siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) และต่อมลูกหมากอักเสบ: คู่มือฉบับสมบูรณ์

อาการปวดแสบเวลาปัสสาวะ, ปัสสาวะกะปริบกะปรอย, หรือปวดหน่วงท้องน้อย คือสัญญาณคลาสสิกของ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ UTI (Urinary Tract Infection) ซึ่งเป็นหนึ่งในการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในผู้หญิง แต่สำหรับผู้ชาย อาการเหล่านี้มักมีความซับซ้อนและอาจเกี่ยวข้องกับ ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)

การทำความเข้าใจโรคนี้อย่างครอบคลุม ทั้งในแง่มุมทั่วไปและลักษณะเฉพาะของแต่ละเพศ คือกุญแจสำคัญในการรักษาที่ถูกต้องและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ


UTI คืออะไร และเกิดที่ส่วนไหนได้บ้าง?

UTI คือการอักเสบติดเชื้อที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งปกติแล้วจะปราศจากเชื้อโรค การติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรีย (ส่วนใหญ่คือเชื้อ E. coli จากลำไส้) เข้าไปทางท่อปัสสาวะและเริ่มเจริญเติบโต แพทย์มักแบ่ง UTI ตามตำแหน่งและความรุนแรง ดังนี้:


อาการของ UTI เป็นอย่างไร?

อาการทั่วไปของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างอักเสบ (Cystitis)

เมื่อ UTI เกิดในผู้ชาย: ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)

การติดเชื้อในผู้ชายมักเกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมากเสมอ ซึ่งนอกจากจะมีอาการคล้ายกับ Cystitis แล้ว อาจมีอาการเฉพาะเหล่านี้ร่วมด้วย:

สัญญาณอันตราย! การติดเชื้อลุกลามไปที่ไต (Pyelonephritis)

หากคุณมีอาการของ UTI ร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที:

สาเหตุทางเดินปัสสาวะอักเสบ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็น UTI?


การวินิจฉัยและการรักษาที่แตกต่างกัน


9 วิธีป้องกัน UTI สำหรับทุกคน

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

  2. ห้ามกลั้นปัสสาวะ

  3. สำหรับผู้หญิง ให้เช็ดทำความสะอาดจาก "หน้าไปหลัง"

  4. ปัสสาวะก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์

  5. ทำความสะอาดก่อนมีเพศสัมพันธ์

  6. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ

  7. สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

  8. อาบน้ำด้วยฝักบัว แทนการแช่ในอ่าง

  9. ไม่นั่งนิ่งๆ นานเกินไป

การเข้าใจความแตกต่างของ UTI ในแต่ละเพศ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับต่อมลูกหมากอักเสบในผู้ชาย เป็นสิ่งสำคัญที่นำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้

 

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว