จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นนิ่วชนิดไหน? ความสำคัญของการ "ตรวจวิเคราะห์นิ่ว" และการหาสาเหตุที่แท้จริง
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นนิ่วชนิดไหน? ความสำคัญของการ "ตรวจวิเคราะห์นิ่ว" และการหาสาเหตุที่แท้จริง
คุณอาจกำลังสงสัยว่า "ก้อนนิ่วที่ทำให้ฉันปวดแทบตายนี้ มันทำมาจากอะไรกันแน่?"
นี่คือคำถามที่สำคัญมากครับ เพราะแม้อาการปวดของนิ่วทุกชนิดจะเหมือนกัน แต่ "ต้นตอสาเหตุ" และ "วิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ" ของนิ่วแต่ละชนิดนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง (เช่น นิ่วกรดยูริกต้องกินยาลดกรด แต่นิ่วแคลเซียมต้องปรับเรื่องการกินเค็ม)
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกระบวนการที่แพทย์ใช้ในการ "สืบสวน" หาชนิดของนิ่ว เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดเฉพาะบุคคลครับ
วิธีที่ 1: วิธีที่แม่นยำที่สุดคือ "จับก้อนนิ่วมาตรวจ" (Stone Analysis)
นี่คือ Gold Standard หรือวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกได้ 100% ว่าศัตรูของคุณคือใคร
ภารกิจของคุณ (สำคัญมาก!): "ต้องจับให้ได้"
หากคุณกำลังรอนิ่วหลุด (นิ่วก้อนเล็ก) หรือหลังจากการสลายนิ่ว (ESWL) แพทย์จะแนะนำให้คุณทำดังนี้:
- ห้ามปัสสาวะลงโถส้วมโดยตรงเด็ดขาด!
- ให้ปัสสาวะผ่าน "อุปกรณ์กรอง" ทุกครั้ง (อาจเป็นตะแกรงกรองที่โรงพยาบาลให้มา, ผ้าขาวบาง, หรือกระชอนตาถี่ๆ)
- สังเกตสิ่งแปลกปลอม: มองหาก้อนกรวดเล็กๆ, เม็ดทรายแข็งๆ หรือเศษตะกอนที่ติดอยู่บนตะแกรง
- เก็บรักษา: หากเจอ ให้คีบใส่กระปุกสะอาดที่แห้ง (ไม่ต้องใส่น้ำหรือแอลกอฮอล์) ปิดฝาให้สนิท แล้วนำไปให้คุณหมอส่งห้องแล็บตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี
💡 เคล็ดลับ: แม้จะดูยุ่งยาก แต่ก้อนกรวดเล็กๆ นั้นคือ "กุญแจสำคัญ" ที่จะไขปริศนาเพื่อป้องกันไม่ให้คุณต้องกลับมาปวดทรมานอีกในอนาคต
วิธีที่ 2: การสืบสวนเมื่อ "ยังไม่มีก้อนนิ่วออกมา"
ถ้านิ่วยังไม่ออกมา หรือสลายไปหมดแล้ว แพทย์จะใช้วิธีการ "สืบจากสภาพแวดล้อม" ในร่างกายคุณแทนครับ:
A. การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-Hour Urine Collection) - สำคัญมาก!
นี่คือการตรวจที่คนไข้มักจะไม่อยากทำเพราะความยุ่งยาก แต่มีประโยชน์มหาศาลในการหาสาเหตุต้นตอ
- ทำไปทำไม: เพื่อดูว่าในหนึ่งวัน ร่างกายคุณขับสารก่อรูปร่างนิ่ว (เช่น แคลเซียม, ออกซาเลต, กรดยูริก) ออกมามากเกินไป หรือขับสารป้องกันนิ่ว (เช่น ซิเตรต) ออกมาน้อยเกินไปหรือไม่ รวมถึงดูค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของปัสสาวะ
- วิธีการ: คุณต้องเก็บปัสสาวะ "ทุกหยด" ตั้งแต่ตื่นนอนเช้าวันนี้ จนถึงเช้าวันพรุ่งนี้ ใส่ในแกลลอนที่โรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ (ที่มีสารกันบูดอยู่) แล้วนำกลับมาส่งตรวจ
- *ผลการตรวจนี้จะช่วยให้แพทย์แนะนำการปรับอาหารและให้ยาป้องกันได้ตรงจุดที่สุด
B. การตรวจเลือด (Blood Tests)
เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงในเลือด เช่น:
- ระดับแคลเซียมในเลือดสูงผิดปกติหรือไม่? (อาจบ่งบอกถึงโรคของต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป)
- ระดับกรดยูริกสูงหรือไม่? (เสี่ยงโรคนิ่วยูริกและโรคเกาต์)
- การทำงานของไตเป็นอย่างไร?
C. เบาะแสจากภาพเอกซเรย์ (Imaging Clues)
ภาพถ่ายทางรังสีช่วยบอกใบ้ได้บ้าง แต่ไม่ยืนยัน 100%:
- เอกซเรย์ธรรมดา (KUB): ถ้าเห็นก้อนนิ่วสีขาวชัดเจน มักจะเป็น "นิ่วแคลเซียม" แต่ถ้ามีอาการปวดแต่เอกซเรย์ไม่เห็นนิ่ว อาจสงสัยว่าเป็น "นิ่วกรดยูริก" (ซึ่งไม่ทึบแสงเอกซเรย์)
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan): สามารถวัดความหนาแน่นของก้อนนิ่ว (Hounsfield Unit) ซึ่งพอจะช่วยประเมินคร่าวๆ ได้ว่านิ่วน่าจะแข็งมาก (เช่น แคลเซียมออกซาเลต) หรือแข็งน้อย (เช่น กรดยูริก)
สรุป: ความร่วมมือของคุณคือสิ่งสำคัญที่สุด
การรู้ชนิดของนิ่วทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น ความร่วมมือของคุณในการ "พยายามเก็บก้อนนิ่วมาตรวจ" และการยอมเหนื่อย "เก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง" จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพื่อแลกกับการวางแผนป้องกันที่ไม่ต้องกลับมาปวดทรมานกับโรคนิ่วซ้ำอีกในอนาคตครับ
เมื่อแพทย์ทราบชนิดของนิ่วจากการวิเคราะห์ก้อนนิ่ว หรือจากการประมวลผลเลือดและปัสสาวะ 24 ชม. การรักษาจะเปลี่ยนไปทันที เช่น:
-
ถ้ารู้ว่าเป็นนิ่วกรดยูริก: แพทย์จะให้ยาปรับสภาพปัสสาวะให้เป็นด่าง ซึ่งอาจทำให้นิ่วละลายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด! และเน้นให้คุณลดการกินสัตว์ปีก/เครื่องใน
-
ถ้ารู้ว่าเป็นนิ่วแคลเซียมออกซาเลต (จากการกินเค็ม): แพทย์จะเน้นย้ำให้คุณลดการกินโซเดียมอย่างเคร่งครัด
ดังนั้น ความร่วมมือของคุณในการ "เก็บก้อนนิ่ว" และ "เก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง" จึงคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องกลับมาเป็นโรคนิ่วซ้ำอีกในอนาคต
👉 เมื่อทราบผลการตรวจแล้ว อ่านต่อได้ที่นี่: เจาะลึก 4 ชนิดของนิ่วในไต: สาเหตุ การป้องกัน และการรักษาเฉพาะทาง

