siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้การตรวจหานิ่วมีความแม่นยำสูงมาก โดยขั้นตอนการวินิจฉัยมักจะเริ่มจากวิธีที่ง่ายไปสู่วิธีที่ซับซ้อนขึ้น ดังนี้ครับ


1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History Taking & Physical Exam)

นี่คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด แพทย์จะสอบถามอาการเพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)

เป็นการตรวจหา "หลักฐาน" ทางอ้อมว่าอาจมีนิ่วหรือภาวะแทรกซ้อนจากนิ่ว

3. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Tests) – การ "มองหา" ก้อนนิ่ว

นี่คือขั้นตอนการยืนยันการวินิจฉัย เพื่อให้เห็นภาพก้อนนิ่วจริงๆ มีหลายวิธีให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม:

A. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่างแบบไม่ฉีดสี (Non-contrast CT KUB)

"มาตรฐานทองคำ (Gold Standard)" ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

B. อัลตราซาวด์ระบบทางเดินปัสสาวะ (Ultrasound KUB)

ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดจากรังสี

C. เอกซเรย์ช่องท้องทั่วไป (Plain KUB X-ray)

วิธีดั้งเดิม ราคาประหยัด


4. การวิเคราะห์ชนิดของนิ่ว (Stone Analysis)

ขั้นตอนสำคัญเพื่อการป้องกันในอนาคต

หากผู้ป่วยปัสสาวะแล้วมีก้อนนิ่วหลุดออกมา หรือแพทย์ทำการคีบ/สลายนิ่วออกมาได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บก้อนนิ่วนั้นส่งตรวจวิเคราะห์

การทราบว่านิ่วก้อนนั้นมีส่วนประกอบทางเคมีเป็นอะไร (เช่น แคลเซียมออกซาเลต หรือ กรดยูริก) จะช่วยให้แพทย์แนะนำการปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ยาเพื่อป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำได้อย่างตรงจุดที่สุด

สรุปกระบวนการ

โดยทั่วไป หากผู้ป่วยมาด้วยอาการปวดบั้นเอวเฉียบพลัน แพทย์มักจะเริ่มด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจปัสสาวะ หากสงสัยว่าเป็นนิ่ว การส่งตรวจ CT Scan แบบไม่ฉีดสี มักจะเป็นตัวเลือกแรก เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำที่สุดในการวางแผนการรักษาครับ

 

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว