
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
อาการแสบที่ปลายท่อปัสสาวะ หรือการมีสารคัดหลั่งคล้ายหนองไหลออกมา เป็นสัญญาณเตือนที่น่ากังวลและต้องรีบพบแพทย์ อาการเหล่านี้คือลักษณะเด่นของ โรคท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis) ซึ่งคือภาวะติดเชื้อที่เกิดขึ้นบริเวณ "ท่อปัสสาวะ" โดยเฉพาะ และมีความเชื่อมโยงกับ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections - STIs) อย่างใกล้ชิด
การทำความเข้าใจโรคนี้อย่างถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ต้องรักษาตัวเองให้หายขาด แต่ยังต้องคำนึงถึงการรักษาคู่ครองเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและหยุดการแพร่กระจายของโรค
สาเหตุหลักเกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ:
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเป็นเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รู้จักกันดี
เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยกว่าหนองในแท้ และเกิดจากเชื้อโรคชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่เชื้อหนองในแท้ ได้แก่:
Chlamydia trachomatis (คลามีเดีย): เป็นสาเหตุของหนองในเทียมที่พบบ่อยที่สุด
Mycoplasma genitalium
Ureaplasma urealyticum
Trichomonas vaginalis (พยาธิในช่องคลอด)
ในบางกรณีอาจเกิดจากการระคายเคืองทางกายภาพ เช่น จากการใส่สายสวนปัสสาวะ แต่พบได้น้อยกว่ามาก
อาการในผู้ชายมักจะชัดเจนกว่า ในขณะที่ผู้หญิงจำนวนมากอาจมีอาการน้อยหรือไม่แสดงอาการเลย (ซึ่งทำให้เป็นพาหะของโรคโดยไม่รู้ตัว)
มีสารคัดหลั่งหรือหนองไหลจากปลายอวัยวะเพศ: นี่คืออาการสำคัญที่สุด หนองอาจมีสีขาวขุ่น, เหลือง หรือเขียว
ปัสสาวะแสบขัด (Dysuria): มักจะรู้สึกแสบร้อนบริเวณปลายท่อปัสสาวะ
คันหรือระคายเคืองบริเวณปากท่อปัสสาวะ
ข้อสังเกต: โดยทั่วไปท่อปัสสาวะอักเสบมักจะไม่มีไข้ หรืออาการปวดหน่วงท้องน้อยรุนแรง หากมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย อาจมีการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะหรือต่อมลูกหมากร่วมด้วย
หากไม่ได้รับการรักษา การติดเชื้อสามารถลุกลามและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้:
ในผู้ชาย:
อัณฑะอักเสบ (Epididymitis): ทำให้ปวดบวมที่อัณฑะ
ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis): ทำให้ปวดฝีเย็บและปัสสาวะขัด
ท่อปัสสาวะตีบ (Urethral Stricture): เป็นภาวะแทรกซ้อนระยะยาว ทำให้ปัสสาวะลำบาก
ในผู้หญิง:
อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease - PID): การติดเชื้อลุกลามไปยังมดลูกและปีกมดลูก อาจทำให้ปวดท้องน้อยเรื้อรังและมีบุตรยาก
ภาวะข้ออักเสบรีแอคทีฟ (Reactive Arthritis): ในบางราย ร่างกายอาจมีปฏิกิริยาต่อการติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการ ข้ออักเสบ, เยื่อบุตาอักเสบ (ตาแดง), และผื่น ร่วมด้วย
การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักประวัติความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์และตรวจดูลักษณะสารคัดหลั่ง
การเก็บตัวอย่างจากท่อปัสสาวะ (Urethral Swab): แพทย์จะใช้ก้านสำลีขนาดเล็กเก็บหนองจากปลายท่อปัสสาวะไป ย้อมสีแกรม (Gram Stain) เพื่อส่องกล้องดูเชื้อ หากพบเชื้อลักษณะจำเพาะจะวินิจฉัยเป็นหนองในแท้ได้ทันที
การส่งตรวจพิเศษ: อาจส่งตัวอย่างไปเพาะเชื้อ หรือตรวจด้วยเทคนิค PCR เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อหนองในเทียม เช่น Chlamydia
การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ: เป็นการรักษาหลัก แพทย์จะสั่งยาที่ครอบคลุมทั้งเชื้อหนองในแท้และหนองในเทียมไปพร้อมกัน เนื่องจากมักพบการติดเชื้อร่วมกันบ่อยครั้ง
การรักษาหนองในแท้: ปัจจุบันมักใช้ ยาฉีด Ceftriaxone เพียงครั้งเดียว เนื่องจากเชื้อดื้อต่อยากินหลายชนิดแล้ว
การรักษาหนองในเทียม: มักใช้ ยากิน Doxycycline หรือ Azithromycin
ต้องรักษาคู่ครองเสมอ!: นี่คือหัวใจสำคัญของการรักษา จำเป็นต้องแจ้งและรักษาคู่ครองไปพร้อมกัน เพื่อตัดวงจรการติดเชื้อกลับไปกลับมา
งดการมีเพศสัมพันธ์: ควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายขาดทั้งคู่ (อย่างน้อย 7 วันหลังเริ่มยา)
หากคุณมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที อย่าซื้อยาทานเอง เพราะอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลและเกิดเชื้อดื้อยาได้
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว