
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
ภาวะเรื้อรังในที่นี้หมายถึงอาการที่เป็นอยู่นาน (persistent), ดื้อต่อการรักษาเบื้องต้น (refractory), หรือมีอาการกลับมาเป็นซ้ำๆ (recurrent) แม้จะเคยได้รับการรักษาไปแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นภาวะที่ซับซ้อนและน่ารำคาญกว่าการอักเสบแบบเฉียบพลันอย่างมาก
การรักษาที่ไม่สมบูรณ์ (Incomplete Treatment):
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการที่ผู้ป่วย "หยุดยาเอง" เมื่อรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังกำจัดเชื้อโรคไม่หมด ทำให้เชื้อที่ยังหลงเหลืออยู่กลับมาเจริญเติบโตและก่อให้เกิดอาการอีกครั้ง
การได้รับยาปฏิชีวนะที่ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อโรค
การติดเชื้อดื้อยา (Resistant Organisms):
เชื้อโรคบางชนิดมีความสามารถในการดื้อยาปฏิชีวนะที่ใช้กันทั่วไป โดยเฉพาะเชื้อหนองในเทียมอย่าง Mycoplasma genitalium ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรังในปัจจุบัน เพราะการรักษาเบื้องต้นมักไม่ได้ผล ต้องใช้ยาที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้น
การติดเชื้อซ้ำจากคู่ครอง (Re-infection):
เกิดจาก "Ping-Pong Effect" คือการติดเชื้อกลับไปกลับมาระหว่างคู่ครองที่ไม่ได้รับการรักษาพร้อมกัน ฝ่ายหนึ่งรักษาหายแล้ว แต่ก็กลับไปรับเชื้อจากอีกฝ่ายที่ยังไม่ได้รับการรักษา
สาเหตุที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ (Non-infectious Causes):
หากอาการอักเสบเกิดจากการระคายเคืองเรื้อรัง เช่น การแพ้สารเคมีในสบู่หรือสารหล่อลื่น หรือการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ซ้ำๆ การใช้ยาปฏิชีวนะก็จะไม่ทำให้อาการหายขาด
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นแล้ว (Underlying Complications):
การอักเสบที่รุนแรงในครั้งแรกอาจทำให้เกิด พังผืดและท่อปัสสาวะตีบ (Urethral Stricture) ซึ่งบริเวณที่ตีบนั้นอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและทำให้เกิดการอักเสบซ้ำๆ ได้ง่าย
อาการมักจะไม่รุนแรงและชัดเจนเท่ากับครั้งแรกที่เป็นแบบเฉียบพลัน แต่อาการจะค่อนข้างคงที่หรือเป็นๆ หายๆ ได้แก่:
มีสารคัดหลั่งเล็กน้อย: อาจไม่ใช่หนองข้นๆ แต่เป็นเมือกใสๆ หรือขาวขุ่น มักจะสังเกตเห็นได้ชัดที่สุดในตอนเช้าหลังตื่นนอน (Morning gleet)
รู้สึกระคายเคืองหรือไม่สบาย: อาจไม่ใช่การแสบที่รุนแรง แต่เป็นความรู้สึกคันๆ หรือไม่สบายที่ปลายท่อปัสสาวะเป็นพักๆ
ปัสสาวะแสบขัดเป็นครั้งคราว: อาการอาจไม่ได้เป็นทุกครั้งที่ปัสสาวะ
การปล่อยให้ท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรังโดยไม่รักษาให้ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น:
ในผู้ชาย: การติดเชื้อลุกลามไปยังต่อมลูกหมาก (Prostatitis) และอัณฑะ (Epididymitis) ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์
ในผู้หญิง: การติดเชื้อลุกลามเข้าสู่ระบบสืบพันธุ์ภายใน ทำให้เกิดอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก
สรุป: หากคุณมีอาการของท่อปัสสาวะอักเสบที่ยังไม่หายสนิทหลังการรักษา หรือมีอาการกลับมาเป็นซ้ำ อย่าทนกับอาการหรือซื้อยาทานเองเด็ดขาด ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งอาจต้องใช้การตรวจพิเศษ (เช่น PCR) เพื่อหาเชื้อที่ดื้อยา และอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะในระยะเวลาที่นานขึ้น รวมถึงการรักษาคู่ครองไปพร้อมกัน เพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาครั้งนี้จะหายขาดอย่างแท้จริง
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว