
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคไตเสื่อมระยะที่ 3 (CKD Stage 3): หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการชะลอไตเสื่อม
โรคไตเสื่อมเรื้อรัง ระยะที่ 3 (CKD Stage 3) ถือเป็น "หัวเลี้ยวหัวต่อ" ที่สำคัญที่สุดในการดูแลรักษาไต เพราะเป็นระยะที่การทำงานของไต "ลดลงปานกลาง" อย่างชัดเจน และเป็นระยะที่ "ภาวะแทรกซ้อน" ต่างๆ เริ่มปรากฏตัว
ข่าวดีคือ ระยะที่ 3 ยังคงเป็น "นาทีทอง" ที่หากคุณดูแลตัวเองอย่างเข้มงวดและถูกวิธี คุณจะสามารถ "ชะลอ" การเสื่อมของไต ไม่ให้ก้าวไปสู่ระยะที่ 4 และ 5 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในทางการแพทย์ เราจะแบ่งโรคไตระยะที่ 3 ออกเป็น 2 ระยะย่อย เพื่อการประเมินความรุนแรงที่ชัดเจนขึ้น:
โรคไตระยะ 3a (G3a):
ค่า GFR: 45 - 59 ml/min/1.73m²
ความหมาย: ไตทำงานลดลงปานกลาง (ค่อนข้างต้น)
โรคไตระยะ 3b (G3b):
ค่า GFR: 30 - 44 ml/min/1.73m²
ความหมาย: ไตทำงานลดลงปานกลาง (ค่อนข้างมาก) และมีความเสี่ยงสูงที่จะก้าวไปสู่ระยะที่ 4
ข้อเท็จจริงสำคัญ: ในระยะนี้ แพทย์จะไม่ได้ดูแค่ค่า GFR อย่างเดียว แต่จะประเมิน "ความเสี่ยง" โดยรวมจาก ระดับโปรตีนที่รั่วในปัสสาวะ (Albuminuria) ควบคู่กันไป (ตามตาราง Heat Map) ยิ่งโปรตีนรั่วมาก ไตก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น
ปัญหาหลักของโรคไตคือ ในระยะ 3a หรือแม้แต่ 3b ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่มีอาการใดๆ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยที่มักถูกมองข้าม
อย่างไรก็ตาม อาการที่ อาจ เริ่มปรากฏให้เห็นในระยะนี้ ได้แก่:
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย: อาจเป็นสัญญาณแรกของ "ภาวะโลหิตจาง"
อาการบวม: เริ่มมีอาการบวมเล็กน้อยที่ข้อเท้า หลังเท้า หรือบวมที่ใบหน้าในตอนเช้า
ความดันโลหิตสูง: ความดันโลหิตเริ่มควบคุมได้ยากขึ้น
ปัสสาวะผิดปกติ: เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้นในตอนกลางคืน
เมื่อค่า GFR ของคุณคงที่อยู่ในระยะที่ 3 แพทย์จะทำการประเมินเบื้องต้นเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา:
ประเมินหาสาเหตุที่แก้ไขได้:
การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ: เช่น นิ่ว, ต่อมลูกหมากโต (อาจต้องตรวจอัลตราซาวด์)
การใช้ยา: ตรวจสอบยาที่ใช้อยู่, ยาที่ซื้อกินเอง (โดยเฉพาะยาแก้ปวด NSAIDs), หรือสมุนไพร ที่อาจเป็นพิษต่อไต
ประเมินความเสี่ยง:
ตรวจปัสสาวะ (uACR): เพื่อดูระดับ "โปรตีนรั่ว" ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงที่แม่นยำที่สุด
ตรวจเลือด: เพื่อหาโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุ เช่น เบาหวาน
ประเมินปัจจัยอื่นๆ:
ประวัติครอบครัว: มีคนในครอบครัวเป็นโรคไตวายหรือไม่
นี่คือเหตุผลที่ระยะที่ 3 ถือเป็น "หัวเลี้ยวหัวต่อ" เพราะมี 2 ความเสี่ยงใหญ่ที่ต้องจัดการ:
1. ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Risk)
ข้อเท็จจริงสำคัญ: ผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 3 มีโอกาส เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด มากกว่า โอกาสที่จะก้าวไปสู่การฟอกไต
สาเหตุ: ภาวะไตเสื่อม, ความดันโลหิตสูง, และโปรตีนรั่ว ล้วนเร่งให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
2. ภาวะแทรกซ้อนจากโรคไต (CKD Complications) ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้มักเริ่มปรากฏในระยะ 3b:
ภาวะโลหิตจาง (Anemia): ไตสร้างฮอร์โมน EPO (กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง) ได้น้อยลง ทำให้ซีดและเหนื่อยง่าย (แพทย์จะเริ่มติดตามค่า Hb เมื่อเข้าสู่ระยะ 3b หรือ 4)
โรคกระดูกและแร่ธาตุผิดปกติ (CKD-MBD): ไตขับ "ฟอสฟอรัส" ได้ไม่ดี และสร้าง "วิตามินดี" ได้น้อยลง ทำให้กระดูกบางและหลอดเลือดแข็ง
เป้าหมายหลักในระยะนี้คือ "การชะลอการเสื่อมของไต" และ "การลดความเสี่ยงโรคหัวใจ"
ควบคุมความดันโลหิต (สำคัญที่สุด):
เป้าหมายทั่วไป: BP < 140/90 mmHg
หากมีเบาหวาน หรือ โปรตีนรั่ว (ACR > 70): เป้าหมายเข้มงวดขึ้น BP < 130/80 mmHg
(แพทย์มักให้ยา กลุ่ม ACEi/ARBs ซึ่งช่วยลดความดันและลดโปรตีนรั่วได้)
ควบคุมอาหาร (ปรึกษานักโภชนาการ):
ลดเค็ม (โซเดียม): สำคัญที่สุด! เพื่อควบคุมความดันและลดอาการบวม
จำกัดโปรตีน: "อาจ" จำเป็นต้องเริ่มจำกัดโปรตีน (เนื้อสัตว์, ไข่, ถั่ว) ในระยะ 3b ปลายๆ เพื่อลดภาระไต (ห้ามงดโปรตีนเองเด็ดขาด ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน)
ควบคุมฟอสฟอรัส: เริ่มต้องเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง (นม, น้ำอัดลมสีเข้ม, อาหารแปรรูป)
จัดการความเสี่ยงโรคหัวใจ:
งดสูบบุหรี่
ออกกำลังกาย และ ควบคุมน้ำหนัก
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดไขมัน (เช่น Atorvastatin 20 mg) แม้ไขมันจะไม่สูงมาก เพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำร้ายไต (สำคัญมาก):
ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac) กินเองเด็ดขาด
หลีกเลี่ยงยาชุด, ยาต้ม, ยาสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนผสม
การรับวัคซีน:
ควรรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (ทุกปี) และวัคซีนป้องกันปอดบวม
หากคุณดูแลที่คลินิกปฐมภูมิ แพทย์จะพิจารณาส่งต่อคุณไปพบ "อายุรแพทย์โรคไต" (Nephrologist) หากมีสัญญาณความเสี่ยงสูง ดังนี้:
ค่า GFR ลดลงอย่างรวดเร็ว: (เช่น GFR ลดลง > 15-25% ภายใน 12 เดือน)
มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะปริมาณมาก: (เช่น ACR > 70 mg/mmol)
ตรวจพบ "เลือด" ในปัสสาวะ (ที่ไม่ได้เกิดจากนิ่วหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ)
ความดันโลหิตสูงมาก ที่ควบคุมได้ยาก
มีประวัติครอบครัว เป็นโรคไตวาย
ผู้ป่วยที่อายุน้อย
ระยะ 3a (คงที่, โปรตีนรั่วน้อย): ติดตามค่า GFR, ความดันโลหิต, และปัสสาวะ อย่างน้อยทุก 6-12 เดือน
ระยะ 3b (หรือ 3a ที่มีความเสี่ยงสูง/โปรตีนรั่วมาก): ควรติดตามผลอย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือบ่อยกว่านั้นตามคำแนะนำของแพทย์
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว