ภาวะไตวายเฉียบพลัน (AKI): เจาะลึกสาเหตุ อาการ "แบบแห้ง vs บวม" และวิธีรักษาให้หายขาด
คำว่า "ไตวาย" มักทำให้เรานึกถึงการฟอกไตตลอดชีวิต แต่ในความเป็นจริงมีภาวะไตวายชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้น "กะทันหัน" รุนแรง แต่มีโอกาส "รักษาให้หายขาดได้" หากรู้ตัวเร็วและปฏิบัติตัวถูกต้อง นั่นคือ ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury - AKI)
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นตอสาเหตุ สัญญาณเตือนทุกรูปแบบ (ซึ่งไม่ได้มีแค่อาการบวม) และข้อห้ามอันตรายที่อาจคร่าชีวิต
❓ เช็คลิสต์: 4 สัญญาณเตือนว่า "ไตกำลังน็อค"
ไตวายเฉียบพลันมักเกิดขึ้นรวดเร็ว หากคุณไม่แน่ใจ ให้ลองสำรวจตัวเองตามนี้ หากมีข้อใดข้อหนึ่ง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที:
- 1. ปัสสาวะผิดปกติ (สังเกตให้ดี): ส่วนใหญ่มักจะ ออกน้อยลงมาก (น้อยกว่า 2-3 ครั้ง/วัน) หรือสีเข้มจัดเหมือนน้ำปลา/โคล่า
- ข้อควรระวัง: บางคนปัสสาวะอาจออกปริมาณปกติได้ แต่ไตกำลังวาย (มักเกิดจากยา/สารพิษ) ดังนั้นถ้ามีอาการข้ออื่นร่วมด้วย แม้ฉี่ปกติก็อย่านิ่งนอนใจ
- 2. ร่างกายเปลี่ยนแปลง: ตื่นมา หนังตาบวมตุ่ย, ขาบวมกดบุ๋ม หรือในทางตรงข้ามคือ ปากแห้ง ตัวแห้ง และหน้ามืดวูบ
- 3. อาการวิกฤต (ต้องไปโรงพยาบาลทันที!)
-
❌ มีไข้สูง หนาวสั่น: (โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ) อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อรุนแรงที่ลามเข้ากระแสเลือดจนทำให้ไตวาย
-
❌ เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้: (สัญญาณน้ำท่วมปอด)
-
❌ คลื่นไส้ อาเจียนไม่หยุด หรือซึมลง: (สัญญาณของเสียคั่งในเลือดสูง)
-
- 4. มีความเสี่ยง: เพิ่งกินยาแก้ปวด/สมุนไพร, ท้องเสียรุนแรง, หรือเพิ่งฉีดสีทำ CT Scan

🕵️♂️ เจาะลึก 3 ต้นเหตุหลัก: ทำไมจู่ๆ ไตถึง "น็อค"?
เพื่อให้เข้าใจง่าย ลองจินตนาการว่าไตคือ "เครื่องกรองน้ำ" ที่ต้องมีน้ำไหลเข้าตลอดเวลา ภาวะไตวายเฉียบพลันมักเกิดจาก 3 สาเหตุใหญ่ๆ นี้:
1. น้ำไหลเข้าเครื่องไม่พอ (Pre-renal) - พบบ่อยที่สุด!
เปรียบเหมือนท่อน้ำประปาเข้าเครื่องกรองมันแห้งเหือด เลือดจึงไหลไปเลี้ยงไตไม่พอ ทำให้ไตหยุดทำงานทันที สาเหตุได้แก่:
- การสูญเสียน้ำและเกลือแร่รุนแรง: เช่น ท้องเสียถ่ายเหลวไม่หยุด อาเจียนหนัก หรือเสียเหงื่อมากในที่ร้อนจัด จนร่างกายขาดน้ำอย่างหนัก ปริมาณเลือดในร่างกายลดลง
- ความดันโลหิตต่ำวิกฤต (ช็อก): โดยเฉพาะจากการ ติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายขยายตัว ความดันตกวูบ ไตจึงขาดเลือดทันที
- ภาวะหัวใจล้มเหลว: เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่ดี ก็ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ รวมถึงไตได้น้อยลง
2. ตัวเนื้อไตเสียหายหรือตัวเครื่องกรองพังเสียหาย (Intrinsic)
เปรียบเหมือนไส้กรองด้านในโดนสารเคมีกัดกร่อนจนผุพัง ทำให้กรองไม่ได้ สาเหตุได้แก่:
- ยาและสารพิษ (สำคัญมาก):
- ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: (เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค, ยาชุดแก้เส้น) ยาเหล่านี้ทำให้เส้นเลือดในไตหดตัวจนขาดเลือดและเนื้อไตตายได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
- ยาสมุนไพร/ยาลูกกลอน: บางชนิดมีพิษต่อท่อไตโดยตรง
- สารทึบรังสี: ที่ใช้ในการฉีดสีทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) อาจเป็นพิษต่อไตในผู้ที่มีความเสี่ยง
- การติดเชื้อที่ลามเข้าไต: เช่น โรคฉี่หนู (Leptospirosis)
- โรคไตอักเสบเฉียบพลัน: จากภาวะแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรค SLE (พุ่มพวง) ลงไต
3. ท่อไตอุดตัน (Post-renal)
เปรียบเหมือนท่อน้ำทิ้งหลังเครื่องกรองมีขยะไปอุด ทำให้น้ำที่กรองแล้วระบายออกไม่ได้ และตีกลับไปท่วมท้นจนดันเนื้อไตเสียหาย สาเหตุได้แก่:
- นิ่วในทางเดินปัสสาวะ: ก้อนนิ่วหลุดมาอุดตันท่อไต (โดยเฉพาะถ้าอุดตันทั้งสองข้าง หรือในคนที่มีไตข้างเดียว)
- โรคต่อมลูกหมากโต (ในผู้ชายสูงอายุ): ต่อมลูกหมากที่โตขึ้นจะไปบีบท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะออกยากหรือไม่ออก จนคั่งค้างและดันกลับไปที่ไต
- เนื้องอก/มะเร็ง: ในช่องท้องที่กดเบียดท่อไต
เข้าใจอาการ: คุณเป็นไตวายแบบไหน? (แห้ง vs บวม)
เมื่อทราบสาเหตุแล้ว จะเห็นว่าอาการที่แสดงออกมาจะแตกต่างกันไปตามต้นตอของปัญหา:
แบบที่ 1: ไตวายแบบ "ขาดน้ำ / ความดันต่ำ" (ตัวแห้ง)
(มักเกิดจากสาเหตุกลุ่มที่ 1: ท้องเสีย, อาเจียน, ติดเชื้อในกระแสเลือด)
- ลักษณะเด่น: "ไม่บวม" แต่ดูซูบซีด ปากแห้ง ตาโหล ผิวหนังเหี่ยวย่น
- สัญญาณชีพ: ความดันโลหิต "ต่ำ" (หน้ามืด วูบง่าย), ชีพจรเต้น "เร็ว"
- อาการเฉพาะ (ถ้าติดเชื้อ): อาจมี ไข้สูง หนาวสั่น ซึมลง ร่วมด้วย
แบบที่ 2: ไตวายแบบ "น้ำเกิน" (ตัวบวม)
(มักเกิดจากสาเหตุกลุ่มที่ 2 และ 3 ในระยะที่ เนื้อไตเสียหายรุนแรง หรือ ท่อไตอุดตันสมบูรณ์ จนปัสสาวะระบายออกไม่ได้)
- ลักษณะเด่น: "ตัวบวมฉุ" เริ่มบวมที่หนังตาตอนเช้า ขาบวมกดบุ๋ม หรือ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเร็ว (1-2 กก. ในวันเดียว)
- สัญญาณชีพ: ความดันโลหิตมักจะ "สูง" หรือปกติ
- ความเสี่ยงสูงสุด: น้ำท่วมปอด (หายใจหอบเหนื่อย, นอนราบไม่ได้)

กลุ่มเสี่ยง "พิเศษ": ใครที่ "ห้าม" กินยาแก้ปวดและสมุนไพรเด็ดขาด?
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มี "ไตที่เปราะบาง" อยู่แล้ว หากได้รับยาแก้ปวด (NSAIDs) หรือสมุนไพร จะเสี่ยงไตวายเฉียบพลันสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า:
- ผู้ที่กินยา "3 กลุ่มนี้" อยู่:
- ยาลดความดันกลุ่ม ACE Inhibitors (ชื่อลงท้ายด้วย -pril เช่น Enalapril)
- ยาลดความดันกลุ่ม ARBs (ชื่อลงท้ายด้วย -sartan เช่น Losartan)
- ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) (เช่น Furosemide/Lasix)
- ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป)
- ผู้ป่วยเบาหวาน หรือมีโรคไตเสื่อมอยู่เดิม
- ผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือ ตัวบวม
คำเตือน: หากท่านอยู่ในกลุ่มนี้ ห้ามซื้อยาแก้ปวดกินเอง และห้ามกินยาสมุนไพร/ยาลูกกลอนเด็ดขาด ต้องปรึกษาแพทย์เท่านั้น
⚠️ ข้อควรระวังสำคัญ: "ห้าม" ทำสิ่งนี้เด็ดขาด เมื่อปัสสาวะไม่ออก!
มีความเข้าใจผิดที่อันตรายถึงชีวิตว่า "ถ้าฉี่ไม่ออก ต้องกินน้ำอัดเข้าไปเยอะๆ เดี๋ยวก็ออก" นี่คือความเชื่อที่ผิดมหันต์!
1. กรณีคุณ "ตัวแห้ง" (เพิ่งท้องเสีย/อาเจียน/ขาดน้ำ):
- ✅ สิ่งที่ควรทำ: ให้จิบ "น้ำเกลือแร่ (ORS)" ทดแทนน้ำเปล่า (เพราะช่วยดึงน้ำไว้ในหลอดเลือดได้ดีกว่า) โดยจิบ ทีละน้อย แต่บ่อยๆ ในระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาลและรีบพบแพทย์
- 🛑 จุดที่ต้องหยุด: หากดื่มไปประมาณ 1 ลิตรแล้ว แต่ผ่านไป 4-6 ชม. ยังไม่มีปัสสาวะออกเลย หรือเริ่มรู้สึก "อึดอัด หายใจไม่สะดวก" ให้ "หยุดดื่มทันที"
2. กรณีคุณ "ตัวบวม" หรือ "มีโรคไต/โรคหัวใจเดิม":
- 🛑 ห้าม: ห้ามพยายามดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อไล่ปัสสาวะเด็ดขาด! เพราะไตขับน้ำไม่ได้แล้ว น้ำที่ดื่มเข้าไปจะไปล้นเข้าปอดทันที
- สัญญาณอันตราย: หากมีอาการ ไอ (ไอถี่ๆ/ไอแห้งๆ), หอบเหนื่อย, นอนราบไม่ได้, หรือมีเสมหะปนเลือด ต้อง "งดน้ำและอาหาร"** ทันที แล้วรีบไปห้องฉุกเฉิน
การรักษาและระยะฟื้นตัว
การรักษา: กู้ชีพไต
แพทย์จะมุ่งเน้นที่การ "แก้ที่ต้นเหตุ" เช่น ให้น้ำเกลือแร่ทางหลอดเลือด (ถ้าขาดน้ำ), หยุดยาที่เป็นพิษ, หรือใส่สายสวนปัสสาวะ (ถ้าอุดตัน) ในรายที่วิกฤตอาจต้อง "ฟอกไตชั่วคราว"** เพื่อรอให้ไตฟื้นตัว
ระยะฟื้นตัว: เมื่อไต "ตื่น" (ระวังฉี่เยอะเกิน!)
เมื่อไตเริ่มฟื้นตัว ผู้ป่วยมักจะมีภาวะ "ปัสสาวะออกมากผิดปกติ" (Polyuria Phase) อาจมากถึง 3-5 ลิตรต่อวัน ช่วงนี้ต้อง ดื่มน้ำชดเชยให้ทัน** ตามปริมาณที่แพทย์แนะนำ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำจนกลับไปไตวายซ้ำ

