นิ่วในไตต้องตรวจอะไร
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้การตรวจหานิ่วมีความแม่นยำสูงมาก ผู้ที่มีอาการปวดเอว และมีอาการเข้าได้กับนิ่วในไต แพทย์จะต้องตรวจเพิ่มเติม โดยขั้นตอนการวินิจฉัยมักจะเริ่มจากวิธีที่ง่ายไปสู่วิธีที่ซับซ้อนขึ้น ดังนี้ครับ
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History Taking & Physical Exam)
นี่คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด แพทย์จะสอบถามอาการเพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น
-
การซักประวัติ: แพทย์จะถามถึงลักษณะอาการปวด (ปวดบิดเกร็งที่เอว ร้าวลงขาหนีบ หรือปวดตื้อๆ), ประวัติปัสสาวะเป็นเลือดหรือปัสสาวะขุ่น, ประวัติการมีไข้หนาวสั่น, ปริมาณน้ำที่ดื่มต่อวัน, พฤติกรรมการกินอาหาร, และประวัติคนในครอบครัวที่เป็นนิ่ว
-
การตรวจร่างกาย: แพทย์จะทำการเคาะเบาๆ บริเวณบั้นเอวหรือสีข้างด้านหลัง (CVA tenderness) หากผู้ป่วยมีนิ่วอุดตันหรือกรวยไตอักเสบ มักจะมีอาการเจ็บหรือสะดุ้งเมื่อถูกเคาะบริเวณนั้น
2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)
เป็นการตรวจหา "หลักฐาน" ทางอ้อมว่าอาจมีนิ่วหรือภาวะแทรกซ้อนจากนิ่ว
-
การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เป็นการตรวจพื้นฐานที่สำคัญมาก
-
หาเม็ดเลือดแดง: นิ่วที่เคลื่อนที่มักจะขูดผนังทางเดินปัสสาวะ ทำให้มีเลือดปนออกมาในปัสสาวะ (อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ตรวจพบด้วยกล้องจุลทรรศน์)
-
หาการติดเชื้อ: ตรวจหาเม็ดเลือดขาวและแบคทีเรีย เพื่อดูว่ามีภาวะติดเชื้อร่วมด้วยหรือไม่ (ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วน)
-
หาผลึกนิ่ว: บางครั้งอาจพบผลึกแคลเซียมหรือกรดยูริกในปัสสาวะ ซึ่งบ่งบอกความเสี่ยง
-
วัดค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH): ปัสสาวะที่เป็นกรดจัดเสี่ยงต่อนิ่วกรดยูริก ปัสสาวะที่เป็นด่างเสี่ยงต่อนิ่วติดเชื้อ
-
-
การตรวจเลือด (Blood Tests):
-
ดูการทำงานของไต (Creatinine, eGFR): เพื่อประเมินว่านิ่วได้ส่งผลกระทบทำให้ไตเสื่อมลงหรือไม่
-
ดูระดับสารก่อเพิ่มความเสี่ยง: เช่น ระดับแคลเซียม, กรดยูริก, ฟอสฟอรัส ในเลือด เพื่อหาสาเหตุของการเกิดนิ่ว
-
ดูการติดเชื้อในร่างกาย: ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) หากมีไข้ เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อรุนแรงหรือไม่
-
3. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Tests) – การ "มองหา" ก้อนนิ่ว
นี่คือขั้นตอนการยืนยันการวินิจฉัย เพื่อให้เห็นภาพก้อนนิ่วจริงๆ มีหลายวิธีให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม:
A. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่างแบบไม่ฉีดสี (Non-contrast CT KUB)
"มาตรฐานทองคำ (Gold Standard)" ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
-
ข้อดี: มีความแม่นยำสูงสุด สามารถมองเห็นนิ่วได้เกือบทุกชนิด (รวมถึงนิ่วกรดยูริกที่มองไม่เห็นในเอกซเรย์ธรรมดา) บอกตำแหน่ง ขนาด และจำนวนได้อย่างชัดเจน และใช้เวลาตรวจรวดเร็วมาก
-
ข้อเสีย: ผู้ป่วยจะได้รับรังสีมากกว่าการเอกซเรย์ธรรมดาเล็กน้อย
B. อัลตราซาวด์ระบบทางเดินปัสสาวะ (Ultrasound KUB)
ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดจากรังสี
-
ข้อดี: ไม่ใช้รังสี จึงปลอดภัยมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์และเด็ก และสามารถตรวจดูภาวะ "ไตบวมน้ำ" (Hydronephrosis) ซึ่งเกิดจากการที่นิ่วอุดตันท่อไตได้ดี
-
ข้อเสีย: อาจมองไม่เห็นนิ่วที่มีขนาดเล็กมาก หรือนิ่วที่อยู่ในท่อไตส่วนกลาง และความแม่นยำขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ตรวจและรูปร่างของผู้ป่วย (คนอ้วนอาจตรวจยากกว่า)
C. เอกซเรย์ช่องท้องทั่วไป (Plain KUB X-ray)
วิธีดั้งเดิม ราคาประหยัด
-
ข้อดี: ราคาถูก ทำได้ง่าย และมีปริมาณรังสีต่ำ เหมาะสำหรับการติดตามผลนิ่วที่เคยตรวจพบแล้วว่าเป็นชนิดที่เห็นในเอกซเรย์
-
ข้อเสีย: "มองไม่เห็น" นิ่วบางชนิด เช่น นิ่วกรดยูริก (Uric acid stone) และอาจถูกก๊าซหรืออุจจาระในลำไส้บังจนมองไม่เห็นนิ่วก้อนเล็กๆ
4. การวิเคราะห์ชนิดของนิ่ว (Stone Analysis)
ขั้นตอนสำคัญเพื่อการป้องกันในอนาคต
หากผู้ป่วยปัสสาวะแล้วมีก้อนนิ่วหลุดออกมา หรือแพทย์ทำการคีบ/สลายนิ่วออกมาได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บก้อนนิ่วนั้นส่งตรวจวิเคราะห์
การทราบว่านิ่วก้อนนั้นมีส่วนประกอบทางเคมีเป็นอะไร (เช่น แคลเซียมออกซาเลต หรือ กรดยูริก) จะช่วยให้แพทย์แนะนำการปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ยาเพื่อป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำได้อย่างตรงจุดที่สุด
สรุปกระบวนการ
โดยทั่วไป หากผู้ป่วยมาด้วยอาการปวดบั้นเอวเฉียบพลัน แพทย์มักจะเริ่มด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจปัสสาวะ หากสงสัยว่าเป็นนิ่ว การส่งตรวจ CT Scan แบบไม่ฉีดสี มักจะเป็นตัวเลือกแรก เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำที่สุดในการวางแผนการรักษาครับ
📚 เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูล (References)
- เอกสารอ้างอิงทางวิชาการข้อที่ 1
