อาการโรคนิ่วในไต: ปวดบั้นเอวร้าวลงขาหนีบ (Renal Colic) และสัญญาณอันตรายที่ห้ามรอ
หลายคนเปรียบเทียบความเจ็บปวดจาก "โรคนิ่วในไต" ว่ารุนแรงพอๆ กับการคลอดลูก หรือการถูกยิงเลยทีเดียว ความเจ็บปวดที่เป็นเอกลักษณ์นี้เรียกว่า Renal Colic ซึ่งเป็นฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากเจอ
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจลักษณะอาการปวดของโรคนิ่วอย่างละเอียดว่า "ปวดตรงไหน?", "ร้าวไปไหน?", และเมื่อไหร่ที่อาการปวดนั้นกลายเป็น "สัญญาณอันตราย" ที่ต้องรีบไปห้องฉุกเฉินทันที
ทำไมนิ่วถึงทำให้ปวด? (กลไกการเกิดอาการ)
นิ่วที่อยู่ในไตเฉยๆ (Silent Stones) มักไม่ก่อให้เกิดอาการปวดใดๆ ความเจ็บปวดจะเริ่มขึ้นเมื่อ "นิ่วก้อนนั้นเคลื่อนที่หลุดจากไตลงมาอุดตันท่อไต (Ureter)"
เมื่อท่อไตถูกอุดตัน น้ำปัสสาวะจากไตจะไหลลงสู่กระเพาะปัสสาวะไม่ได้ ทำให้เกิดการคั่งค้างและดันกลับไปที่ไต ส่งผลให้:
- ท่อไตบีบเกร็งตัวอย่างแรง เพื่อพยายามดันนิ่วให้หลุด (ทำให้เกิดอาการปวดบีบๆ เป็นพักๆ)
- กรวยไตและแคปซูลไตขยายตัวตึง (ทำให้เกิดอาการปวดตื้อๆ และรุนแรงตลอดเวลา)

Renal Colic: ลักษณะการปวดที่เป็นเอกลักษณ์ของนิ่ว
อาการปวดนิ่วมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากอาการปวดหลังทั่วไป (เช่น ปวดกล้ามเนื้อหรือกระดูก) ดังนี้:
1. ตำแหน่งที่ปวด (ปวดตรงไหน?)
- เริ่มปวดบริเวณ "บั้นเอว" (Flank pain) หรือสีข้าง ด้านหลังใต้ชายโครง ด้านที่มีนิ่ว
- ปวดมากจน "นอนไม่ได้" ผู้ป่วยมักจะกระสับกระส่าย ผุดลุกผุดนั่ง พยายามเปลี่ยนท่าเพื่อหาท่าที่สบาย แต่ก็ไม่หายปวด (ต่างจากปวดหลังทั่วไปที่นอนพักแล้วมักจะดีขึ้น)
2. การร้าวของความปวด (ร้าวไปไหน?)
นี่คือจุดสังเกตที่สำคัญที่สุด! อาการปวดจะเคลื่อนที่ตามตำแหน่งของนิ่วที่เลื่อนลงไป:
- เมื่อนิ่วอยู่ท่อไตส่วนบน: ปวดที่บั้นเอวและสีข้าง
- เมื่อนิ่วเลื่อนลงมาท่อไตส่วนกลาง/ล่าง: อาการปวดจะ "ร้าวลงมาที่หน้าท้องน้อย ด้านล่าง"
- เมื่อนิ่วมาใกล้กระเพาะปัสสาวะ: อาการปวดจะ "ร้าวลงไปที่ขาหนีบ หรืออวัยวะเพศ" (ในผู้ชายอาจร้าวไปที่ลูกอัณฑะ ในผู้หญิงอาจร้าวไปที่แคมใหญ่)
3. ลักษณะความปวด
- ปวดรุนแรงแบบเฉียบพลัน: จู่ๆ ก็ปวดขึ้นมาทันที และปวดมากจนทนไม่ไหว
- ปวดบีบเกร็งเป็นพักๆ (Colicky pain): ปวดแรงสลับเบา เหมือนระลอกคลื่น (ตามจังหวะการบีบตัวของท่อไต) แต่อาจมีอาการปวดตื้อๆ พื้นฐานอยู่ตลอดเวลา
อาการอื่นๆ ที่มักพบร่วมด้วย
นอกจากอาการปวดที่เป็นพระเอกแล้ว ยังมีอาการเพื่อนพระเอกที่มักมาพร้อมกัน:
- ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria): ปัสสาวะมีสีแดง ชมพู หรือสีน้ำล้างเนื้อ เกิดจากก้อนนิ่วที่มีความคมไปขูดขีดผนังท่อไตจนเลือดออก
- คลื่นไส้ อาเจียน: ความปวดที่รุนแรงจะไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องอืดได้
- อาการระคายเคืองการขับถ่าย: หากนิ่วเคลื่อนมาอยู่ใกล้ปากทางเข้ากระเพาะปัสสาวะ จะทำให้รู้สึก ปวดปัสสาวะบ่อย, ปัสสาวะขัด, หรือ รู้สึกปัสสาวะไม่สุด คล้ายอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
🚨 สัญญาณอันตราย: เมื่อไหร่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที?
หากคุณมีอาการปวดนิ่วร่วมกับอาการต่อไปนี้ ถือเป็น "ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์" ที่ต้องรับการรักษาทันที ห้ามรอเด็ดขาด!:
- 🔥 มีไข้สูง หนาวสั่น: นี่คือสัญญาณว่า "นิ่วอุดตันจนเกิดการติดเชื้อในไต (Obstructive Pyelonephritis)" ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายมาก หากไม่รีบระบายปัสสาวะที่ติดเชื้อออก เชื้อแบคทีเรียอาจเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ (Sepsis) และเสียชีวิตได้
- ปวดรุนแรงมากจนทนไม่ไหว: แม้จะกินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่ดีขึ้น
- อาเจียนไม่หยุด: จนไม่สามารถดื่มน้ำหรือทานยาได้ เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
- ปัสสาวะไม่ออกเลย (Anuria): โดยเฉพาะในผู้ที่มีไตข้างเดียว นี่คือสัญญาณว่าไตวายเฉียบพลันจากการอุดตัน
กลับสู่หน้าหลัก: โรคนิ่วในไต (Kidney Stones) ข้อมูลครบจบในที่เดียว

