ทำความเข้าใจค่า eGFR: ตัวเลขนี้บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพไต
ปรับปรุงล่าสุด: 12 ตุลาคม 2569
หลายคนเปิดผลตรวจสุขภาพแล้วพบว่า eGFR ลดลงจากเดิม หรือมีเครื่องหมายแสดงว่าค่าต่ำ จึงกังวลทันทีว่า “เป็นโรคไตแล้วหรือยัง?” “eGFR 59 หรือ 65 อันตรายไหม?” หรือ “จะต้องฟอกไตหรือไม่?”
คำตอบคือ eGFR เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ตัวเลขเพียงครั้งเดียวไม่สามารถตอบคำถามทั้งหมดได้ การประเมินสุขภาพไตต้องดูร่วมกับผลตรวจครั้งก่อน UACR หรืออัลบูมินในปัสสาวะ ระยะเวลาที่ผิดปกติ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และว่ามีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันหรือไม่
บทความนี้จะช่วยให้คุณอ่านผล eGFR ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และรู้ว่าควรทำอะไรต่อเมื่อค่าลดลง
ถ้าถือผล eGFR อยู่ในมือ ควรดูอะไรเป็นอันดับแรก?
eGFR ตั้งแต่ 90 ขึ้นไป
อยู่ในกลุ่มการกรองของไตปกติหรือสูง หาก UACR ปกติและไม่พบหลักฐานความผิดปกติของไตอื่น โดยทั่วไปยังไม่ถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง
แต่หากตรวจพบ อัลบูมินรั่วในปัสสาวะ (UACR ≥30 mg/g) หรือมีหลักฐานความเสียหายของไตอื่นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 3 เดือน แม้ eGFR จะตั้งแต่ 90 ขึ้นไป ก็สามารถวินิจฉัยเป็น โรคไตเรื้อรังระยะ CKD G1 ได้
eGFR 60–89
จัดอยู่ในกลุ่ม G2 หรือการกรองลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่หนุ่มสาว แต่ ไม่ถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรังจาก eGFR เพียงอย่างเดียวหาก UACR ปกติและไม่พบหลักฐานความผิดปกติของไตอื่น โดยทั่วไปยังไม่ถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง
แต่หากตรวจพบ อัลบูมินรั่วในปัสสาวะ (UACR ≥30 mg/g) หรือมีหลักฐานความเสียหายของไตอื่นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 3 เดือน แม้ eGFR จะตั้งแต่ 90 ขึ้นไป ก็สามารถวินิจฉัยเป็น โรคไตเรื้อรังระยะ CKD G2 ได้
eGFR 45–59
อยู่ในกลุ่ม CKD G3a หากพบเพียงครั้งแรกยังควรตรวจสอบผลเดิมหากค่าeGFR พึ่งจะลดให้นึกถึงภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันก่อน หากค่าต่ำกว่า 60 ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน จึงเข้าเกณฑ์ CKD G3a
eGFR 30–44
อยู่ในกลุ่ม CKD G3b หรือการกรองของไตลดลงปานกลางถึงมาก ระยะนี้ควรติดตามการทำงานของไตใกล้ชิดขึ้น ตรวจ UACR ประเมินความดัน เบาหวาน ยาที่ใช้อยู่ และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนของโรคไต เช่น ภาวะโลหิตจาง ความผิดปกติของโพแทสเซียม กรดด่าง และความผิดปกติของแคลเซียม-ฟอสเฟตตามความเหมาะสม
eGFR 15–29
อยู่ในกลุ่ม CKD G4 หรือการกรองของไตลดลงมาก ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด และมักควรมีแพทย์โรคไตร่วมดูแล เพื่อประเมินสาเหตุ ภาวะแทรกซ้อน ความเสี่ยงต่อไตวาย และเริ่มวางแผนการดูแลระยะยาวรวมถึงการบำบัดทดแทนไตล่วงหน้าหากมีความเสี่ยงสูง
eGFR ต่ำกว่า 15
อยู่ในกลุ่ม CKD G5 หรือ kidney failure การทำงานของไตลดลงอย่างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเริ่มฟอกไตทันที การตัดสินใจต้องพิจารณาร่วมกับอาการ ภาวะน้ำเกิน potassium กรดด่าง ของเสียคั่ง ภาวะโภชนาการ และภาพรวมของผู้ป่วย
eGFR ลดลงอย่างรวดเร็ว
ต้องพิจารณา ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury: AKI) ไม่ควรรอครบ 3 เดือน เพราะอาจมีสาเหตุที่ต้องแก้ไขทันที เช่น ขาดน้ำ การติดเชื้อ ยา หรือทางเดินปัสสาวะอุดกั้น
ประเด็นสำคัญ: อย่าดู eGFR เพียงอย่างเดียว ควรดู eGFR + UACR + ผลตรวจย้อนหลัง ร่วมกัน
eGFR คืออะไร?
eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) คือ ค่าประมาณอัตราการกรองของไต ใช้ประเมินว่าไตสามารถกรองเลือดได้ดีเพียงใด โดยทั่วไปห้องปฏิบัติการคำนวณจากค่า ครีเอตินีน (Creatinine) ในเลือดร่วมกับอายุและเพศ
หน่วยของ eGFR คือ mL/min/1.73 m² ซึ่งปรับตามพื้นที่ผิวร่างกายมาตรฐาน จึงไม่ใช่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์
ดังนั้น eGFR 50 ไม่ได้หมายความว่าไตเหลือการทำงาน 50% แม้การเปรียบเทียบกับเปอร์เซ็นต์อาจช่วยให้เข้าใจคร่าว ๆ แต่ไม่ควรใช้ตีความอย่างตรงตัว
eGFR เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่การวัดโดยตรง จึงมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะเมื่อปริมาณ Creatinine ในร่างกายผิดไปจากคนทั่วไป
Cystatin C ทำให้การประเมิน eGFR แม่นขึ้นอย่างไร?
การตรวจที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดคือ eGFR จาก Creatinine (eGFRcr) เพราะ Creatinine ตรวจง่าย ราคาถูก และมีอยู่ในชุดตรวจเลือดทั่วไป
ข้อจำกัดคือ Creatinine ไม่ได้ขึ้นกับการทำงานของไตเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับ มวลกล้ามเนื้อ อาหาร การออกกำลังกาย และยาบางชนิด ผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อน้อยอาจมี Creatinine ต่ำและทำให้ eGFR ดูสูงกว่าความเป็นจริง ขณะที่ผู้ที่มีกล้ามเนื้อมากอาจมี Creatinine สูงทั้งที่การกรองของไตยังดี
Cystatin C เป็นสารอีกชนิดหนึ่งที่ใช้ประมาณการกรองของไตและได้รับผลกระทบจากมวลกล้ามเนื้อน้อยกว่า Creatinine
แนวทาง KDIGO 2024 ให้ความสำคัญมากขึ้นกับ eGFR ที่คำนวณจาก Creatinine ร่วมกับ Cystatin C (eGFRcr-cys) เพราะโดยทั่วไปมีความแม่นยำมากกว่าการใช้สารตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อ Creatinine อาจไม่น่าเชื่อถือหรือเมื่อความแม่นยำของ GFR มีผลต่อการตัดสินใจรักษา
ใครบ้างที่อาจได้ประโยชน์จากการตรวจ Cystatin C?
- ผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อน้อยหรือมีภาวะ sarcopenia
- ผู้ที่ผอมมากหรือมีภาวะทุพโภชนาการ
- ผู้ที่มีกล้ามเนื้อมากมาก เช่น นักเพาะกาย
- ผู้ที่ถูกตัดแขนหรือขา
- ผู้ที่ค่า Creatinine และ eGFR ดูไม่สอดคล้องกับสภาพทางคลินิก
- ผู้ที่มี eGFR อยู่ใกล้จุดตัดที่มีผลต่อการวินิจฉัย การใช้ยา หรือการรักษา
Cystatin C ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคน แต่มีประโยชน์เมื่อจำเป็นต้องเพิ่มความแม่นยำของการประเมิน GFR
eGFR ต่างจาก mGFR อย่างไร?
| หัวข้อ | eGFR | mGFR |
|---|---|---|
| ความหมาย | ค่าประมาณอัตราการกรองของไต | การวัด GFR โดยตรงด้วยสารกรองภายนอก |
| วิธี | คำนวณจาก Creatinine, Cystatin C หรือทั้งสองร่วมกัน | ใช้สาร เช่น iohexol หรือสาร filtration marker อื่น แล้ววัดการกำจัดออกจากร่างกาย |
| ความสะดวก | สะดวก ใช้ในเวชปฏิบัติทั่วไป | ยุ่งยาก ใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่า |
| การใช้งาน | คัดกรอง วินิจฉัยระยะ และติดตามโรคไตทั่วไป | ใช้เมื่อจำเป็นต้องทราบ GFR อย่างแม่นยำมาก เช่น การตัดสินใจบางอย่างเกี่ยวกับผู้บริจาคไตหรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ |
ค่า eGFR ลดลงตามอายุหรือไม่?
eGFR มีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุมากขึ้น แม้ในคนที่ไม่มีโรคไต ดังนั้นตัวเลขของผู้สูงอายุจึงไม่ควรถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนอายุ 20 ปีโดยตรง
ข้อมูลของ National Kidney Foundation แสดงค่า eGFR เฉลี่ยตามอายุโดยประมาณดังนี้:
| อายุ | eGFR เฉลี่ยโดยประมาณ |
|---|---|
| 20–29 ปี | 116 |
| 30–39 ปี | 107 |
| 40–49 ปี | 99 |
| 50–59 ปี | 93 |
| 60–69 ปี | 85 |
| 70 ปีขึ้นไป | 75 |
ตารางนี้เป็นค่าเฉลี่ยตามอายุ ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัย CKD ผู้ที่อายุ 70 ปีและมี eGFR 75 ยังอาจเป็นโรคไตได้หากมี UACR สูงหรือมีหลักฐานความเสียหายของไตอื่น ส่วนผู้สูงอายุที่ eGFR ต่ำกว่า 60 ต่อเนื่องก็ยังเข้าเกณฑ์ CKD ตามนิยามปัจจุบัน
ทำไมต้องตรวจ eGFR และ UACR คู่กัน?
นี่เป็นหลักสำคัญมากของการประเมินสุขภาพไตในปัจจุบัน
eGFR บอกว่าไตสามารถกรองเลือดได้ดีเพียงใด ส่วน UACR (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio) บอกว่ามีอัลบูมินรั่วผ่านตัวกรองของไตออกมาในปัสสาวะหรือไม่
แนวทาง KDIGO ใช้ระบบ CGA ในการจำแนก CKD ได้แก่:
- C = Cause: สาเหตุของโรคไต
- G = GFR category: ระดับ G1–G5
- A = Albuminuria category: ระดับ A1–A3
แนวทาง AHA/ACC/ADA/ASN ปี 2026 ก็เน้นการประเมินสุขภาพไตด้วย ทั้ง eGFR และ UACR เพื่อให้ตรวจพบ CKD และประเมินความเสี่ยงต่อทั้งโรคไตและโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ครบขึ้น
| กลุ่ม | UACR (mg/g) | ความหมาย |
|---|---|---|
| A1 | <30 | ปกติถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย |
| A2 | 30–300 | เพิ่มขึ้นปานกลาง |
| A3 | >300 | เพิ่มขึ้นมาก |
ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอาจมี eGFR 95 แต่ UACR 150 mg/g หากความผิดปกตินี้เป็นต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน ก็สามารถเข้าเกณฑ์ CKD ได้ แม้การกรองของไตยังอยู่ในกลุ่ม G1
การตีความผล eGFR: ไตของคุณอยู่ในระดับไหน?
ค่า eGFR แบ่งเป็น G1–G5 ตามแนวทาง KDIGO แต่ ระดับ G ไม่ได้เท่ากับการวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังทุกกรณี โดยเฉพาะ G1 และ G2 ต้องมีหลักฐานความเสียหายของไตร่วมด้วยจึงจะถือว่าเป็น CKD
| ระดับ | eGFR (mL/min/1.73 m²) |
การกรองของไต | ควรทำอะไรต่อ |
|---|---|---|---|
| G1 | ≥90 | ปกติหรือสูง | หากปัสสาวะไม่มีไข่ขาว( UACR )หรือหลักฐานความเสียหายของไตอื่น ยังไม่ถือว่าเป็น CKD ผู้มีเบาหวาน ความดัน หรือความเสี่ยงโรคไตควรตรวจ UACR ตามความเหมาะสม |
| G2 | 60–89 | ลดลงเล็กน้อย | หากปัสสาวะไม่มีไข่ขาว( UACR )หรือหลักฐานความเสียหายของไตอื่น ยังไม่ถือว่าเป็น CKD |
| G3a | 45–59 | ลดลงเล็กน้อยถึงปานกลาง | ตรวจสอบความว่าeGFRต่ำต่อเนื่อง3เดือนแสดงว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง หากค่าeGFR เพิ่งจะสูงแสดงว่าไตได้รับาดเจ็บเฉียบพลัน ให้ทบทวนยา ควบคุมเบาหวานและความดัน และหาสาเหตุที่ทำให้การกรองลดลง |
| G3b | 30–44 | ลดลงปานกลางถึงมาก | ติดตามใกล้ชิดขึ้น ประเมินภาวะแทรกซ้อน ทบทวนขนาดยา ลดอาหารเค็ม และวางแผนโภชนาการให้เหมาะกับผลเลือด |
| G4 | 15–29 | ลดลงมาก | ควรได้รับการดูแลร่วมกับแพทย์โรคไต ประเมินภาวะแทรกซ้อน ความเสี่ยงไตวาย และวางแผนการดูแลระยะยาว |
| G5 | <15 | Kidney failure | ประเมินอาการ น้ำเกิน potassium กรดด่าง ของเสียคั่ง และความจำเป็นของการบำบัดทดแทนไตเป็นรายบุคคล |
แม้ eGFR มากกว่า 60 ก็ยังเป็นโรคไตเรื้อรังได้ หากมีหลักฐานความเสียหายของไต
eGFR มากกว่า 60 ก็เป็นโรคไตเรื้อรังได้ หากพบหลักฐานว่าไตมีความผิดปกติต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนความผิดปกติของไตที่พบได้แก่
- มีอัลบูมินหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ เช่น UACR ≥30 mg/g
- มีเลือดในปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง และประเมินแล้วว่าสัมพันธ์กับโรคไต
- มีความผิดปกติของตะกอนปัสสาวะ ที่บ่งชี้โรคไต
- มีความผิดปกติของเกลือแร่หรือกรดด่าง จากโรคของท่อไต
- ตรวจชิ้นเนื้อไตพบความผิดปกติ
- ตรวจ imaging พบความผิดปกติของโครงสร้างไต เช่น โรคถุงน้ำในไต หรือความผิดปกติจาก reflux nephropathy
- มีประวัติปลูกถ่ายไต
ดังนั้นคนที่ eGFR 95 หรือ 70 ก็ยังอาจเป็น CKD ได้ หากมีหลักฐานความเสียหายของไตที่เป็นเรื้อรัง
ตัวอย่างการอ่านผล eGFR ที่พบบ่อย
eGFR 65 เป็นโรคไตหรือยัง?
หาก UACR ปกติ ไม่มีเลือดในปัสสาวะ ไม่มีความผิดปกติของโครงสร้างไต และไม่มีหลักฐานโรคไตอื่น eGFR 65 เพียงค่าเดียวไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัย CKD
eGFR 59 ครั้งแรกเป็น CKD หรือยัง?
eGFR 59 อยู่ในกลุ่ม G3a แต่ควรตรวจผลเดิมก่อนว่าค่าเคยต่ำหรือไม่ รวมทั้งประเมินภาวะขาดน้ำ การเจ็บป่วย ยา และสาเหตุของ AKI หากต่ำกว่า 60 ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน จึงเข้าเกณฑ์ CKD จากระดับ GFR
eGFR 95 แต่ UACR 150 mg/g หมายความว่าอย่างไร?
eGFR อยู่ในกลุ่ม G1 แต่ UACR อยู่ในกลุ่ม A2 หากยืนยันว่า albuminuria เป็นต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน ก็สามารถวินิจฉัยเป็น CKD G1A2 ได้
เมื่อใดจึงวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง (CKD)?
โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) คือความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานของไตที่มีผลต่อสุขภาพและคงอยู่อย่างน้อย 3 เดือน
เกณฑ์สำคัญคือมีอย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่อง:
- eGFR <60 mL/min/1.73 m²
- UACR ≥30 mg/g
- หรือมี marker ของ kidney damage อื่นดังที่กล่าวข้างต้น
ไม่ควรสรุปว่าเป็น CKD จาก eGFR หรือ UACR ที่ผิดปกติเพียงครั้งเดียว เพราะอาจเกิดจาก AKI หรือภาวะชั่วคราวได้
ในทางกลับกัน ไม่จำเป็นต้องรอครบ 3 เดือนจึงเริ่มหาสาเหตุหรือดูแลผู้ป่วย หากภาพรวมทางคลินิกทำให้สงสัย CKD สูง หรือหากมีภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันที่ต้องได้รับการรักษา
eGFR ลดลงจากครั้งก่อน ควรทำอย่างไร?
1. เปรียบเทียบผลเก่า
ดูทั้ง eGFR และ Creatinine พร้อมวันที่ตรวจ การเปลี่ยนจาก eGFR 80 เป็น 75 ในเวลานานอาจมีความหมายต่างจากลดจาก 80 เป็น 45 ภายในไม่กี่วัน
2. ประเมินว่ามี AKI หรือไม่
ถามถึงอาเจียน ท้องเสีย ไข้ ขาดน้ำ ความดันต่ำ การติดเชื้อ การผ่าตัด การใช้ NSAIDs ยาใหม่ หรืออาการปัสสาวะอุดกั้น
3. ตรวจ UACR และปัสสาวะ
ช่วยดู albuminuria, hematuria, pyuria และความผิดปกติอื่นที่อาจบอกสาเหตุของโรคไต
4. ทบทวนยาและอาหารเสริม
โดยเฉพาะ NSAIDs ยาสมุนไพร creatine supplement ยาขับปัสสาวะ และยาที่มีผลต่อ hemodynamics ของไต
5. วางแผนตรวจซ้ำตามความเร่งด่วน
หากสงสัย AKI อาจต้องตรวจซ้ำภายในเวลาไม่นาน ไม่ควรรอ 3 เดือน ส่วนผู้ที่เป็น CKD แล้ว ความถี่ในการติดตามขึ้นกับระดับ GFR, albuminuria และความเสี่ยงของผู้ป่วย
ในผู้ที่มี CKD หากตรวจครั้งต่อไปพบว่า eGFR ลดลงมากกว่า 20% จากเดิม ควรหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เช่น ขาดน้ำ การติดเชื้อ ยาบางชนิด หรือโรคไตที่กำลังแย่ลง
eGFR ลดลงหลังเริ่มยา ACEi, ARB หรือ SGLT2 inhibitor ต้องลดยาหรือหยุดยาหรือไม่?
โดยทั่วไปไม่ควรลดยาหรือหยุดยาเองเพียงเพราะ eGFR ลดลงเล็กน้อยหลังเริ่มยา เพราะ ACEi, ARB และ SGLT2 inhibitor สามารถทำให้ eGFR ลดลงในช่วงแรกจากการเปลี่ยนแปลงความดันภายในหน่วยกรองของไต ซึ่งเป็นผลทาง hemodynamic และไม่ได้หมายความว่ายาทำลายไต
หากหลังเริ่มยาพบว่า eGFR ลดลงมากกว่า 30% จากเดิม ควรหาสาเหตุเพิ่มเติม เช่น ภาวะขาดน้ำ ความดันต่ำ การใช้ยาขับปัสสาวะมากเกินไป การใช้ NSAIDs ร่วม หรือภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันจากสาเหตุอื่น จากนั้นแพทย์จะพิจารณาปรับยาตามสาเหตุและสภาพของผู้ป่วย
ยาปกป้องไตบางชนิด เช่น ACE inhibitor, ARB และ SGLT2 inhibitor สามารถทำให้ eGFR ลดลงเล็กน้อยในระยะแรกจากการเปลี่ยนแปลงความดันภายใน glomerulus ซึ่งเรียกว่า hemodynamic dip
การลดลงเล็กน้อยนี้ไม่ได้หมายความว่ายาทำลายไต และโดยทั่วไปไม่ควรหยุดยาด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม หากหลังเริ่มยาที่มีผลต่อ hemodynamics ของไตพบว่า GFR ลดลงมากกว่า 30% ควรประเมินเพิ่มเติม เช่น:
- ภาวะขาดน้ำ
- ความดันโลหิตต่ำ
- ใช้ยาขับปัสสาวะมากเกินไป
- ใช้ NSAIDs ร่วมด้วย
- มี AKI จากสาเหตุอื่น
- สงสัย renal artery stenosis ในบางกรณี
การตัดสินใจปรับหรือหยุดยาควรให้แพทย์พิจารณาตามสถานการณ์ ไม่ควรหยุดยาเองจากค่า eGFR ครั้งเดียว
อะไรทำให้ค่า eGFR คลาดเคลื่อนหรือเปลี่ยนชั่วคราว?
มวลกล้ามเนื้อ
คนมีกล้ามเนื้อมากอาจมี Creatinine สูงและทำให้ eGFRcr ต่ำกว่าความเป็นจริง ส่วนผู้สูงอายุหรือคนมีกล้ามเนื้อน้อยอาจมี eGFRcr สูงกว่าความเป็นจริง
อาหารและอาหารเสริม
การกินเนื้อสุกปริมาณมากก่อนเจาะเลือดหรือใช้ creatine supplement สามารถเพิ่ม Creatinine และเปลี่ยน eGFR ที่คำนวณได้
การออกกำลังกายหนัก
การออกกำลังกายหนักอาจเพิ่ม Creatinine ชั่วคราว โดยเฉพาะหากมี muscle injury หรือภาวะขาดน้ำร่วมด้วย
ยาบางชนิด
ยาบางชนิด เช่น trimethoprim สามารถเพิ่ม Creatinine จากการเปลี่ยนการหลั่งที่ท่อไต โดยไม่ได้หมายถึง GFR ลดลงในระดับเดียวกัน ขณะที่ NSAIDs สามารถทำให้ไตทำงานลดลงจริงได้
ภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน
เมื่อ Creatinine กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เช่น ระหว่าง AKI สูตร eGFR ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า Creatinine ค่อนข้างคงที่ อาจไม่สะท้อน GFR ที่แท้จริงอย่างแม่นยำ
สูตรคำนวณ eGFR ต่างจาก Cockcroft-Gault อย่างไร?
eGFR
ห้องปฏิบัติการในปัจจุบันใช้สมการที่ผ่านการตรวจสอบเพื่อประมาณ GFR จาก Creatinine โดยสมการ CKD-EPI 2021 สำหรับผู้ใหญ่ใช้ Creatinine อายุ และเพศ และไม่ใช้ตัวแปรเชื้อชาติ
Cockcroft-Gault
Cockcroft-Gault เป็นสูตรประมาณ Creatinine Clearance (CrCl) ใช้อายุ น้ำหนัก เพศ และ Creatinine สูตรนี้ยังปรากฏในคำแนะนำการปรับขนาดยาบางชนิด
ดังนั้น eGFR กับ CrCl ไม่ใช่ค่าเดียวกัน ผู้ป่วยทั่วไปไม่จำเป็นต้องคำนวณเอง หากใช้เพื่อปรับยา ควรดูข้อกำหนดของยานั้นและให้แพทย์หรือเภสัชกรประเมิน
ค่า eGFR สามารถเพิ่มกลับขึ้นมาได้หรือไม่?
ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อค่าที่ลดลงเกิดจากสาเหตุที่กลับคืนได้ เช่น:
- ภาวะขาดน้ำ
- การติดเชื้อหรือการเจ็บป่วยเฉียบพลัน
- ความดันโลหิตต่ำ
- ยาบางชนิด
- การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะที่แก้ไขได้
เมื่อแก้สาเหตุ การทำงานของไตอาจดีขึ้นและ eGFR เพิ่มขึ้น
แต่หาก eGFR ลดลงจาก CKD ที่มีการสูญเสียเนื้อไตอย่างถาวร ค่าอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมทั้งหมด เป้าหมายสำคัญจึงเป็นการชะลอการลดลงของ eGFR และลดความเสี่ยงต่อไตวายและโรคหัวใจและหลอดเลือด
ดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยเพิ่มค่า eGFR ได้จริงหรือไม่?
ถ้า eGFR ลดลงเนื่องจาก ภาวะขาดน้ำ การได้รับน้ำอย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้เลือดไปเลี้ยงไตดีขึ้นและทำให้ Creatinine กับ eGFR กลับดีขึ้นได้
แต่ การดื่มน้ำมากกว่าที่ร่างกายต้องการไม่ได้ทำให้ไตที่เป็น CKD กลับมาปกติ และการฝืนดื่มน้ำมากอาจเป็นอันตรายในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ที่มีหัวใจล้มเหลว บวมมาก หรือ CKD ระยะมากที่ขับน้ำได้น้อย
ดังนั้นหลักง่าย ๆ คือ ดื่มน้ำให้เพียงพอตามความต้องการและภาวะของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ดื่มน้ำจำนวนมากเพื่อหวังเพิ่ม eGFR
ถ้าพบว่าเป็น CKD จะชะลอ eGFR ไม่ให้ลดเร็วได้อย่างไร?
ควบคุมความดันโลหิต
ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเป้าหมาย โดยทั่วไปควรต่ำกว่า 130/80 mmHg เพื่อชะลอไตเสื่อมและลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
หมายเหตุ: ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจหรือโรคไตสูงและทนต่อการรักษาได้ แพทย์อาจตั้งเป้าความดันตัวบนให้ต่ำกว่า 120 mmHg
ควบคุมเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานโดยทั่วไปควรควบคุม HbA1c ประมาณ 7% เพื่อช่วยลดการเกิดและการดำเนินของโรคไต พร้อมตรวจ UACR เพื่อติดตามอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ
หมายเหตุ: เป้าหมาย HbA1c ต้องปรับตามอายุ ภาวะน้ำตาลต่ำ โรคร่วม และระยะของ CKD โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือ CKD ระยะมากอาจไม่จำเป็นต้องคุมเข้มถึง 7%
ลดอาหารเค็มและอาหารแปรรูป
ผู้ป่วย CKD ควรจำกัดโซเดียมให้น้อยกว่า 2,000 มก./วัน หรือเทียบเท่าเกลือประมาณ 5 กรัม/วัน เพื่อลดความดันโลหิต ลดภาวะบวมน้ำ และลดภาระของไต ควรลดอาหารเค็มจัด อาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป
รับประทานโปรตีนให้เหมาะสม
ผู้ใหญ่ที่เป็น CKD ระยะ G3–G5 ควรรับประทานโปรตีนประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนสูงเกิน 1.3 กรัม/กก./วัน เพราะอาจเพิ่มภาระการกรองของไต
ตัวอย่าง ผู้ที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม เป้าหมายโปรตีนประมาณ 48 กรัม/วัน
หมายเหตุ: ผู้สูงอายุที่มีภาวะขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อน้อย ผู้ป่วยเจ็บป่วยเฉียบพลัน และผู้ที่ได้รับการฟอกไต ต้องใช้เป้าหมายโปรตีนต่างจากนี้และควรได้รับการประเมินเป็นรายบุคคล
ควบคุมความดันโลหิต
การควบคุมความดันอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสียหายของหลอดเลือดฝอยในไตและลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำร้ายไต
หลีกเลี่ยงการใช้ NSAIDs โดยไม่จำเป็น และทบทวนสมุนไพร อาหารเสริม และยาต่าง ๆ กับแพทย์หรือเภสัชกร
ใช้ยาปกป้องไตเมื่อมีข้อบ่งชี้
ยากลุ่ม ACE inhibitor หรือ ARB มีบทบาทสำคัญในผู้ป่วย CKD บางกลุ่มที่มี albuminuria ส่วน SGLT2 inhibitors มีหลักฐานช่วยลดการดำเนินโรคไตและความเสี่ยงหัวใจในผู้ป่วย CKD หลายกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน
ติดตามทั้ง eGFR และ UACR
การติดตามเพียง eGFR อาจพลาดการเปลี่ยนแปลงของ albuminuria ซึ่งมีความสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงและผลการรักษา
เมื่อไรควรพบแพทย์โรคไต?
การส่งต่อไม่ได้พิจารณาจาก eGFR อย่างเดียว แต่ควรคิดถึงการปรึกษาแพทย์โรคไตในสถานการณ์ เช่น:
- eGFR ต่ำกว่า 30 mL/min/1.73 m²
- eGFR ลดลงเร็วหรืออธิบายสาเหตุไม่ได้
- มี albuminuria มากหรือเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- มีเลือดในปัสสาวะที่สงสัยโรคของ glomerulus
- ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก
- มี potassium หรือภาวะแทรกซ้อนของ CKD ที่ควบคุมยาก
- สงสัยโรคไตพันธุกรรมหรือโรคไตเฉพาะ
ในผู้ป่วย CKD ระยะ G3–G5 สามารถใช้ Kidney Failure Risk Equation (KFRE) ประเมินความเสี่ยงไตวายร่วมด้วย โดยความเสี่ยงไตวายใน 5 ปีประมาณ 3–5% เป็นเกณฑ์หนึ่งที่อาจช่วยประกอบการพิจารณาส่งต่อแพทย์โรคไต
eGFR ต่ำกว่า 15 ต้องฟอกไตทันทีหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องฟอกไตทันทีทุกราย
eGFR ต่ำกว่า 15 จัดเป็นกลุ่ม G5 หรือ kidney failure แต่การเริ่มบำบัดทดแทนไตต้องพิจารณาภาพรวม เช่น:
- มีอาการจากของเสียคั่งหรือไม่
- มีน้ำเกินหรือหอบจากน้ำเกินที่รักษาไม่ได้หรือไม่
- มี potassium สูงที่ควบคุมไม่ได้หรือไม่
- มีภาวะกรดเกินที่รักษาไม่ได้หรือไม่
- มีปัญหาโภชนาการจากไตวายหรือไม่
- คุณภาพชีวิตและภาวะโรคร่วม
- ความต้องการและเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วย
ผู้ที่มี CKD ระยะมากควรเริ่มพูดคุยเรื่องทางเลือก เช่น ฟอกเลือด ล้างไตทางช่องท้อง การปลูกถ่ายไต หรือการรักษาแบบประคับประคองอย่างครอบคลุมล่วงหน้า ไม่ควรรอให้เกิดภาวะฉุกเฉิน
อาการแบบใดควรไปโรงพยาบาลทันที?
- ปัสสาวะลดลงอย่างมากหรือแทบไม่ออกอย่างเฉียบพลัน
- หอบเหนื่อยมากหรือหายใจลำบาก
- บวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วร่วมกับหอบ
- สับสน ซึม หรือหมดสติ
- อ่อนแรงมาก ใจสั่น หรือสงสัย potassium สูง
- อาเจียนต่อเนื่องจนรับน้ำไม่ได้และมีความเสี่ยงขาดน้ำ
- eGFR ลดลงรวดเร็วร่วมกับอาการเจ็บป่วยรุนแรง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ eGFR
eGFR 59 เป็นโรคไตหรือยัง?
eGFR 59 อยู่ในกลุ่ม G3a แต่ผลครั้งเดียวไม่ยืนยัน CKD ต้องดูผลเดิม แยก AKI ตรวจ UACR และยืนยันว่าค่าต่ำกว่า 60 เป็นต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน
eGFR 60–89 เป็นโรคไตหรือไม่?
ไม่จำเป็น หากไม่มี albuminuria หรือหลักฐานความเสียหายของไตอื่นที่เป็นเรื้อรัง ค่า eGFR ช่วงนี้ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัย CKD ด้วยตัวเอง
eGFR 90 ขึ้นไปแปลว่าไตปกติแน่นอนหรือไม่?
ไม่เสมอไป ผู้ป่วยที่ eGFR ปกติอาจมี CKD ได้หากมี UACR สูงหรือมีความผิดปกติของไตอื่นที่เป็นเรื้อรัง
eGFR ลดลงตามอายุถือว่าปกติหรือไม่?
eGFR มีแนวโน้มลดลงตามอายุ แต่ไม่ควรใช้เรื่องอายุเพียงอย่างเดียวอธิบายค่าที่ผิดปกติ ต้องดู UACR ผลตรวจเดิม โรคร่วม และหลักฐานความเสียหายของไตด้วย
ตรวจ Cystatin C ทุกคนหรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกคน แต่มีประโยชน์เมื่อ Creatinine อาจคลาดเคลื่อนหรือเมื่อจำเป็นต้องประเมิน GFR ให้แม่นยำขึ้นเพื่อการวินิจฉัยหรือการรักษา
eGFR เพิ่มกลับขึ้นมาได้หรือไม่?
ได้หากการลดลงเกิดจากสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น ขาดน้ำ การติดเชื้อ ยา หรือการอุดกั้น แต่หากเกิดจาก CKD ที่สูญเสียเนื้อไตถาวรอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมทั้งหมด
ดื่มน้ำเยอะช่วยเพิ่ม eGFR หรือไม่?
ช่วยได้หากผู้ป่วยขาดน้ำ แต่การดื่มน้ำมากเกินไปไม่ได้รักษา CKD และอาจเป็นอันตรายในผู้ที่มีหัวใจล้มเหลวหรือมีภาวะน้ำเกิน
eGFR ลดลงหลังเริ่ม SGLT2 inhibitor เป็นอันตรายหรือไม่?
การลดลงเล็กน้อยช่วงแรกเกิดขึ้นได้จาก hemodynamic effect และไม่ได้หมายถึงพิษต่อไต หากลดลงมากผิดปกติ เช่นมากกว่า 30% ควรประเมินสาเหตุเพิ่มเติม
eGFR ต่ำกว่า 15 ต้องฟอกไตหรือไม่?
ไม่ใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียวตัดสิน แพทย์ต้องพิจารณาอาการ ภาวะน้ำเกิน เกลือแร่ กรดด่าง ของเสียคั่ง ภาวะโภชนาการ และภาพรวมของผู้ป่วยร่วมกัน
สรุปสำหรับผู้ที่ถือผล eGFR อยู่ในมือ
- eGFR เป็นค่าประมาณการกรองของไต ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของไตที่เหลืออยู่
- eGFR 60–89 เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าเป็น CKD
- eGFR ต่ำกว่า 60 ครั้งเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัย CKD
- การวินิจฉัย CKD ต้องดูความเรื้อรังอย่างน้อย 3 เดือนหรือมีหลักฐาน kidney damage ที่เป็นเรื้อรัง
- ควรดู eGFR และ UACR ร่วมกัน
- Cystatin C ช่วยเพิ่มความแม่นยำในผู้ป่วยบางกลุ่มและเมื่อการตัดสินใจต้องอาศัย GFR ที่แม่นยำขึ้น
- eGFR ลดลงมากกว่า 20% ในผู้ที่มี CKD ควรหาสาเหตุเพิ่มเติม
- หลังเริ่มยาที่มีผลต่อ hemodynamics ของไต การลดลงมากกว่า 30% ควรได้รับการประเมิน
- eGFR ต่ำกว่า 15 ไม่ได้หมายความว่าต้องฟอกไตทันทีทุกคน
สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าดู eGFR เพียงตัวเดียว ให้นำค่า eGFR ปัจจุบัน ผลตรวจย้อนหลัง UACR โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และอาการมาประเมินร่วมกัน จึงจะตอบได้ว่าความผิดปกตินั้นเป็นเพียงชั่วคราว เป็น AKI หรือเป็น CKD ที่ต้องวางแผนชะลอการเสื่อมในระยะยาว
📚 เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูล (References)
- Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney International. 2024;105(Suppl 4S):S117-S314.
- Ndumele CE, Rodriguez F, Dixon DL, et al. 2026 AHA/ACC/ADA/ASN Guideline for the Prevention, Detection, Evaluation, and Management of Cardiovascular-Kidney-Metabolic Syndrome. Circulation. 2026;154:e50-e158. doi:10.1161/CIR.0000000000001453.
- National Kidney Foundation. Estimated Glomerular Filtration Rate (eGFR) Test: Kidney Function Levels, Stages, and What to Do Next.
- National Kidney Foundation. CKD-EPI Creatinine Equation (2021).
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. eGFR Equations for Adults.
- KDOQI. US Commentary on the KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of CKD.
- สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. คำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต.
