
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคไตเสื่อมระยะที่ 2 (CKD Stage 2): สัญญาณเตือนที่เงียบเชียบ แต่ต้องรีบชะลอ
โรคไตเสื่อมเรื้อรัง ระยะที่ 2 (CKD Stage 2) เป็นระยะที่มักถูกมองข้ามมากที่สุด เพราะเป็นระยะที่ "ไม่มีอาการ" ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่ทราบด้วยซ้ำว่าตนเองมีภาวะไตเสื่อม
อย่างไรก็ตาม ระยะนี้คือ "สัญญาณเตือนภัย" ครั้งสำคัญ ที่ร่างกายกำลังบอกเราว่าไตเริ่มมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว และนี่คือโอกาสทองที่จะ "หยุดยั้ง" หรือ "ชะลอ" ความเสื่อมของไตไม่ให้ลุกลามไปสู่ระยะที่ 3, 4, และ 5
ค่า GFR: 60 - 89 ml/min/1.73m²
ความหมาย: อัตราการกรองของไต "ลดลงเล็กน้อย" ไตของคุณยังทำงานได้ดีในการกรองของเสีย
ข้อกำหนดสำคัญ: การที่ค่า GFR อยู่ในระดับนี้ (ซึ่งใกล้เคียงคนปกติ) จะถูกวินิจฉัยว่าเป็น CKD Stage 2 ก็ต่อเมื่อ ต้องมี "หลักฐานความเสียหายของไต" อย่างอื่นร่วมด้วย
ในระยะนี้ ผู้ป่วยจะ ไม่มีอาการ จากภาวะไตเสื่อมเลย
แต่ "สัญญาณ" ที่บ่งบอกถึงความเสียหายของไต จะเป็นสิ่งที่แพทย์ตรวจพบจากการตรวจร่างกายหรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น ได้แก่:
โปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Proteinuria / Albuminuria):
นี่คือสัญญาณที่พบบ่อยและสำคัญที่สุด
บ่งบอกว่าตัวกรองของไตเริ่มเสียหายและ "รั่ว" ปล่อยให้โปรตีนหลุดออกมา
เลือดรั่วในปัสสาวะ (Hematuria):
ตรวจพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ (ที่ไม่ได้เกิดจากนิ่วหรือการติดเชื้อ)
ความดันโลหิตสูง (Hypertension):
ในคนอายุน้อย หากพบความดันโลหิตสูง อาจเป็นสัญญาณแรกของโรคไต
ความผิดปกติจากภาพถ่าย:
แพทย์อาจตรวจพบความผิดปกติ เช่น ถุงน้ำในไต (Polycystic Kidneys) หรือขนาดไตที่ผิดปกติ จากการทำอัลตราซาวนด์, CT scan, หรือ MRI
ผู้ป่วยระยะที่ 2 สองคน อาจมีความเสี่ยงไม่เท่ากันเลย แพทย์จะใช้ตารางประเมินความเสี่ยง (Heat Map) โดยดู 2 ค่าร่วมกัน:
ค่า GFR (G2: 60-89)
ค่าโปรตีนรั่ว (A1: น้อย, A2: ปานกลาง, A3: มาก)
ผู้ป่วย A (G2 + A1): GFR 70, ไม่มีโปรตีนรั่ว -> ความเสี่ยงต่ำ (สีเขียว) -> ดูแลตัวเองตามปกติ
ผู้ป่วย B (G2 + A3): GFR 70, มีโปรตีนรั่วมาก -> ความเสี่ยงสูงมาก (สีแดง) -> ต้องรีบรักษาเชิงรุกทันที
นี่คือหัวใจสำคัญ: ผู้ป่วย B (ระยะ 2) มีความเสี่ยงที่ไตจะวายเร็วกว่าผู้ป่วยในระยะ 3 (G3a) ที่ไม่มีโปรตีนรั่ว (A1) เสียอีก
ในระยะที่ 2 ความเสียหายของไตที่เกิดขึ้นแล้วอาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เป้าหมายหลักคือ "การชะลอความเสียหาย" เพื่อไม่ให้ไตเสื่อมไปสู่ระยะที่ 3
การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่ "การควบคุมโรคต้นเหตุ" ที่ทำให้ไตเสียหาย:
หากคุณเป็นเบาหวาน:
เป้าหมาย: ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีที่สุด
หากคุณมีความดันโลหิตสูง:
เป้าหมาย: ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg (หรือตามที่แพทย์กำหนด)
การใช้ยา: แพทย์มักสั่งยาลดความดันกลุ่ม ACEi หรือ ARBs ซึ่งยาทั้งสองกลุ่มนี้มีฤทธิ์ "ปกป้องไต" โดยช่วยลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะได้ด้วย
นี่คือสิ่งที่ผู้ป่วยในระยะที่ 2 ต้องทำอย่างจริงจัง เพื่อรักษาไตของคุณไว้:
ควบคุมโรคประจำตัว (ข้อ 4) อย่างเคร่งครัด
นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ห้ามขาดยาเองเด็ดขาด
ปรับเปลี่ยนการกิน (อาหารที่เป็นมิตรต่อไต):
ลดเค็ม (โซเดียม): ไม่จำเป็นต้องจำกัดโปรตีน, โพแทสเซียม, หรือฟอสฟอรัสที่เข้มงวดเหมือนระยะท้ายๆ แต่สิ่งที่ "ต้องทำ" คือการ "ลดเค็ม" เพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิตและลดภาระไต
หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, และของหมักดอง
หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำร้ายไต (สำคัญมาก):
หยุดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: ห้ามซื้อยาแก้ปวดข้อ ปวดหลัง (เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac) กินเองเด็ดขาด เพราะยาเหล่านี้ทำลายไตโดยตรง
งดเว้นยาชุด, ยาสมุนไพร, ยาต้ม ที่ไม่ทราบส่วนผสม
ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (Lifestyle):
เลิกสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่เร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นมาก
ควบคุมน้ำหนัก: รักษาน้ำหนักตัวให้แข็งแรง
ออกกำลังกาย: อย่างน้อย 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์ (เช่น การเดิน, ขี่จักรยาน, ว่ายน้ำ)
การติดตามผล:
ไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามค่า GFR และ "ระดับโปรตีนรั่ว" อย่างน้อยทุก 6-12 เดือน
โรคไตระยะที่ 2 คือ "โอกาส" หากคุณตรวจพบในระยะนี้และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด คุณมีโอกาสสูงมากที่จะรักษาระดับการทำงานของไตไว้ได้ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพไปได้อีกนาน
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว