
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
"ปวดเหมือนโดนมีดแทงที่หลังร้าวลงขาหนีบ" หรือ "ปวดบิดจนตัวงอเหมือนตอนคลอดลูก" นี่คือคำบรรยายความเจ็บปวดสุดแสนทรมานของผู้ป่วยโรคนิ่วในไต ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากโดยเฉพาะในประเทศเมืองร้อนอย่างบ้านเรา
โรคนิ่วในไต คือ ก้อนผลึกแข็งที่เกิดจากการที่สารต่างๆ ในปัสสาวะเข้มข้นเกินไปจนตกตะกอนจับตัวเป็นก้อน นิ่วส่วนใหญ่ (80%) สามารถหลุดออกมาได้เอง แต่บางครั้งก็สร้างปัญหาใหญ่จนอาจทำให้ไตวายได้
บทความนี้คือคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่จะพาคุณไปรู้จักโรคนี้อย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย วิธีรักษาทุกรูปแบบ ไปจนถึงการปรับอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้นิ่วกลับมาเป็นซ้ำ
ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบด้วย:
ไต (Kidneys): รูปถั่ว อยู่ใต้ชายโครงด้านหลัง ทำหน้าที่กรองของเสียและรักษาสมดุลน้ำเกลือแร่
ท่อไต (Ureters): ท่อลำเลียงปัสสาวะจากไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะ
กระเพาะปัสสาวะ (Bladder): ที่เก็บปัสสาวะ
นิ่วเกิดจากอะไร?: ปกติในปัสสาวะจะมีสารเคมีป้องกันการตกตะกอน แต่เมื่อมีปัจจัยบางอย่าง เช่น ดื่มน้ำน้อย ปัสสาวะจึงเข้มข้นจนสารเหล่านี้ (เช่น แคลเซียม, ออกซาเลต, กรดยูริก) ตกผลึกเป็นก้อน หากก้อนเล็กก็จะหลุดออกมาได้ แต่หากก้อนใหญ่ไปอุดตันทางเดินปัสสาวะ ก็จะเกิดอาการปวด
ผู้ที่มีนิ่วส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ (Silent Stones) หากนิ่วอยู่ในไตเฉยๆ แต่เมื่อนิ่วเคลื่อนตัวลงมาอุดท่อไต จะเกิดอาการรุนแรงทันที:
ปวดบั้นเอวรุนแรง (Renal Colic): ปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ ที่เอวหรือสีข้างรุนแรงมาก และมัก ปวดร้าวลงมาที่ท้องน้อย อวัยวะเพศ หรือขาหนีบ
ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria): ปัสสาวะมีสีแดง ชมพู หรือสีน้ำล้างเนื้อ (เกิดจากนิ่วขูดผนังท่อไต)
อาการระคายเคือง: ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะขัด หรือรู้สึกปัสสาวะไม่สุด (เมื่อนิ่วเคลื่อนมาใกล้กระเพาะปัสสาวะ)
คลื่นไส้ อาเจียน: เกิดจากความปวดที่รุนแรงกระตุ้นระบบประสาท
🚨 สัญญาณอันตราย (ต้องพบแพทย์ทันที): หากมีอาการปวดร่วมกับ มีไข้สูง หนาวสั่น แสดงว่ามีการติดเชื้อในกรวยไตที่อุดตัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน

นิ่วแคลเซียม (Calcium Stones): พบบ่อยที่สุด ส่วนใหญ่เป็นแคลเซียม-ออกซาเลต
นิ่วกรดยูริก (Uric Acid Stones): พบในผู้ชอบกินเนื้อสัตว์ เครื่องใน หรือเป็นโรคเกาต์ (เกิดในปัสสาวะที่เป็นกรด)
นิ่วติดเชื้อ (Struvite Stones): มักก้อนใหญ่คล้ายเขากวาง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำๆ พบบ่อยในผู้หญิง
นิ่วซีสตีน (Cystine Stones): เกิดจากโรคทางพันธุกรรม (พบน้อย)
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นนิ่วชนิดไหน การรักษาและป้องกันนิ่วแต่ละชนิด
ตรวจปัสสาวะ: มักพบเม็ดเลือดแดง และอาจพบเม็ดเลือดขาวหากมีการติดเชื้อ
ตรวจเลือด: ดูการทำงานของไต (Creatinine) ว่าไตเสื่อมหรือไม่
การตรวจทางรังสี:
เอกซเรย์ (KUB): วิธีเบื้องต้น เห็นเฉพาะนิ่วที่ทึบแสง (นิ่วยูริกมองไม่เห็น)
อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ปลอดภัย ไม่ต้องโดนรังสี เหมาะกับคนท้องและผู้สูงอายุ แต่ความแม่นยำในการพบนิ่วที่ท่อไตต่ำ
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan): เป็นวิธีที่ดีที่สุด เห็นนิ่วได้ทุกชนิด บอกขนาดและตำแหน่งได้แม่นยำ
ฉีดสี (IVP): เห็นทางเดินปัสสาวะชัดเจน แต่เสี่ยงแพ้สีและทำให้ไตวายได้ (ปัจจุบันใช้น้อยลง)
โชคดีที่ นิ่วร้อยละ 80 สามารถหลุดออกได้เอง โดยไม่ต้องผ่าตัด การรักษาขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่ง:
ดื่มน้ำมากๆ: ดื่มน้ำให้ได้มากกว่า 2.5 ลิตรต่อวัน เพื่อชะล้างนิ่วออกมา
ยาแก้ปวด: เพื่อบรรเทาอาการ
ยาช่วยขับนิ่ว: ยากลุ่ม Alpha-blockers ช่วยขยายท่อไตให้นิ่วหลุดง่ายขึ้น
นิ่วแคลเซียม: อาจใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide, ยา Cellulose phosphate, หรือ Potassium citrate
นิ่วกรดยูริก: ใช้ยาลดกรดยูริก (Allopurinol) และยาด่าง (Sodium bicarbonate, Potassium citrate) เพื่อปรับให้ปัสสาวะเป็นด่าง
นิ่วติดเชื้อ: ต้องให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อนาน 10-14 วัน และอาจใช้ยา Acetohydroxamic Acid
นิ่วซีสตีน: ใช้ยาด่าง (Sodium bicarbonate)
สลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL): ใช้คลื่นเสียงกระแทกจากภายนอกให้นิ่วแตกเป็นผง (ไม่ต้องผ่าตัด) เหมาะกับนิ่วในไตที่ขนาดไม่เกิน 2.5 ซม.
ส่องกล้องท่อไต (Ureteroscopy - URS): สอดกล้องเข้าทางท่อปัสสาวะไปคีบหรือยิงเลเซอร์ให้นิ่วแตก เหมาะกับนิ่วในท่อไต
เจาะผ่านผิวหนัง (PCNL): เจาะรูเล็กๆ ที่หลังเพื่อสอดกล้องเข้าไปกรอนิ่วโดยตรง เหมาะกับนิ่วก้อนใหญ่มากหรือนิ่วเขากวาง
หากปล่อยทิ้งไว้ นิ่วอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ได้:
ไตเสื่อม/ไตวาย: จากการที่นิ่วอุดตันท่อไตนานๆ จนน้ำปัสสาวะท่วมไต
การติดเชื้อรุนแรง: กรวยไตอักเสบ และอาจลุกลามเป็นโลหิตเป็นพิษถึงแก่ชีวิตได้
พบว่าเมื่อเป็นนิ่วแล้ว มีโอกาสเป็นซ้ำถึง 50% ใน 10 ปี การปรับพฤติกรรมจึงสำคัญที่สุด:
✅ สิ่งที่ "ควรทำ":
ดื่มน้ำให้มาก: สำคัญที่สุด! ดื่มให้ได้มากกว่าวันละ 8-10 แก้ว หรือให้มีปัสสาวะออกมากกว่า 2.5 ลิตรต่อวัน (สังเกตให้ปัสสาวะสีเหลืองอ่อนตลอดวัน)
ดื่มน้ำมะนาว: วันละแก้ว ช่วยเพิ่มสารซิเตรตที่ป้องกันนิ่วแคลเซียมได้
กินแคลเซียมจากอาหารให้พอ: (เช่น นม, ปลาเล็ก) พร้อมมื้ออาหาร แคลเซียมจะไปจับกับออกซาเลตในลำไส้ ลดการดูดซึมเข้ากระแสเลือด
กินอาหารที่มีกากใยสูง: ผัก ผลไม้
❌ สิ่งที่ "ควรเลี่ยง/ลด":
ลดเค็ม (โซเดียม): เพราะความเค็มจะไปเร่งการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น
ลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์: โดยเฉพาะเครื่องใน สัตว์ปีก เพื่อลดกรดยูริก
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม Cola: เพราะไปลดสารซิเตรตที่ป้องกันนิ่ว
ลดอาหารที่มีออกซาเลตสูง: เช่น ชา, กาแฟ, ช็อกโกแลต, ถั่ว, ผักโขม, สตรอเบอร์รี่, เบียร์ (ดูรายชื่อเพิ่มเติมในตารางด้านล่าง)
ระวังวิตามินซีเสริม: โดสสูงๆ อาจถูกเปลี่ยนเป็นออกซาเลตได้
วิตามินซีและน้ำมะนาวเกี่ยวกับการเกิดนิ่ว
| ตัวอย่างอาหารที่มีออกซาเลตสูง (ควรจำกัด) | |
| เครื่องดื่ม: | ชา, กาแฟ, โกโก้, เบียร์, เครื่องดื่มโคล่า, นม |
| ผัก/ผลไม้: | ผักโขม (Spinach), บีทรูท, หน่อไม้ฝรั่ง, บรอกโคลี, สตรอเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่, องุ่น, สับปะรด, ส้ม |
| อื่นๆ: | ถั่วลิสง (เนยถั่ว), ช็อกโกแลต, ชีส, ไอศกรีม, เต้าหู้ |
สรุป: โรคนิ่วในไตเป็นโรคที่เจ็บปวดทรมานแต่ป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรมง่ายๆ คือ "ดื่มน้ำให้เยอะ ลดเค็ม ลดเนื้อสัตว์" หากมีอาการปวดผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่ไตจะเสียหายถาวร
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว