
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
“หมอครับ ผมเป็นโรคไตระยะที่ 3 แล้ว ต่อไปจะต้องฟอกไตหรือไม่?”
นี่เป็นคำถามที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากกังวลทันทีเมื่อเห็นค่า eGFR อยู่ระหว่าง 30–59 แต่โรคไตระยะที่ 3 ยังไม่ใช่ไตวายระยะสุดท้าย และไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะต้องเข้าสู่การฟอกไต
การดำเนินโรคของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีค่าไตคงที่ได้นานหลายปี ขณะที่บางคนไตเสื่อมเร็วจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โปรตีนรั่วในปัสสาวะ การใช้ยาที่เสี่ยงต่อไต หรือโรคไตที่ยังควบคุมไม่ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ดูค่า eGFR เพียงครั้งเดียว แต่ต้องดูแนวโน้มของค่าไต ตรวจ UACR หาสาเหตุ และประเมินความเสี่ยงร่วมกัน
ข่าวดีคือ ปัจจุบันเรามีทั้งการปรับพฤติกรรมและยาที่มีหลักฐานช่วยลดความเสี่ยงของโรคไตที่ดำเนินเร็ว หากเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะที่ 3 อย่างถูกต้อง เป้าหมายไม่ใช่การรับประกันว่าค่าไตจะกลับมาเป็นปกติ แต่คือการรักษาการทำงานของไตที่เหลืออยู่ให้นานที่สุด ลดภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้าย

คำตอบสั้น ๆ: โรคไตระยะที่ 3 ยังมีโอกาสชะลอการเสื่อมได้ แต่ต้องดูแลมากกว่าการงดอาหารบางชนิด การรักษาที่ได้ผลควรครอบคลุมความดัน เบาหวาน โปรตีนรั่ว ยาปกป้องไต อาหาร และการหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำร้ายไต
บทความนี้รวบรวม 5 แนวทางสำคัญตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์และแนวทางเวชปฏิบัติสากล (KDIGO) ซึ่งต้องอาศัยทั้งการปรับพฤติกรรมของผู้ป่วยและการรักษาที่เหมาะสมโดยแพทย์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่โรคไตจะดำเนินเร็วขึ้น มาดูกันว่าแนวทางที่ผู้ป่วยและแพทย์ควรทำร่วมกันมีอะไรบ้าง

ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดและหน่วยกรองไตรับแรงดันเพิ่มขึ้น จึงควรวัดและควบคุมความดันอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายต้องกำหนดเป็นรายบุคคล สำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสม KDIGO แนะนำให้พิจารณา SBP ต่ำกว่า 120 mmHg เมื่อวัดในคลินิกด้วยวิธีมาตรฐานและผู้ป่วยทนได้ แต่ไม่ควรพยายามลดความดันจนเกิดอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย หรือหกล้ม
ยากลุ่ม ACE inhibitor หรือ ARB มีประโยชน์เป็นพิเศษในผู้ที่ตรวจพบอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ แพทย์จะติดตามความดัน ครีอะตินีน และโพแทสเซียมภายในประมาณ 2–4 สัปดาห์หลังเริ่มหรือเพิ่มยา และไม่ควรใช้ ACE inhibitor ร่วมกับ ARB
ผู้ป่วย CKD ระยะ G3–G5 ที่ยังไม่ได้ฟอกไต โดยทั่วไปควรได้รับโปรตีนประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน ไม่ควรลดโปรตีนอย่างเข้มงวดด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อลดลงและเกิดภาวะทุพโภชนาการ
ผู้สูงอายุ ผู้มีน้ำหนักลด กล้ามเนื้อน้อย หรือมีภาวะทุพโภชนาการ ควรได้รับการประเมินและวางแผนอาหารเป็นรายบุคคลโดยแพทย์หรือนักกำหนดอาหารโรคไต
SGLT2 inhibitor เป็นยาที่มีหลักฐานช่วยลดความเสี่ยงของโรคไตที่ดำเนินเร็วและภาวะหัวใจล้มเหลว แพทย์อาจพิจารณาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมกับ CKD และ eGFR ตั้งแต่ 20 ขึ้นไป รวมทั้งผู้ป่วย CKD บางรายที่ไม่มีเบาหวาน โดยพิจารณาร่วมกับ UACR หัวใจล้มเหลว eGFR และข้อห้ามของผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ควรเริ่มหรือหยุดยาเอง
KDIGO แนะนำชัดเจนใน CKD ที่ eGFR ตั้งแต่ 20 และ UACR ตั้งแต่ 200 mg/g หรือมีหัวใจล้มเหลว และมีคำแนะนำระดับรองสำหรับบางรายที่ eGFR 20–45 กับ UACR ต่ำกว่า 200 mg/g KDIGO 2024
ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลตามเป้าหมายเฉพาะบุคคล เพราะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดฝอยและหน่วยกรองไต แพทย์จะพิจารณาเป้าหมาย HbA1c โดยคำนึงถึงอายุ ระยะโรคไต ภาวะน้ำตาลต่ำ โรคร่วม และยาที่ใช้อยู่ พร้อมดูแลไขมันในเลือด การสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว และความเสี่ยงโรคหัวใจร่วมด้วย
ผู้ป่วย CKD ไม่ควรซื้อ NSAIDs เช่น ibuprofen, naproxen หรือยาชุดรับประทานเอง โดยเฉพาะเมื่อขาดน้ำ ใช้ยาขับปัสสาวะ หรือใช้ ACEi/ARB อยู่ หากจำเป็นต้องตรวจด้วยสารทึบรังสี ควรแจ้งแพทย์ว่ามีโรคไตเพื่อประเมิน eGFR ภาวะขาดน้ำ ยาที่ใช้ และความจำเป็นของการตรวจ ไม่ควรปฏิเสธการตรวจที่จำเป็นโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
สารหลักของบทความควรสรุปว่า:
รู้ระยะอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้สาเหตุ ความเร็วที่ eGFR ลดลง และระดับ UACR จึงจะวางแผนชะลอไตเสื่อมได้ตรงจุด
คำเตือนทางการแพทย์: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะบุคคลได้ หากมีอาการผิดปกติหรือกังวลเกี่ยวกับผลตรวจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล
เขียนและตรวจทบทวนโดย: นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 10492
ทบทวนล่าสุด: 26 กรกฎาคม 2569