Some palm oils are even used as a base for hydrogenation, completely ruining the beautiful, healthy fat.

Additional controversy and stigmatization has been created by sustainability concerns with large-scale palm oil production efforts. Certain palm oils, primarily those from industrial suppliers in Malaysia & Indonesia, are irresponsibly harvested in a way that threatens orangutan habitats and disregards local culture. To address these issues and to protect the cultural significance of red palm oil extraction, an organization known as the RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) was formed. RSPO certification verifies that palm oils are harvested in a manner that protects wildlife as according to the standards of the World Wildlife Fund (WWF) and also maintains the integrity of the local communities from which the red palm oil is acquired.

Take a Stand for Sustainable Red Palm Oil

As consumers we have the opportunity to protect precious red palm oil in its natural form by sourcing red palm oils that are RSPO certified and traditionally made, such as the sustainable red palm oil made by Jungle Products.

By seeking out companies that work with local communities to bring sustainable and pure red palm oil into our kitchens and homes, we are not only able to experience the many health benefits that red palm oil has to offer, but are also preserving the art of a cherished traditional food so that it too can be passed on for generations to come.

 

สรุป:


น้ำมันปาล์มถูกนำมาใช้ในการเตรียมอาหารตั้งแต่ 5,000 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีการบริโภคทั่วโลกในรูปของน้ำมันปรุงอาหาร มาการีน เนยขาว และเป็นส่วนผสมในไขมันผสมและผลิตภัณฑ์อาหารมากมาย ผู้ผลิตอาหารเลือกน้ำมันปาล์มเนื่องจากมีคุณภาพที่โดดเด่น มีคุณค่าทางโภชนาการ (โทโคไตรอีนอลและแคโรทีนอยด์) ไม่ต้องเติมไฮโดรเจน (ปราศจากกรดไขมันทรานส์) และสถานะที่ไม่ใช่จีเอ็มโอ


ตรงกันข้ามกับความเชื่อและความเข้าใจผิดที่ได้รับความนิยม จากการศึกษาและสิ่งพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ น้ำมันปาล์มได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีผลกระทบต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเลย ไขมันอิ่มตัว – กรดไขมัน C16 Palmitic ไม่เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือดโดยรวม


ถาม: ฉันเห็นน้ำมันปาล์ม น้ำมันเมล็ดในปาล์ม และน้ำมันเมล็ดในปาล์มแบบแยกส่วนในรายการส่วนผสม อะไรคือความแตกต่างและพวกเขาทั้งหมดไม่ดีสำหรับฉัน?


ตอบ: สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลวร้ายสำหรับคุณเสมอไป แต่ความแตกต่างในการตั้งชื่อที่คลุมเครือนั้นทำให้สับสนมาก และมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน


เมื่อไขมันทรานส์ถูกกำจัดออกจากตลาดเนื่องจากผลกระทบด้านสุขภาพเชิงลบที่รุนแรง ไขมันราคาไม่แพงซึ่งมีความคงตัวและคุณสมบัติการหลอมละลายใกล้เคียงกันนั้นเป็นที่ต้องการสูง น้ำมันปาล์มเหมาะสมกับบิล เนื่องจากประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก และได้กลายเป็นไขมันทางเลือกแทนไขมันทรานส์


คุณมักจะเห็นน้ำมันปาล์มที่แตกต่างกันสามแบบ: น้ำมัน


ปาล์ม: นี่คือไขมันที่ถูกบีบออกจากผลจากต้นปาล์มน้ำมัน ดังนั้นคุณจะเห็นมันเรียกว่า "น้ำมันผลปาล์ม" อุดมไปด้วยวิตามินอี หากคุณพบว่าน้ำมันปาล์มของคุณมีสีแดง นี่เป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากสีมาจากสารต้านอนุมูลอิสระเบต้าแคโรทีน ต้องขอบคุณ E และไขมันอิ่มตัวที่ต่ำกว่า น้ำมันปาล์มจึงเป็นน้ำมันที่ดีที่สุดในกลุ่มน้ำมันนี้อย่างแน่นอน [ทวีตข้อเท็จจริงนี้!]


น้ำมันเมล็ดในปาล์ม: ตามชื่อที่แนะนำ น้ำมันนี้ได้มาจากเมล็ดหรือเมล็ดของผลในปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวมากกว่าน้ำมันปาล์มและมักใช้ในการปรุงอาหารเชิงพาณิชย์เนื่องจากปริมาณไขมันอิ่มตัวที่สูงขึ้นช่วยให้มีเสถียรภาพมากขึ้นในอุณหภูมิที่สูงขึ้นและอายุการเก็บรักษาที่ดีขึ้น


ที่เกี่ยวข้อง: 8 ส่วนผสมที่ฟังดูน่ากลัวซึ่งปลอดภัยจริง ๆ


น้ำมันปาล์มแบบแบ่งส่วน: นี่เป็นผลมาจากกระบวนการที่ช่วยให้สามารถสกัดและความเข้มข้นของกรดไขมันบางชนิดที่พบในน้ำมันปาล์มได้ บริษัทอาหารใช้กระบวนการแยกส่วนเพื่อสร้างน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวที่มีความเข้มข้นสูงกว่าเพื่อความเสถียรและอายุการเก็บรักษาที่ดียิ่งขึ้น


ขอแนะนำให้ควบคุมระดับไขมันอิ่มตัวในอาหารของคุณเพื่อควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แต่ไม่ใช่ว่าไขมันอิ่มตัวทั้งหมดจะมีผลทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นเหมือนกัน (และไม่ทำให้เรื่องราวซับซ้อนขึ้น แต่ระดับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตของคุณก็มีบทบาทเช่นกัน) ตัวอย่างเช่น กรดสเตียริกเป็นไขมันอิ่มตัวที่พบในไขมันและเนื้อวัวจากนมเป็นหลัก ไม่มีผลกระทบต่อระดับคอเลสเตอรอล


งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Clinical Nutrition พบว่าการให้น้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นน้ำมันเขตร้อนอีกชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ในขณะที่การกินน้ำมันปาล์มสำหรับบุคคลทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง นี่แสดงให้เห็นว่าไขมันอิ่มตัวที่พบในน้ำมันปาล์มให้ผลทางสรีรวิทยาที่ไม่เหมือนใครซึ่งปกติจะไม่เห็นด้วยไขมันอิ่มตัว อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแนวคิดที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่ามีผลตรงกันข้าม


ที่เกี่ยวข้อง: ทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว


ตามกฎทั่วไป ฉันแนะนำให้ลูกค้าที่มีสุขภาพดีได้รับไขมันในอาหารจากแหล่งต่างๆ โดยหนึ่งในสามมาจากแต่ละประเภท (อิ่มตัว ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน) [ทวีตเคล็ดลับนี้!] ในบริบทนี้ น้ำมันปาล์มเล็กน้อย ไม่ว่าจะแปรผันใดๆ จะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณมากนัก แต่ถ้าคุณมีทางเลือก ให้เลือกน้ำมันปาล์มแทนเมล็ดในปาล์มหรือน้ำมันปาล์มแบบแยกส่วน


น้ำมันปาล์มแดง - พลังบำบัดแบบโบราณ


หลายชั่วอายุคน น้ำมันปาล์มแดงได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและยาอันทรงคุณค่า




.. น้ำมันปาล์มแดงได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและยาที่มีคุณค่ามาหลายชั่วอายุคน แม้กระทั่งตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของพืชที่มีคุณค่าในการรักษาและป้องกันโรคต่างๆ Ben Ukwuoma เขียนเกี่ยวกับงานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดที่นำเสนอในการประชุม International Biomedical Science Congress ซึ่งจัดขึ้นที่เมือง Birminghan สหราชอาณาจักรโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวไนจีเรีย ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Cape Town ประเทศแอฟริกาใต้ เกี่ยวกับคุณสมบัติทางโภชนาการและการรักษาที่มีอยู่ในพืช


ฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณยกย่องให้เป็นอาหารศักดิ์สิทธิ์ น้ำมันมีมูลค่าสูงจนฝังไว้กับฟาโรห์เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าถึงได้ในชีวิตหลังความตาย


ตลอดประวัติศาสตร์ น้ำมันปาล์มเป็นแหล่งไขมันในอาหารหลักสำหรับคนจำนวนนับไม่ถ้วน คุณสมบัติทางโภชนาการและการรักษาของมันได้รับการยอมรับมาหลายชั่วอายุคน


จนกระทั่งยาแผนปัจจุบันมาถึง น้ำมันปาล์มสีแดงเป็นยาทางเลือกสำหรับโรคภัยไข้เจ็บเกือบทุกแห่งในหลายพื้นที่ของแอฟริกา


เมื่อมีคนป่วย การดื่มน้ำปาล์มเต็มถ้วยเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ทุกวันนี้ ผู้คนในหมู่บ้านจำนวนมากยังพึ่งพาวิธีการรักษาแบบโบราณนี้ น้ำมันปาล์มถือได้ว่าเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับสตรีมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร เพื่อสุขภาพที่ดีของแม่และเด็ก


วันนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำมันปาล์มแดงในการรักษาและป้องกันโรคต่างๆ มีการนำเสนอทางวิทยาศาสตร์มากมายในทิศทางนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติเบอร์มิงแฮมที่งานสภาคองเกรสวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ Dr. Oluwafemi O. Oguntibeju ภาควิชาชีวการแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาพ Cape Peninsula University of Technology วิทยาเขต Bellville ประเทศแอฟริกาใต้ ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงศักยภาพ ของน้ำมันปาล์มแดงในกระบวนการบำบัด


ที่รู้จักกันในทางวิทยาศาสตร์ว่า Elaeis Guineensis เชื่อกันว่าน้ำมันปาล์มมีต้นกำเนิดมาจากแอฟริกาตะวันตก อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการบริโภคน้ำมันปาล์มถูกพบในอียิปต์เมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน


โดยพื้นฐานแล้ว มันมีส่วนผสมของไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่สมดุลและอุดมไปด้วย ให้สารอาหารที่ดูดซึมได้ในระดับที่สูงกว่าแหล่งผักอื่นๆ


เช่นเดียวกับน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์มยังอุดมไปด้วยไตรกลีเซอไรด์สายโซ่ขนาดกลาง (MCTs) ซึ่งรวบรวมไขมันในร่างกาย เพิ่มอัตราการเผาผลาญ และเป็นแหล่งพลังงานที่ดี


น้ำมันปาล์มเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะวิตามินอี แม้ว่าประโยชน์ต่อสุขภาพของวิตามินอีจะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าวิตามินอีเป็นองค์ประกอบเชิงซ้อนขององค์ประกอบต่างๆ ที่แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: โทโคฟีรอล (อัลฟ่า, เบต้า, แกมมาและเดลต้า) และโทโคไตรอีนอล (อัลฟ่า เบต้า แกมมาและเดลต้า) และในขณะที่โทโคฟีรอลอัลฟ่าเป็นรูปแบบที่จำหน่ายกันทั่วไปในชื่อวิตามินอี สเปกตรัมที่สมบูรณ์ของโทโคเพอรอลและโทโคไตรอีนอลทั้งหมดนั้นจำเป็นสำหรับการดูดซึมที่เหมาะสม


โทโคไตรอีนอลที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสารกำจัดอนุมูลอิสระและเชื่อว่ามีบทบาทในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ หลอดเลือด มะเร็ง โรคข้ออักเสบ และโรคอัลไซเมอร์


นักวิจัยเชื่อว่าโทโคฟีรอลและโทโคไตรอีนอลรวมกันเป็นส่วนประกอบที่ช่วยจำกัดความเสียหายระหว่างอาการหัวใจวาย


น้ำมันปาล์มแดงไม่เพียงแต่ให้กรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการพัฒนาที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และไฟโตนิวเทรียนท์อื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีอีกด้วย


ตัวอย่างเช่น สีแดงมาจากแคโรทีน เช่น เบต้าแคโรทีนและไลโคปีน ซึ่งเป็นสารอาหารชนิดเดียวกันที่ทำให้มะเขือเทศ แครอท และผักและผลไม้อื่นๆ มีสีแดงและส้มที่เข้มข้น


แคโรทีนเป็นสารอาหารที่มีคุณค่าและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ พวกเขายังมีความสำคัญเนื่องจากร่างกายสามารถแปลงเป็นวิตามินเอซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็น


การขาดวิตามินเออาจทำให้ตาบอด กระดูกอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง และส่งผลเสียต่อความสามารถในการเรียนรู้และการทำงานของจิตใจ


"วิตามินเอมีอยู่ในอาหารสัตว์เท่านั้น อาหารดังกล่าวมีราคาแพงเกินไปสำหรับคนจำนวนมาก แคโรทีนในผักและผลไม้สามารถจัดหาวิตามินเอที่จำเป็นได้หากบริโภคไขมันในปริมาณที่เพียงพอเช่นกัน แคโรทีนต้องการไขมันเพื่อเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ น่าเสียดาย ผู้ที่ไม่สามารถซื้อผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้มักจะไม่กินไขมันมากเช่นกัน


ประชากรที่มีอาหารที่อุดมด้วยแคโรทีนเพียงพอมักจะประสบปัญหาการขาดวิตามินเอเพราะพวกเขาไม่ได้รับไขมันเพียงพอในอาหาร” ดร. อัลเบิร์ตเอกบูฮีแห่งภาควิชา ชีวเคมีของวิทยาลัยแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยลากอสกล่าวว่า "น้ำมันปาล์มแดงเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรวิตามินเอแคโรทีน (เบต้าแคโรทีนและอัลฟาแคโรทีน) มีโปรวิตามินเอมากกว่าแครอทถึง 15 เท่าและมากกว่ามะเขือเทศ 300 เท่า ทำให้เป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่าในการรักษาภาวะขาดวิตามินเอ" “น้ำมันปาล์มแดงเพียงหนึ่งช้อนชาต่อวันจะช่วยให้เด็กได้รับวิตามินเอตามปริมาณที่แนะนำต่อวัน คุณแม่พยาบาลควรเสริมอาหารด้วยน้ำมันปาล์มเพื่อเพิ่มคุณค่าน้ำนมด้วยวิตามิน” เขากล่าว


อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าการเติมน้ำมันปาล์มแดงในอาหารสามารถเพิ่มปริมาณวิตามินเอในนมแม่ได้เป็นสองเท่าหรือสามเท่า


เด็กๆ ไม่เพียงได้รับวิตามินเอที่ต้องการเท่านั้น แต่ยังได้รับสารอาหารที่สำคัญอื่นๆ ด้วย น้ำมันปาล์มแดงเป็นแหล่งพลังงานเสมือนของโภชนาการ มันมีสารอาหารมากกว่าน้ำมันอาหารอื่น ๆ นอกจากเบตาแคโรทีน อัลฟ่า-แคโรทีน และไลโคปีน ยังมีแคโรทีนอื่นๆ อีกอย่างน้อย 20 ชนิด พร้อมด้วยวิตามินอี วิตามินเค CoQ10 สควาลีน ไฟโตสเตอรอล ฟลาโวนอยด์ กรดฟีนอล และไกลโคลิปิด


น้ำมันปาล์มแดงอุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย เปรียบเสมือนอาหารเสริมจากธรรมชาติ อันที่จริง, มันถูกห่อหุ้มและขายเป็นอาหารเสริมวิตามินอยู่ในขณะนี้.


เป็นที่ทราบกันดีว่าการลดลงของสารต้านอนุมูลอิสระรวมถึงเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระนั้นช่วยเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในภาวะต่างๆ เช่น CVD เบาหวาน และมะเร็ง


"การศึกษานี้ดำเนินการเพื่อตรวจสอบอิทธิพลของการเสริมน้ำมันปาล์มแดง (RPO) ต่อเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในรูปแบบหนู" Oguntibeju กล่าว


"ผลการวิจัยพบว่า RPO ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกิจกรรมของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ: Superoxide dismutase (SOD), Glutathione reductase (GR) Catalase (CAT) แต่ไม่แสดงผลที่สังเกตได้ต่อ GSH


เขาสรุปว่าน้ำมันสามารถลดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ ความสามารถที่มีศักยภาพในการเพิ่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ


"RPO อาจมีบทบาทในการป้องกันและรักษาอาการบาดเจ็บจากปฏิกิริยาออกซิเดชันเพื่อสำรวจและสนับสนุนสมมติฐานนี้" เขากล่าว


เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระเป็นองค์ประกอบการป้องกันหลักของระบบชีวภาพทั้งในมนุษย์และสัตว์ สารต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์เป็นระบบป้องกันภายในเซลล์ปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระและการสลายอย่างกว้างขวางแต่ไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์


"ดังนั้นการบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากอาหาร (เช่น ที่มีอยู่ใน RPO) อาจมีความสำคัญอย่างมากในการลดการเกิดออกซิเดชันสะสม ความเสียหายต่อโมเลกุลขนาดใหญ่” เขากล่าว


ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานักวิจัยได้ศึกษาผลกระทบของน้ำมันปาล์มต่อการ์ดอย่างระมัดระวัง สุขภาพของหลอดเลือด ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าประหลาดใจสำหรับนักวิจัย แม้ว่าจะมีไขมันอิ่มตัวสูง แต่ก็ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้


จากการศึกษาพบว่าการเติมน้ำมันปาล์มในอาหารสามารถขจัดคราบพลัคที่สะสมในหลอดเลือดแดง และทำให้กระบวนการของหลอดเลือดกลับคืนมา สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นทั้งในสัตว์และการศึกษาของมนุษย์ ในการศึกษาหนึ่งตัวอย่าง 50 วิชาถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเท่า ๆ กัน ผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดและมีอาการอย่างน้อยหนึ่งครั้ง


ในช่วงเริ่มต้นของการศึกษา ระดับการอุดตันของหลอดเลือดแดงในหลอดเลือดแดงของพวกมันอยู่ระหว่าง 15 ถึง 79 เปอร์เซ็นต์ โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลงอื่นใดในอาหารหรือยาของพวกเขา อาสาสมัครครึ่งหนึ่งเริ่มทานอาหารเสริมน้ำมันปาล์มทุกวัน อีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอกและทำหน้าที่เป็นตัวควบคุม ระดับของหลอดเลือดได้รับการตรวจสอบโดยใช้การสแกนด้วยอัลตราซาวนด์ในช่วง 18 เดือน ในกลุ่มที่ได้รับน้ำมันปาล์ม ภาวะหลอดเลือดหยุดใน 23 คนจาก 25 คน ในเจ็ดวิชาเหล่านี้ หลอดเลือดไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น แต่ยังถดถอยอีกด้วย ในการเปรียบเทียบ ไม่มีผู้ใดในกลุ่มควบคุมใดที่มีอาการดีขึ้น อันที่จริง สภาพใน 10 กลุ่มนั้นแย่ลง การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าน้ำมันปาล์มไม่เพียงหยุดไม่ได้ แต่ยังทำให้หลอดเลือดย้อนกลับได้อีกด้วย


การขจัดคราบพลัคไม่ใช่วิธีเดียว น้ำมันปาล์มช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวาย น้ำมันปาล์มยังสามารถปรับปรุงค่าคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย ในการศึกษาที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ พบว่าโคเลสเตอรอลรวมลดลงร้อยละ 10 ในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง 36 รายที่ได้รับแคปซูลน้ำมันปาล์มเป็นเวลาสี่สัปดาห์ การศึกษาติดตามผลจากอาสาสมัคร 16 คนส่งผลให้คอเลสเตอรอลรวมลดลง 13 เปอร์เซ็นต์


น้ำมันปาล์มช่วยรักษาความดันโลหิตให้เหมาะสม น้ำมันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยดับอนุมูลอิสระและควบคุมการอักเสบ โทโคไตรอีนอลยังทำให้หัวใจแข็งแรงเพื่อให้สามารถทนต่อความเครียดได้ดีขึ้น


นักวิจัยสามารถตั้งใจทำให้หัวใจวายในสัตว์ทดลองโดยการตัดกระแสเลือดไปยังหัวใจ ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม หากสัตว์ได้รับน้ำมันปาล์ม อัตราการรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก การบาดเจ็บจะลดลง และการฟื้นตัวจะเร็วขึ้น


จากการศึกษาวิจัยในลักษณะนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าน้ำมันปาล์มช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ สิ่งนี้ได้รับการยืนยันในประชากรที่การบริโภคน้ำมันปาล์มสูงเป็นพิเศษ โรคหัวใจในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี และไนจีเรีย ซึ่งน้ำมันปาล์มเป็นแหล่งสำคัญหากไม่ได้เป็นแหล่งของไขมันที่มองเห็นได้เพียงอย่างเดียวในอาหารประจำวัน ถือว่าต่ำที่สุดในโลก


การศึกษาแสดงให้เห็นว่าโทโคไตรอีนอลในปาล์มยับยั้งการเจริญเติบโตของผิวหนัง กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก เต้านม และมะเร็งอื่นๆ การวิจัยส่วนใหญ่จนถึงปัจจุบันเป็นมะเร็งเต้านมที่โทโคไตรอีนอลมีความหวังดี พวกเขาไม่เพียงแต่ป้องกันมะเร็งจากการจับกุม แต่ยังขัดขวางการเจริญเติบโตของมะเร็งอย่างแข็งขัน และเริ่มกระบวนการอะพอพโทซิส ซึ่งเป็นกระบวนการที่เซลล์ที่เป็นโรคฆ่าตัวตาย นี่เป็นกระบวนการปกติที่ได้รับการตั้งโปรแกรมไว้ในเซลล์ทั้งหมดของเราเพื่อขจัดเซลล์เก่าและเซลล์ที่เป็นโรค อย่างไรก็ตาม ในเซลล์มะเร็ง กระบวนการนี้จะถูกปิดกั้นและเซลล์ที่ได้รับผลกระทบจะทวีคูณและเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ วิตามินอีสามัญไม่ก่อให้เกิดการตายของเซลล์ที่ตั้งโปรแกรมไว้ในเซลล์มะเร็ง โทโคไตรอีนอลเท่านั้นที่มีผลนี้


ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันปาล์มแดงยังแสดงให้เห็นประโยชน์ในการป้องกันการเสื่อมของระบบประสาทอีกด้วย ปัจจัยที่สำคัญที่สุด 2 ประการที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ได้แก่ ความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและการไหลเวียนไม่ดี


ความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันสร้างอนุมูลอิสระที่ทำลายเนื้อเยื่อสมองและเส้นประสาท การไหลเวียนไม่ดีส่งผลต่อสมองโดยการจำกัดออกซิเจนและกลูโคส ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของสมองอย่างเหมาะสม นักวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและการไหลเวียนของเลือดที่ลดลงไปยังสมองกับภาวะสมองเสื่อมในวัยชรา โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคฮันติงตัน และแม้กระทั่งโรคจิตเภท เงื่อนไขทั้งหมดเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการตายของเซลล์สมอง โทโคไตรอีนอลช่วยสมองโดยการลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น


น้ำมันปาล์มแดงเป็นไขมันดั้งเดิมที่ได้มาจากผลของ Elaesis guineensis หรือต้นปาล์มน้ำมันที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาเขตร้อน น้ำมันที่มีสีสดใสนี้ได้รับการเก็บเกี่ยวโดยคนในท้องถิ่นมานานหลายศตวรรษ และใช้สำหรับการใช้งานด้านอาหาร เครื่องสำอาง และยาแบบไดนามิก ด้วยประวัติศาสตร์ที่เชื่อกันว่าย้อนหลังไปถึง 5,000 ปี นักโบราณคดีได้ระบุแม้กระทั่งน้ำมันปาล์มที่หลงเหลืออยู่ในไหดินเผาจากสุสานของฟาโรห์อียิปต์ผู้มีชื่อเสียง ซึ่งบ่งบอกถึงความสำคัญที่กว้างใหญ่ไพศาลในทุกยุคทุกสมัย


การขยายตัวของแนวทางการค้าระหว่างประเทศตลอดศตวรรษที่ 16 อนุญาตให้นำน้ำมันปาล์มที่แยกตัวได้ในทางภูมิศาสตร์มาใช้ในส่วนใหม่ๆ ของโลก รวมถึงอเมริกาใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการแพร่กระจายไปทั่วโลกนี้ น้ำมันปาล์มได้รับความนิยมในหลายประเทศ เนื่องจากผู้คนตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการและความเก่งกาจของสินค้าโภคภัณฑ์อันทรงคุณค่านี้ ในหลายประเทศ น้ำมันปาล์มเป็นที่ต้องการอย่างสูงในด้านความเสถียรของสารอาหาร อายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน จุดควันสูง รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และคุณภาพที่น่าลิ้มลองสำหรับอาหารปิ้งย่างและขนมอบ ดร.บรูซ ไฟฟ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันเมืองร้อน กล่าวว่า น้ำมันปาล์มได้แซงหน้าน้ำมันถั่วเหลืองเป็นน้ำมันที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในโลกเมื่อเร็วๆ นี้


ประโยชน์ของน้ำมันปาล์มแดง


วิทยาศาสตร์ได้ยืนยันถึงประโยชน์ที่บรรพบุรุษของเรารู้จักเกี่ยวกับน้ำมันปาล์มแดงโดยสัญชาตญาณ การวิเคราะห์ได้เปิดเผยรายละเอียดสารอาหารที่น่าประทับใจ และการศึกษาทางคลินิกได้แสดงให้เห็นถึงข้อดีหลายประการสำหรับสุขภาพสมัยใหม่


งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าน้ำมันปาล์มช่วยหยุดหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ ขณะที่นักวิจัยคนอื่นๆ แนะนำว่าส่วนประกอบบางอย่างในน้ำมันปาล์มแดงมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง พูดง่ายๆ ก็คือ น้ำมันปาล์มสีแดงเต็มไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ซึ่งเปรียบเสมือนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติมากกว่าสิ่งอื่นใด


ในความเป็นจริง บางบริษัทกำลังห่อหุ้มเพื่อขายในร้านขายวิตามินและร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ น้ำมันยังมีอยู่ในขวดและขวดเช่นเดียวกับน้ำมันพืชอื่นๆ สำหรับใช้ในครัวทั่วไป


ประโยชน์ของน้ำมันปาล์มแดง:


อุดมด้วยกรดไขมันสายกลาง


เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แคโรทีนอยด์ (เบตาแคโรทีนและไลโคปีน)


ประกอบด้วยวิตามินอีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (โทโคฟีรอลและโทโคไตรอีนอล)


หนึ่งในแหล่งพืชที่อุดมไปด้วย CoQ10 ที่ปกป้องหัวใจ


เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระดับสูง squalene


ย่อยง่ายและเสถียรสำหรับการปรุงอาหารด้วยความร้อนสูง


สเตอรอลจากพืชที่ลดการอักเสบ การ




เก็บเกี่ยวน้ำมันปาล์มแดงแบบดั้งเดิม


แม้จะมีประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งและรายละเอียดสารอาหารที่น่าประทับใจ แต่เรามักไม่ค่อยได้ยินเกี่ยวกับน้ำมันปาล์มจากแหล่งสื่อในสหรัฐอเมริกา การละเลยที่ทำลายล้างนี้เกิดขึ้นส่วนหนึ่งจากการทำลายล้างไขมันอิ่มตัวที่หลอกลวงชาติของเราตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัติด้านการผลิตที่ไม่ดีโดยผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่โลภได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อน้ำมันที่น่าทึ่งนี้






การผลิตน้ำมันปาล์มแบบดั้งเดิมนั้นมีคุณภาพโดยช่างฝีมือ ผลปาล์มได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนและหยิบด้วยมือเพื่อเลือกเฉพาะตัวอย่างที่มีคุณภาพดีที่สุดเท่านั้น เมื่อเก็บแล้ว ผลไม้จะถูกทิ้งไว้ 36 ชั่วโมงเต็มเพื่อทำให้เนื้อนุ่ม จากนั้นดึง ล้าง และนึ่งเพียงไม่กี่นาทีเพื่อให้เนื้อแตกต่อไป ถัดไปผลไม้จะถูกเทลงในครกขนาดใหญ่หรือเฟรปเปอร์แล้วทุบจนเนื้อแยกออกจากถั่ว น๊อตถูกพักไว้ให้แห้ง ในเวลานี้น้ำมันสุกใสของผลปาล์มเริ่มปรากฏขึ้น ในการกำจัดน้ำส่วนเกิน น้ำมันสีแดงจะถูกทำให้ร้อนเล็กน้อยแล้วนั่งเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อให้สิ่งสกปรกทั้งหมดถูกกำจัดออกและจมลงสู่ก้นถัง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งเจือปนเพิ่มเติมครบถ้วน น้ำมันสีแดงจะถูกกรองผ่านระบบแรงโน้มถ่วงที่ทำงานอย่างช้าๆ เพื่อให้เหลือเฉพาะน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและอุดมไปด้วยสารอาหารเท่านั้น


การแปรรูปน้ำมันปาล์มสมัยใหม่ที่ไม่ยั่งยืน


น่าเสียดายที่การผลิตน้ำมันปาล์มสมัยใหม่จำนวนมากตรงกันข้ามกับกระบวนการที่ช้าและระมัดระวังนี้โดยสิ้นเชิง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา น้ำมันปาล์มหลากหลายพันธุ์ได้เก็บเกี่ยว รวมทั้งน้ำมันที่ได้จากเมล็ดพืชแทนผลไม้ที่คุ้นเคย และอื่นๆ ที่ได้รับการทำให้บริสุทธิ์เพื่อขจัดสีแดงที่มีลักษณะเฉพาะ (และด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในนั้น)


น้ำมันปาล์มเชิงพาณิชย์มักมีขายอยู่บ่อยครั้ง สกัดอย่างรุนแรงและรวดเร็วโดยใช้ตัวทำละลายเคมีที่น่าสงสัย จากนั้นจึงกลั่นและกำจัดกลิ่นเพิ่มเติม แม้ว่าจะสะดวกสำหรับบริษัทที่เน้นด้านผลผลิตและเงินดอลลาร์ แต่การปฏิบัติเหล่านี้ทำให้สารอาหารหมดไปและส่งผลต่อความสมบูรณ์ของผลปาล์มดิบที่น่าเหลือเชื่อ น้ำมันปาล์มบางชนิดยังใช้เป็นฐานสำหรับเติมไฮโดรเจน ทำลายไขมันที่สวยงามและมีสุขภาพดีได้อย่างสมบูรณ์


การโต้เถียงและการตีตราเพิ่มเติมเกิดขึ้นจากความกังวลเรื่องความยั่งยืนด้วยความพยายามในการผลิตน้ำมันปาล์มในวงกว้าง น้ำมันปาล์มบางชนิด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากซัพพลายเออร์ทางอุตสาหกรรมในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถูกเก็บเกี่ยวอย่างไร้ความรับผิดชอบในลักษณะที่คุกคามแหล่งที่อยู่อาศัยของลิงอุรังอุตังและละเลยวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้และเพื่อปกป้องความสำคัญทางวัฒนธรรมของการสกัดน้ำมันปาล์มแดง จึงได้มีการจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ใบรับรอง RSPO ตรวจสอบว่าน้ำมันปาล์มได้รับการเก็บเกี่ยวในลักษณะที่ปกป้องสัตว์ป่าตามมาตรฐานของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) และยังรักษาความสมบูรณ์ของชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับน้ำมันปาล์มแดง


ยืนหยัดเพื่อน้ำมันปาล์มแดงที่ยั่งยืน


ในฐานะผู้บริโภค เรามีโอกาสปกป้องน้ำมันปาล์มแดงอันล้ำค่าในรูปแบบธรรมชาติโดยการจัดหาน้ำมันปาล์มแดงที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO และผลิตตามประเพณี เช่น น้ำมันปาล์มแดงแบบยั่งยืนที่ผลิตโดย Jungle Products


ด้วยการแสวงหาบริษัทที่ทำงานร่วมกับชุมชนในท้องถิ่นเพื่อนำน้ำมันปาล์มแดงที่ยั่งยืนและบริสุทธิ์มาสู่ห้องครัวและบ้านของเรา เราไม่เพียงแต่สามารถสัมผัสถึงประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายที่น้ำมันปาล์มแดงมีให้ แต่ยังรักษาศิลปะของ หวงแหนอาหารพื้นเมืองเพื่อที่จะสามารถส่งต่อไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้


 

Health Benefits of Red Palm Oil
By Bryan See
 March 04, 2013- Article
Print

Red Palm Oil, the staple oil in the Africa and Asia continents, naturally contains unique phytonutrients that are proven to be beneficial to human health. The oil palm (Elaeis guineensis), from which red palm oil is derived contains the phytonutrients tocotrienols (vitamin E), mixed carotenoids, phytosterols, squalene and coenzyme Q10 (CoQ10). Of these, the tocotrienols and carotenoids in particular, are proven to confer health benefits such as potent cardioprotection, neuroprotection and skin nutrition; as mentioned by Dr. Mehmet Oz in his recent TV program, where he called it his most miraculous find in 2013 to address the aging process. 

Scientific evidence (more than 700 published papers) have shown tocotrienols together with the phytonutrients from red palm oil contribute to these health benefits.

The two main phytonutrients concentrated from red palm oil and available as commercial extracts in the market are tocotrienols and carotenes complex.  Both full-spectrum palm tocotrienol complex and carotenoids complex , are GRAS (generally recognized as safe) according to Title 21 Code of Federal Regulation for use in foods and drinks, with a “No Objection Letter" from FDA.  In addition, these products are not genetically modified and are vegetarian, kosher and halal certified.

Tocotrienols are members of the vitamin E family. In the body, vitamin E acts as an antioxidant that protects lipid from peroxidation and help quench free radicals. However, there is a difference in antioxidant potency between tocotrienol and its sibling tocopherol. Tocotrienol has been shown to be 40 to 60 times more potent than tocopherol as an antioxidant. Similar to the tocopherols, tocotrienols consist of 4 members: alfa, beta, gamma, and delta isomers.1 Structurally, both tocotrienol and tocopherol possess a chromanol head attached to a carbon side chain. Tocotrienol has three double bonds in its side chain, but tocopherol has a saturated tail. Many studies have suggested that this polyunsaturation in tocotrienols contributes to more potent effects than tocopherols.

Learn more about the sustainability of red palm oil in this INSIDER article.

Research shows tocotrienols are beneficial to consumers who want to maintain healthy brain (neuroprotection), blood lipid levels, arterial compliance (by reducing arterial stiffness), liver health, skin nutrition and immune protection.

The deep orange red color of red palm oil is contributed by natural pigments called carotenoids. There are more than 600 different carotenoids known to exist in nature. Carotenoids have long been used as natural food colorants in food and drinks, as well as cosmetics. Red palm oil is a natural plant source of carotenes in terms of retinol (vitamin A) equivalents, providing 7,000 retinol equivalents (RE) per 100 grams. This is about 17 times as much beta-carotene as carrots, in terms of retinol equivalents. Some carotenoids, such as beta-carotene and alfa-carotene, act as precursor of vitamin A. Lycopene, lutein, zeaxanthin are carotenoids that do not have vitamin A activity, but possess other health-promoting biological properties. The primary forms of carotenoids in red palm oil are beta-carotene, alfa-carotene, gamma-carotene and lycopene. Palm oil contains the highest alfa-carotene level among all the plant sources.

There are four main commercial sources of carotenoids, namely synthetic beta-carotene, algae’s beta-carotene, fermentative beta-carotene and palm carotenoids. Synthetic beta-carotene is an artificial colorant containing only a single form of isomer (all trans beta-carotene). Likewise, algae’s and fermentative beta-carotenes predominantly contain a single isomer (more than 96 percent as beta-carotene), which are not true mixed carotenoids complex.

In comparison, palm carotenoids complex is a fruit/food-based natural carotenoid. Natural palm carotenoids complex is extracted from palm fruits via a mild extraction process, which ensures maximum natural preservation of carotenoids. Apart from beta-carotene, palm carotenoids complex contains the highest level of alfa-carotene compared to carotenoids from other sources. It also contains appreciable amount of gamma-carotene and lycopene.

น้ำมันปาล์มแดง ซึ่งเป็นน้ำมันหลักในทวีปแอฟริกาและเอเชีย มีไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ ปาล์มน้ำมัน (Elaeis guineensis) ซึ่งได้มาจากน้ำมันปาล์มสีแดงประกอบด้วยสารไฟโตนิวเทรียนท์ โทโคไตรอีนอล (วิตามินอี) แคโรทีนอยด์ผสม ไฟโตสเตอรอล สควาลีน และโคเอ็นไซม์ Q10 (CoQ10) ของเหล่านี้ โทโคไตรอีนอลและแคโรทีนอยด์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น การปกป้องหัวใจ การป้องกันระบบประสาท และโภชนาการของผิวหนัง ดังที่ ดร. เมห์เม็ต ออซ กล่าวไว้ในรายการทีวีล่าสุดของเขา ซึ่งเขาเรียกสิ่งนี้ว่าการค้นพบที่น่าอัศจรรย์ที่สุดของเขาในปี 2013 เพื่อจัดการกับกระบวนการชราภาพ 










หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (เอกสารที่ตีพิมพ์มากกว่า 700 ฉบับ) แสดงให้เห็นว่าโทโคไตรอีนอลร่วมกับสารไฟโตนิวเทรียนท์จากน้ำมันปาล์มสีแดงมีส่วนช่วยให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเหล่านี้


ไฟโตนิวเทรียนท์หลักสองชนิดที่เข้มข้นจากน้ำมันปาล์มสีแดงและมีจำหน่ายเป็นสารสกัดเชิงพาณิชย์ในตลาด ได้แก่ โทโคไตรอีนอลและแคโรทีนคอมเพล็กซ์ ทั้งโทโคไตรอีนอลเชิงซ้อนจากปาล์มชนิดฟูลสเปกตรัมและแคโรทีนอยด์คอมเพล็กซ์ เป็น GRAS (โดยทั่วไปแล้วปลอดภัย) ตาม Title 21 Code of Federal Regulation สำหรับใช้ในอาหารและเครื่องดื่ม โดยมี “No Objection Letter” จาก FDA นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยัง ไม่ดัดแปลงพันธุกรรมและเป็นมังสวิรัติ โคเชอร์ และฮาลาลได้รับการรับรอง


Tocotrienols เป็นสมาชิกของตระกูลวิตามิน E ในร่างกายวิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องไขมันจากเปอร์ออกไซด์และช่วยดับอนุมูลอิสระอย่างไรก็ตามมีความแตกต่างในสารต้านอนุมูลอิสระ ศักยภาพระหว่างโทโคฟีรอลและโทโคฟีรอลพี่น้องของโทโคฟีรอ โทโคไตรอีนอลมีศักยภาพมากกว่าโทโคฟีรอลในฐานะสารต้านอนุมูลอิสระ 40 ถึง 60 เท่า โทโคไตรอีนอลประกอบด้วยสมาชิก 4 ตัว ได้แก่ อัลฟ่า บีตา แกมมา และเดลต้า 1 โครงสร้างคล้ายกับโทโคฟีรอล ทั้งโทโคไตรอีนอลและโทโคฟีรอลมีหัวโครมานอลติดอยู่กับโซ่ข้างที่เป็นคาร์บอน Tocotrienol มีพันธะคู่ 3 อันที่โซ่ด้านข้าง แต่โทโคฟีรอลมีหางที่อิ่มตัว มีสตั๊ดหลายอัน ies ได้แนะนำว่าความไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในโทโคไตรอีนอลมีส่วนทำให้เกิดผลที่มีศักยภาพมากกว่าโทโคฟีรอล


เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความยั่งยืนของน้ำมันปาล์มแดงในบทความ INSIDER นี้


การวิจัยแสดงให้เห็นว่าโทโคไตรอีนอลมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่ต้องการรักษาสุขภาพสมอง (การป้องกันระบบประสาท) ระดับไขมันในเลือด การปฏิบัติตามกฎระเบียบของหลอดเลือด (โดยการลดความแข็งของหลอดเลือด) สุขภาพของตับ โภชนาการของผิวหนัง และการป้องกันภูมิคุ้มกัน


น้ำมันปาล์มสีแดงสีส้มเข้มเกิดจากเม็ดสีธรรมชาติที่เรียกว่าแคโรทีนอยด์ มีแคโรทีนอยด์มากกว่า 600 ชนิดที่รู้จักกันในธรรมชาติ แคโรทีนอยด์ถูกใช้เป็นสีผสมอาหารตามธรรมชาติในอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนเครื่องสำอางมานานแล้ว น้ำมันปาล์มสีแดงเป็นแหล่งแคโรทีนจากพืชธรรมชาติในแง่ของเรตินอล (วิตามินเอ) เทียบเท่า โดยให้เรตินอลเทียบเท่า (RE) 7,000 รายการต่อ 100 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณเบต้าแคโรทีนประมาณ 17 เท่าของแครอท ในแง่ของปริมาณเรตินอลที่เทียบเท่า แคโรทีนอยด์บางชนิด เช่น เบต้าแคโรทีนและอัลฟ่า-แคโรทีน ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ไลโคปีน ลูทีน ซีแซนทีน เป็นแคโรทีนอยด์ที่ไม่มีกิจกรรมของวิตามินเอ แต่มีคุณสมบัติทางชีวภาพที่ส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ รูปแบบหลักของแคโรทีนอยด์ในน้ำมันปาล์มแดง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน อัลฟ่าแคโรทีน แกมมาแคโรทีน และไลโคปีน น้ำมันปาล์มมีระดับอัลฟาแคโรทีนสูงสุดในบรรดาแหล่งพืชทั้งหมด


มีแหล่งแคโรทีนอยด์ในเชิงพาณิชย์หลักสี่แหล่ง ได้แก่ เบต้าแคโรทีนสังเคราะห์ เบต้าแคโรทีนของสาหร่าย เบต้าแคโรทีนหมัก และแคโรทีนอยด์ในปาล์ม เบต้าแคโรทีนสังเคราะห์เป็นสีเทียมที่มีไอโซเมอร์รูปแบบเดียว (ทรานส์เบต้าแคโรทีนทั้งหมด) ในทำนองเดียวกัน เบต้าแคโรทีนของสาหร่ายและสารหมักที่มีไอโซเมอร์ส่วนใหญ่มีไอโซเมอร์เดี่ยว (มากกว่าร้อยละ 96 ในรูปของเบต้าแคโรทีน) ซึ่งไม่ใช่สารเชิงซ้อนของแคโรทีนอยด์แบบผสมที่แท้จริง


ในการเปรียบเทียบ ปาล์มแคโรทีนอยด์คอมเพล็กซ์เป็นแคโรทีนอยด์ธรรมชาติจากผลไม้/อาหาร คอมเพล็กซ์แคโรทีนอยด์ปาล์มธรรมชาติสกัดจากผลปาล์มผ่านกระบวนการสกัดแบบอ่อน ซึ่งช่วยให้สามารถคงแคโรทีนอยด์ตามธรรมชาติได้สูงสุด นอกจากเบต้าแคโรทีนแล้ว ปาล์มแคโรทีนอยด์คอมเพล็กซ์ยังมีอัลฟ่าแคโรทีนในระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับแคโรทีนอยด์จากแหล่งอื่น นอกจากนี้ยังมีปริมาณแกมมาแคโรทีนและไลโคปีน


 

Commercial Sources of Carotenoids

 

Palm  Carotenoid Complex

Algae beta-carotene

Fermentative

beta-carotene

Synthetic

beta-carotene

Source

Crude palm oil

(Elaeis guinnensis)

Algae

(D. salina)

Fungus

(B. trispora)

Petroleum

Composition

33% alfa-carotene

65% beta-carotene

2% other carotenoids (mixed carotenoid complex)

> 96%

beta-carotene (predominantly a single beta-carotene source)

> 98%

beta-carotene (predominantly a single beta-carotene source)

100%

beta-carotene (single beta-carotene source)

alfa-carotene

Highest level of alfa-carotene

(33 to 35%)

Negligible level of alfa-carotene

Negligible level of alfa-carotene

No alfa-carotene

Cis and trans isomers

Cis and trans

Cis and trans

~ 100% trans

100% trans

 

Neuroprotection

Neuroprotection

A series of NIH-funded research that spanned longer than  a decade showed tocotrienols (as Tocomin SupraBio®, from Carotech Inc.) support brain health by triggering and increasing blood circulation through collateral arteries to the area of the brain that suffered ischemic stroke.2  In addition, oral supplementation with Tocomin SupraBio® in human subjects showed tocotrienols are well absorbed and distributed to organs and tissues, such as the brain, liver, heart muscle, adipose tissue, blood and skin; reaching levels that more than enough to confer neuroprotection.3

Based on these encouraging and significant results,  a clinical trial named “NUTRITION," which is the acronym for “Natural Tocotrienol Against Ischemic Stroke Event," has been commissioned and is now been carried out at  the Ohio State University Medical Center. NUTRITION will evaluate the effects of orally supplemented natural full spectrum palm tocotrienol complex (as Tocomin SupraBio) on platelet function and blood lipid profile including high-density lipoprotein (HDL), low-density lipoprotein (LDL) and total cholesterol. Dyslipidemia and hypercoagulable are established risk factors of stroke. This study aims to clarify the potential of full-spectrum palm tocotrienol complex to mitigate these important stroke risks.

Cardioprotection

Peer review journals have documented palm tocotrienol complex’s promising hypocholesterolemic properties.4,5

A recent double blind, placebo-controlled clinical trial shows that subjects with high blood cholesterol who received Tocomin SupraBio demonstrated significant reduction in total and LDL cholesterol levels within four month of supplementation. Continuous significant reduction was seen on the fifth and sixth month. In contrast, subjects in the placebo group had negligible changes in their total and LDL cholesterol levels compared to baseline.6

High blood pressure or hypertension is one of the major risk factors of cardiovascular diseases and strokes. In a human clinical trial, patients supplemented with palm tocotrienol complex for two months resulted in significant reduction in aortic systolic blood pressure.7

Decreased arterial compliance or increased arterial stiffness is a predictor of cardiovascular events in both normal and diseased human subjects. A randomized controlled clinical trial demonstrated that oral supplementation of Tocomin SupraBio for two months reduced arterial stiffness in healthy adults.8

In a prospective, cross-sectional, population-based study involving a randomly selected population sample of 392 men and women aged 45-65 (The BRUNECK study), the relationship between atherosclerosis (carotid and femoral artery) risk and plasma alfa- and beta-carotene level (mixed carotenoids) was evaluated.9 This study provided evidence that atherosclerosis risk was inversely related to plasma alfa- and beta-carotene levels, indicating a protective role of high levels of carotenes against atherogenesis.

Skin Nutrition

Vitamin E, synthetic or natural, is widely used in the cosmetic/personal care industry. The main reason for the use of vitamin E was for its antioxidant properties in the protection of skin against the onslaught of free radicals or oxidative stress caused by chemical insult and UV rays in our daily atmosphere. Most of the vitamin E used in cosmetic is mainly of the tocopherol form (synthetic and natural forms).

Fueled by the many recent scientific publications on the benefits of tocotrienols in cosmetic application and women's health, the use of tocotrienols has been gaining tremendous attention in the oral and topical cosmetic and personal care industry. Exciting science and research are being conducted on tocotrienol for its superior protection of skin and skin aging compared to tocopherol as well as the skin’s first line of defense against free radicals.

Dr. Nicholas Perricone, dermatologist at the Yale Medical Center, in his New York Times' best-selling book, "The Wrinkle Cure," advocated the use of tocotrienols in cream to promote skin health and prevent skin aging.

The research on tocotrienols in the protection of skin has been fairly new, i.e., less than 15 years. More research is currently being conducted either by companies or universities to understand and evaluate the efficacy of tocotrienols in skin protection and skin nourishment. Scientists believe tocotrienols play a major and important role in the protection of the skin, especially in the prevention of oxidative stress and skin anti-aging and wound-healing.

Liver Health

A recent human clinical study completed at The Ohio State Universtiy Medical Center also reported that end-stage liver patients (those waiting for liver transplantation) supplemented with Tocomin SupraBio resulted in statistically significant protective effects.10 Another group of researcher in Malaysia also reported that taking 200 mg of Tocomin SupraBio twice a day was significantly effective in addressing fatty liver. This study was presented at the Liver Meeting of the American Association for the Study of Liver Diseases (ASSLD) in Boston in 2010.

Source of Vitamin A

Research has shown consumption of red palm oil significantly enhanced vitamin A levels in humans, and it is beneficial in preventing vitamin A deficiency.11  Vitamin A deficiency may lead to blindness, skin disease and weakened immune function.

The human body is able to convert provitamin-A carotenoids (alfa- and beta-carotene) when there is a deficiency, hence it is safer to supplement with carotenes than consuming vitamin A (retinoids) directly. Excessive consumption of retinoids may lead to toxicity with symptoms ranging from mild, such as headache, nausea and dry, itchy skin to severe, such as liver damage.

Natural Food Color

Palm fruit carotenoids are widely used in the fat- and dairy-processing industry to standardize the color of margarine, butter and ghee. They are also widely used as a natural colorant in confectionery and convenience foods; and to replace synthetic colorants in the beverage industry. The trend, especially in Europe, the United States and Japan, is moving toward replacing synthetic with natural colorants.

Potent Antioxidant

Carotenoids are potent antioxidants. Professor Lester Packer of the University California Berkeley showed alfa-carotene is a more potent antioxidant than beta-carotene .12

Red palm oil is rich in natural phytonutrients that are important for health. These phytonutrients (ie : tocotrienols and carotenes) are also powerful antioxidants that help maintain the stability of the oil during cooking process and may extend the shelf life of food prepared with red palm oil.

Numerous scientific studies have shown how tocotrienols and carotenoids work in supporting important health conditions, especially in supporting brain and heart health, liver health as well as skin nutrition. However, in all these research, a common and important thread for positive effects has been the naturally-attained full spectrum tocotrienols or carotenoids complex. There have been negative studies for both vitamin E (ie : alfa-tocopherol) and beta-carotene in the past, due to the fact that those studies only used a single form (isomer) of the nutrient. The market is moving towards taking what nature produces – as a wholesome complex of ingredients, naturally found in our diet as opposed to a single ingredient formulation. Therefore, it is important to use what nature produces – as the combination of nutrients naturally found in red palm oil work synergistically to confer the optimum functionality and health benefits.

Bryan See is the product manager of Carotech . He has a bachelor’s degree of science in food technology from the University Science Malaysia. He has been working at Carotech for the past seven  years, as product manager for the Asia Market and more recently as a product manager for the U.S. market. His knowledge and experience on tocotrienols (Tocomin®) and carotenoids (Caromin®) as well as palm oil are gained from Carotech, a GMP (good manufacturing practice)-certified palm tocotrienols and carotenoids.

References are listed on the next page.

Palm Oil
Palm oil is a saturated fat made from the oil palm tree (not to be confused with palm kernel oil, which comes from the seeds of the same plant). It’s semi-solid at room temperature, and has made recent appearances as a substitute for trans fats in commercial baking. However, it is a very efficient frying oil with a smoke point of just under 450˚. No one would be mad, for example, if you made these spaghetti squash fritters fried in palm oil.

 

Neuroprotection


Neuroprotection ชุดของงานวิจัยที่ได้รับทุนจาก NIH ซึ่งกินเวลานานกว่าทศวรรษแสดงให้เห็นว่าโทโคไตรอีนอล (เช่น Tocomin SupraBio® จาก Carotech Inc.) ส่งเสริมสุขภาพสมองโดยกระตุ้นและเพิ่มการไหลเวียนโลหิตผ่านหลอดเลือดแดงหลักประกันไปยังพื้นที่ของสมองที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ .2 นอกจากนี้ การเสริม Tocomin SupraBio® ในช่องปากในมนุษย์พบว่า tocotrienols ดูดซึมและกระจายไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อได้ดี เช่น สมอง ตับ กล้ามเนื้อหัวใจ เนื้อเยื่อไขมัน เลือด และผิวหนัง ถึงระดับที่มากเกินพอที่จะให้การป้องกันระบบประสาท


3 จากผลลัพธ์ที่ให้กำลังใจและสำคัญเหล่านี้ การทดลองทางคลินิกชื่อ “NUTRITION” ซึ่งเป็นตัวย่อของ “Natural Tocotrienol Against Ischemic Stroke Event” ได้รับการว่าจ้างและขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว ที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ โภชนาการจะประเมินผลของสารคอมเพล็กซ์โทโคไตรอีนอลปาล์มธรรมชาติที่เสริมด้วยปากเปล่า (เช่น Tocomin SupraBio) ต่อการทำงานของเกล็ดเลือดและระดับไขมันในเลือด ซึ่งรวมถึงไลโปโปรตีนความหนาแน่นสูง (HDL) ไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) และคอเลสเตอรอลรวม ภาวะไขมันในเลือดสูงและการแข็งตัวของเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงศักยภาพของโทโคไตรอีนอลเชิงซ้อนในปาล์มแบบเต็มสเปกตรัมเพื่อลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญเหล่านี้


Cardioprotection


Peer ได้บันทึกคุณสมบัติของ Palm Tocotrienol complex ที่มีแนวโน้ม


ลดคอเลสเตอรอลในเลือด4,5 การทดลองทางคลินิกแบบ double blind ที่ควบคุมด้วยยาหลอกเมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงที่ได้รับ Tocomin SupraBio แสดงให้เห็นว่าระดับคอเลสเตอรอลรวมและ LDL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในสี่เดือนของ อาหารเสริม มีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่องในเดือนที่ 5 และ 6 ในทางตรงกันข้าม อาสาสมัครในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในระดับคอเลสเตอรอลรวมและ LDL เมื่อเทียบกับการตรวจวัดพื้นฐาน


6 ความดันโลหิตสูงหรือความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง ในการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ ผู้ป่วยที่เสริมด้วยปาล์มโทโคไตรอีนอลคอมเพล็กซ์เป็นเวลาสองเดือนส่งผลให้ความดันโลหิตซิสโตลิกของหลอดเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของหลอดเลือดที่ลดลงหรือความฝืดของหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวทำนายเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดในอาสาสมัครทั้งที่ปกติและที่เป็นโรค การทดลองทางคลินิกที่มีกลุ่มควบคุมแบบสุ่มตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าการเสริม Tocomin SupraBio ทางปากเป็นเวลาสองเดือนช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือดในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี8


ในการศึกษาแบบภาคตัดขวางแบบอนาคตซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มชายและหญิง 392 คนอายุ 45-65 ปี (การศึกษาของบรูเนค) ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงหลอดเลือด (carotid และ femoral artery) กับระดับอัลฟ่าในเลือดและเบต้าแคโรทีนในพลาสมา (แคโรทีนอยด์ผสม) 9 การศึกษานี้ให้หลักฐานว่าความเสี่ยงของหลอดเลือดมีความสัมพันธ์ผกผันกับพลาสมาอัลฟาและเบต้า -ระดับแคโรทีน ซึ่งบ่งบอกถึงบทบาทในการป้องกันแคโรทีนในระดับสูงต่อการเกิดภาวะไขมันในหลอดเลือด


โภชนาการทางผิวหนัง


วิตามินอี สังเคราะห์หรือจากธรรมชาติ ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง/การดูแลส่วนบุคคล เหตุผลหลักสำหรับการใช้วิตามินอีเนื่องมาจากคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระในการปกป้องผิวจากการโจมตีของอนุมูลอิสระหรือความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดจากการดูถูกสารเคมีและรังสียูวีในบรรยากาศประจำวันของเรา วิตามินอีส่วนใหญ่ที่ใช้ในเครื่องสำอางส่วนใหญ่เป็นรูปแบบโทโคฟีรอล (รูปแบบสังเคราะห์และจากธรรมชาติ)


จากสิ่งตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับประโยชน์ของ tocotrienols ในการใช้เครื่องสำอางและสุขภาพของผู้หญิง การใช้ tocotrienols ได้รับความสนใจอย่างมากในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและการดูแลส่วนบุคคลสำหรับช่องปากและเฉพาะที่ วิทยาศาสตร์และการวิจัยที่น่าตื่นเต้นกำลังดำเนินการเกี่ยวกับโทโคไตรอีนอลเพื่อการปกป้องผิวและการเสื่อมสภาพของผิวที่เหนือกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับโทโคฟีรอลรวมถึงการป้องกันอนุมูลอิสระแนวแรกของผิวหนัง


Dr. Nicholas Perricone แพทย์ผิวหนังที่ Yale Medical Center ในหนังสือขายดีที่สุดของ New York Times เรื่อง "The Wrinkle Cure" ได้สนับสนุนการใช้ tocotrienols ในครีมเพื่อส่งเสริมสุขภาพผิวและป้องกันริ้วรอยของผิว


งานวิจัยเกี่ยวกับโทโคไตรอีนอลในการปกป้องผิวหนังค่อนข้างใหม่ กล่าวคือ น้อยกว่า 15 ปี บริษัทหรือมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจและประเมินประสิทธิภาพของโทโคไตรอีนอลในการปกป้องผิวหนังและการบำรุงผิว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโทโคไตรอีนอลมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการป้องกันความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและการต่อต้านริ้วรอยและการสมานของผิวหนัง


สุขภาพตับ


การศึกษาทางคลินิกของมนุษย์เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอยังรายงานว่าผู้ป่วยตับระยะสุดท้าย (ผู้ที่รอการปลูกถ่ายตับ) เสริมด้วย Tocomin SupraBio ส่งผลให้เกิดการป้องกันที่มีนัยสำคัญทางสถิติ10 นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งในมาเลเซียรายงานด้วย การรับประทาน Tocomin SupraBio 200 มก. วันละสองครั้งมีประสิทธิผลอย่างมีนัยสำคัญในการจัดการกับภาวะไขมันพอกตับ การศึกษานี้ถูกนำเสนอในที่ประชุมตับของสมาคมอเมริกันเพื่อการศึกษาโรคตับ (ASSLD) ในบอสตันในปี 2010


แหล่งที่มาของการวิจัยวิตามินเอ


แสดงให้เห็นว่าการบริโภคน้ำมันปาล์มสีแดงช่วยเพิ่มระดับวิตามินเอในมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นประโยชน์ ในการป้องกันการขาดวิตามินเอ11 การขาดวิตามินเออาจทำให้ตาบอด โรคผิวหนัง และการทำงานของภูมิคุ้มกันลดลง


ร่างกายมนุษย์สามารถเปลี่ยน provitamin-A carotenoids (alfa- และ beta-carotene) ได้เมื่อขาดสารอาหาร ดังนั้นจึงปลอดภัยกว่าที่จะเสริมด้วย carotenes มากกว่าการบริโภควิตามิน A (retinoids) โดยตรง การบริโภคเรตินอยด์มากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเป็นพิษได้ตั้งแต่ไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ผิวแห้ง คัน ไปจนถึงรุนแรง เช่น ตับถูกทำลาย


สีผสมอาหารจากธรรมชาติ


แคโรทีนอยด์จากผลปาล์มใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมแปรรูปไขมันและผลิตภัณฑ์จากนม เพื่อสร้างมาตรฐานให้กับสีของมาการีน เนย และเนยใส พวกเขายังใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นสีธรรมชาติในขนมและอาหารสะดวกซื้อ และเพื่อทดแทนสีสังเคราะห์ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม แนวโน้มโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น กำลังเปลี่ยนไปใช้สารสังเคราะห์สีจากธรรมชาติ


มีศักยภาพ


Carotenoids เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพ ศาสตราจารย์เลสเตอร์ แพคเกอร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ แสดงให้เห็นว่าอัลฟ่าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพมากกว่าเบต้าแคโรทีน .12


น้ำมันปาล์มสีแดงอุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียนท์จากธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อสุขภาพ ไฟโตนิวเทรียนท์เหล่านี้ (เช่น โทโคไตรอีนอลและแคโรทีน) ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพของน้ำมันในระหว่างขั้นตอนการปรุงอาหาร และอาจยืดอายุการเก็บของอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันปาล์มแดง


การศึกษาทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าโทโคไตรอีนอลและแคโรทีนอยด์ทำงานอย่างไรในการสนับสนุนสภาวะสุขภาพที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสนับสนุนสุขภาพสมองและหัวใจ สุขภาพตับ และโภชนาการของผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ในการวิจัยทั้งหมดเหล่านี้ หัวข้อทั่วไปและสำคัญสำหรับผลในเชิงบวกคือโทโคไตรอีนอลหรือสารเชิงซ้อนของแคโรทีนอยด์ที่ได้รับตามธรรมชาติ มีการศึกษาเชิงลบสำหรับทั้งวิตามินอี (เช่น อัลฟา-โทโคฟีรอล) และเบต้าแคโรทีนในอดีต เนื่องจากการศึกษาเหล่านี้ใช้สารอาหารในรูปแบบเดียว (ไอโซเมอร์) ตลาดกำลังมุ่งไปสู่การใช้สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น - เป็นส่วนผสมที่มีประโยชน์ซึ่งพบได้ตามธรรมชาติในอาหารของเราเมื่อเทียบกับสูตรส่วนผสมเดียว ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เนื่องจากการผสมผสานของสารอาหารที่พบตามธรรมชาติในน้ำมันปาล์มสีแดงทำงานประสานกันเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดและประโยชน์ต่อสุขภาพ


Bryan See เป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Carotech เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการอาหารจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์มาเลเซีย เขาทำงานให้กับ Carotech มาเป็นเวลาเจ็ดปีแล้ว ในตำแหน่งผู้จัดการผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดเอเชีย และล่าสุดในฐานะผู้จัดการผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา ความรู้และประสบการณ์ของเขาเกี่ยวกับ tocotrienols (Tocomin®) และ carotenoids (Caromin®) รวมทั้งน้ำมันปาล์มได้มาจาก Carotech ซึ่งเป็นสารมาตรฐาน GMP (วิธีปฏิบัติในการผลิตที่ดี) ซึ่งได้รับการรับรองจาก Palm Tocotrienols และ Carotenoids


ข้อมูลอ้างอิงอยู่ในหน้าถัดไป




น้ำมัน

ปาล์ม น้ำมันปาล์มเป็นไขมันอิ่มตัวที่ทำจากต้นปาล์มน้ำมัน (อย่าสับสนกับน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่มาจากเมล็ดพืชชนิดเดียวกัน) เป็นกึ่งแข็งที่อุณหภูมิห้อง และเพิ่งปรากฏขึ้นมาทดแทนไขมันทรานส์ในการอบเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม เป็นน้ำมันทอดที่ทรงประสิทธิภาพมากโดยมีจุดควันต่ำกว่า450˚ จะไม่มีใครโกรธ เช่น ถ้าคุณทำสปาเก็ตตี้สควอชชุบแป้งทอดในน้ำมันปาล์ม