siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria): 10 สาเหตุ สัญญาณอันตราย และวิธีรักษา

การเห็นปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดง ชมพู หรือสีน้ำล้างเนื้อ ย่อมสร้างความวิตกกังวลให้กับทุกคน ภาวะนี้ในทางการแพทย์เรียกว่า "Hematuria" (เฮมาจูเรีย) หรือ ภาวะปัสสาวะมีเลือดปน ซึ่งไม่ใช่โรค แต่เป็น "อาการ" หรือ "สัญญาณเตือน" ที่สำคัญว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งในระบบทางเดินปัสสาวะ ตั้งแต่ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ไปจนถึงต่อมลูกหมาก

แม้บางครั้งอาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง แต่การปัสสาวะเป็นเลือดเป็นสิ่งที่ ห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณแรกของโรคร้ายแรงได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสาเหตุ สัญญาณที่ต้องสังเกต และแนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง


"ปัสสาวะเป็นเลือด" มองเห็น กับ มองไม่เห็น ต่างกันอย่างไร?

ภาวะปัสสาวะมีเลือดปน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก:

  1. Gross Hematuria (ปัสสาวะเป็นเลือดที่มองเห็นได้):

    • ลักษณะ: ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด, สีชมพู, สีน้ำล้างเนื้อ หรือสีน้ำตาลเข้มคล้ายสีโคล่า สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า

    • ความสำคัญ: มักบ่งชี้ถึงปัญหาที่ค่อนข้างชัดเจน เช่น นิ่วขนาดใหญ่, การติดเชื้อรุนแรง หรือเนื้องอก

  2. Microscopic Hematuria (ปัสสาวะเป็นเลือดที่ตรวจพบจากกล้องจุลทรรศน์):

    • ลักษณะ: ปัสสาวะมีสีเหลืองใสตามปกติ แต่เมื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ จะพบเม็ดเลือดแดงปนออกมาในปริมาณที่มากกว่า 3-5 เซลล์ต่อกำลังขยายสูง (HPF)

    • ความสำคัญ: มักไม่มีอาการใดๆ และมักถูกตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี แม้จะมองไม่เห็น แต่ก็มีความสำคัญและต้องสืบค้นหาสาเหตุเช่นเดียวกัน

  3. Transient Hematuria: เกิดชั่วคราว เช่น จากการออกกำลังกายหนักหรือการติดเชื้อเล็กน้อย

  4. Persistent Hematuria: พบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง ต้องตรวจเพิ่มเพื่อหาสาเหตุ

ปัสสาวะมีเลือดปน

10 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือด

สาเหตุมีได้หลากหลาย ตั้งแต่ภาวะที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคร้ายแรง

สาเหตุจากทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

  1. การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTI): สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในผู้หญิง เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) ทำให้มีอาการปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วย

  2. นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ: ก้อนนิ่วในไต, ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ สามารถขีดข่วนผนังเยื่อบุจนมีเลือดออกได้ มักมีอาการปวดบั้นเอวหรือท้องน้อยอย่างรุนแรงร่วมด้วย

  3. โรคต่อมลูกหมากโต (BPH): พบได้บ่อยในชายสูงอายุ ต่อมลูกหมากที่โตอาจมีเส้นเลือดเปราะและทำให้มีเลือดออกได้ง่าย

  4. มะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ: เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (สัมพันธ์กับการสูบบุหรี่) หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นสาเหตุที่อันตรายที่สุดและต้องรีบวินิจฉัย

สาเหตุจากไต

  1. กรวยไตอักเสบติดเชื้อ (Pyelonephritis): เป็นการติดเชื้อ UTI ที่ลุกลามขึ้นไปที่ไต มักมีไข้สูงหนาวสั่นและปวดบั้นเอว

  2. โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis): เกิดการอักเสบของหน่วยกรองในเนื้อไต ทำให้เม็ดเลือดแดงและโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ อาจเกิดตามหลังการติดเชื้อคออักเสบ หรือเป็นส่วนหนึ่งของโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น Lupus Nephritis ในผู้ป่วยโรค SLE

  3. โรคถุงน้ำในไต (Polycystic Kidney Disease - PKD): เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ถุงน้ำอาจแตกและมีเลือดออกได้

สาเหตุอื่นๆ

  1. การบาดเจ็บ: อุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนบริเวณบั้นเอวหรือท้องน้อย

  2. การออกกำลังกายอย่างหนัก: อาจทำให้เกิดภาวะปัสสาวะเป็นเลือดชั่วคราวได้ (Exercise-Induced Hematuria) และมักจะหายไปเอง

  3. ยาและสารเคมี: ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin, Aspirin หรือยาเคมีบำบัดบางชนิด


อาการร่วมที่ต้องสังเกต

อาการที่เกิดร่วมกับปัสสาวะเป็นเลือด จะช่วยบอกใบ้ถึงสาเหตุได้เป็นอย่างดี:


การวินิจฉัยและการรักษา

เมื่อพบแพทย์ แพทย์จะทำการสืบค้นหาสาเหตุอย่างเป็นระบบ:

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย: เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงและอาการร่วมต่างๆ

  2. การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด เพื่อยืนยันว่ามีเม็ดเลือดแดงจริง และดูว่ามีโปรตีนหรือการติดเชื้อร่วมด้วยหรือไม่

  3. การตรวจเลือด: เพื่อประเมินการทำงานของไต (Creatinine, eGFR) และตรวจหาความผิดปกติอื่นๆ

  4. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging): มักเริ่มจาก อัลตราซาวด์ เพื่อดูนิ่ว, ก้อนเนื้อ หรือความผิดปกติของไตและกระเพาะปัสสาวะ อาจต้องทำ CT Scan เพื่อให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น

  5. การส่องกล้อง (Cystoscopy): ในกรณีที่สงสัยพยาธิสภาพในกระเพาะปัสสาวะ เช่น มะเร็ง แพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กสอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปดูโดยตรง

การรักษา Hematuria

การดูแลตนเอง

การป้องกัน Hematuria

 

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น ให้ยาปฏิชีวนะสำหรับการติดเชื้อ, การสลายนิ่ว, การผ่าตัดสำหรับเนื้องอก, หรือการให้ยากดภูมิคุ้มกันสำหรับโรคไตอักเสบจากโรค SLE

สรุป: ควรพบแพทย์เมื่อใด?

คำตอบนั้นง่ายและชัดเจน: ควรไปพบแพทย์ทันทีทุกครั้งที่คุณสังเกตเห็นว่าปัสสาวะมีเลือดปน หรือเมื่อผลตรวจสุขภาพประจำปีแจ้งว่าคุณมีภาวะ Microscopic Hematuria

อย่าพยายามวินิจฉัยด้วยตนเองหรือปล่อยทิ้งไว้เพราะคิดว่าไม่มีอาการเจ็บปวด การตรวจพบสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ คือโอกาสที่ดีที่สุดในการรักษาให้หายขาดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

 

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว