
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคไตเสื่อมเรื้อรัง ระยะที่ 4 (CKD Stage 4) คือภาวะที่ไตของคุณได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และเป็น "ระยะสุดท้าย" ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย (ระยะที่ 5)
นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องทำงานร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต (Nephrologist) อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่เพื่อ "ชะลอ" การเสื่อม (ซึ่งอาจจะยากขึ้น) แต่เพื่อ "เตรียมความพร้อม" สำหรับการบำบัดทดแทนไต (RRT) ที่กำลังจะมาถึง
ค่า GFR: 15 - 29 ml/min/1.73m²
ความหมาย: การทำงานของไตลดลงอย่างรุนแรง ร่างกายเริ่มไม่สามารถขับของเสียและน้ำส่วนเกินได้เพียงพอ
ระยะถัดไป: หากค่า GFR ตกลงไป ต่ำกว่า 15 ml/min/1.73m² จะถือเป็น โรคไตระยะที่ 5 (G5) หรือ ภาวะไตวายระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease - ESRD)
เช่นเดียวกับระยะอื่นๆ ความเสี่ยงที่ไตจะเสื่อมเร็วขึ้นจะยิ่งสูงมาก หากคุณมี "โปรตีนรั่วในปัสสาวะ" (Albuminuria) ในระดับสูง (A3) ร่วมด้วย
ในระยะนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะ "มีอาการ" ชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจาก "ภาวะของเสียคั่ง" หรือ "Uremia" ที่สะสมในร่างกาย อาการที่พบบ่อยได้แก่:
อ่อนเพลียอย่างรุนแรง: จากภาวะโลหิตจาง (ซีด) ที่รุนแรงขึ้น
คันตามผิวหนัง: (Uremic Pruritus) เป็นอาการที่ทรมานและพบบ่อย
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน: โดยเฉพาะในตอนเช้า หรือเมื่อได้กลิ่นอาหาร
เป็นตะคริว: โดยเฉพาะตอนกลางคืน
อาการบวม (Edema): บวมที่เท้า มือ หรือบวมทั้งตัว จากการคั่งของน้ำและเกลือ
หายใจเหนื่อย หรือหอบ: จากภาวะน้ำเกิน (น้ำท่วมปอด) หรือภาวะเลือดเป็นกรด
ปัสสาวะน้อยลง: (แม้บางคนอาจจะยังปัสสาวะปกติ)
ผู้ป่วยในระยะที่ 4 ทุกคน ควรอยู่ภายใต้การดูแลของอายุรแพทย์โรคไต การประเมินจะเข้มข้นขึ้นมาก:
การประเมินความเร่งด่วน: แพทย์จะมองหาภาวะฉุกเฉิน เช่น ภาวะโพแทสเซียมสูง (Hyperkalemia), ภาวะเลือดเป็นกรดรุนแรง, หรือภาวะน้ำท่วมปอด
การตรวจทางรังสี: แพทย์มักสั่ง "อัลตราซาวด์" ช่องท้อง เพื่อดูขนาดไต และเพื่อตัดสาเหตุ "การอุดกั้น" ที่อาจแก้ไขได้
การทบทวนยาทั้งหมด:
การรักษาในระยะนี้มี 2 เป้าหมายหลักที่ต้องทำควบคู่กันไป:
แพทย์จะติดตามผลเลือดทุก 3-4 เดือน เพื่อจัดการภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น:
ภาวะโพแทสเซียมสูง (Hyperkalemia): เป็นภาวะอันตรายถึงชีวิต (หัวใจหยุดเต้นได้) ต้องคุมอาหารจำกัดโพแทสเซียมอย่างเข้มงวด และอาจต้องใช้ยาขับโพแทสเซียม
ภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis): ไตขับกรดไม่ได้ แพทย์มักให้ยา Sodium Bicarbonate (ในรูปผงหรือเม็ด) เพื่อปรับสมดุล
ภาวะโลหิตจาง (Anemia): ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในระยะนี้ต้องได้รับการรักษาด้วย "ยาฉีดกระตุ้นเม็ดเลือดแดง (ESA)" ร่วมกับ "การให้ธาตุเหล็ก (มักให้ทางหลอดเลือด)"
โรคกระดูกและแร่ธาตุ (CKD-MBD): ต้องควบคุม "ฟอสฟอรัส" อย่างเข้มงวด (ทั้งจากอาหารและยาจับฟอสฟอรัส) และอาจต้องให้วิตามินดีชนิดพิเศษ (Active Vitamin D)
การควบคุมความดันโลหิต: เป้าหมายยังคงเข้มงวด (มักจะ <130/80) เพื่อลดภาระหัวใจและชะลอการเสื่อมของไต
ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ: แพทย์มักให้ยาลดไขมัน (เช่น Atorvastatin 20 mg) เพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้ป่วยโรคไต
การควบคุมภาวะบวมน้ำ: ปรับยาขับปัสสาวะ และจำกัดเกลือ/น้ำดื่ม
นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในระยะที่ 4 และ ต้องเริ่มทำทันที ห้ามรอจนถึงระยะที่ 5 เพราะการเตรียมตัวต้องใช้เวลาหลายเดือน:
การวางแผนเลือกวิธีรักษา: ผู้ป่วยต้องพูดคุยกับแพทย์เพื่อเลือก 1 ใน 3 (หรือ 4) ทางเลือก:
การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis - HD): ต้องไปโรงพยาบาล 2-3 ครั้ง/สัปดาห์
การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis - PD): ทำเองได้ที่บ้านทุกวัน
การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation): วิธีที่ดีที่สุด แต่ต้องรอไตบริจาค หรือมีผู้บริจาคที่มีชีวิต
(การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care): สำหรับผู้ป่วยสูงอายุมาก หรือมีโรคร่วมหลายโรค ที่ไม่ต้องการบำบัดทดแทนไต)
การลงมือ "เตรียมตัว" ล่วงหน้า:
ถ้าเลือกฟอกเลือด (HD): ต้องรีบไปพบศัลยแพทย์เพื่อ "ผ่าตัดทำเส้นเลือดถาวร" (AV Fistula หรือ AV Graft) ที่แขน ต้องทำล่วงหน้าอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อให้เส้นเลือดแข็งแรงพอสำหรับ "แทงเข็ม" หากรอจนไตวายฉุกเฉิน จะต้องใส่สายสวนที่คอ (คาสายคาไว้) ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงมาก
ถ้าเลือกล้างไต (PD): ต้องวางแผน "ผ่าตัดวางสาย" ในช่องท้อง
ถ้าเลือกปลูกถ่ายไต: ต้องเริ่มกระบวนการ "ตรวจประเมินร่างกาย" และ "หาผู้บริจาค" ตั้งแต่ระยะนี้
การรับวัคซีนที่จำเป็น:
วัคซีนตับอักเสบบี (Hepatitis B): จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่วางแผนจะฟอกไต
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
วัคซีนปอดบวม (Pneumococcus)
สรุปแล้ว โรคไตระยะที่ 4 คือช่วงเวลาแห่ง "การเตรียมพร้อม" ทั้งร่างกายและจิตใจ การจัดการภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด และการ "ทำเส้น" หรือ "วางสาย" ล่วงหน้า คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยก้าวเข้าสู่ระยะที่ 5 ได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว