โรคเบาหวานและภาวะฉุกเฉิน
ภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยเบาหวาน
โรคเบาหวานก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉินที่สามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้หากไม่ได้แก้ไข
ภาวะเหล่านี้สามารถป้องกัน
และรักษาให้หายได้
อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นกับชนิดของเบาหวาน
สภาวะร่างกายของผู้ป่วย
และสิ่งชักจูงที่ทำให้เกิด
ภาวะฉุกเฉินในโรคเบาหวานมี 2
ลักษณะใหญ่ๆคือ
- ภาวะฉุกเฉินที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้แก่
- ภาวะฉุกเฉินที่มีระดับน้ำตาลในเลือด
ต่ำ ได้แก่ Hypoglycemia
ภาวะคีโตซีส [Diabetic
acidosis, DKA] คืออะไร
เป็นภาวะฉุกเฉินที่พบบ่อย
โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่หนึ่ง
ภาวะนี้เกิดจากการเสียสมดุลของอินซูลิน
ซึ่งอาจจะขาดหรือน้อยไป
กับฮอร์โมนต้านฤทธิ์อินซูลิน
เช่น glucagon steroid และ catecholamine สูงขึ้นทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะระดับน้ำตาลสูง
และภาวะกรดในเลือด
และมีการคั่งของคีโตนในเลือด
คีโตนนี้เป็นกรดจะตรวจพบในปัสสาวะหากว่าอินซูลินไม่พอ
และเบาหวานควบคุมไม่ดี
ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดมีอะไรบ้าง
ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ได้แก่โรคหรือภาวะความเครียดที่เกิดขึ้น เช่น
- โรคหลอดเลือดสมอง
- ตับอ่อนอักเสบ
- เส้นเลือดหัวใจตีบ
- สุรา
- ยาบางชนิดเช่น corticosteroids, thiazides,
and sympathomimetic agents
ผู้ป่วยจะมีอาการอะไรบ้าง
- คลื่นไส้ อาเจียนมาก พบเกือบทุกราย
- ปวดท้องในบางราย
- คอแห้ง
- กระหายน้ำ
- ปัสสาวะมากบางรายอาจจะมากถึง 5 ลิตร
- ลมหายใจมีกลิ่นหวานของอะซีโตน และคีโตน
- หายใจหอบลึก
- ตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ
หากยังไม่ได้รับการรักษาจะเกิดอาการต่อมา
- รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น
- ผิวแดง
และแห้ง
- คลื่นไส้อาเจียน
และปวดท้องมากขึ้น
- หายใจหอบ
และลึก มีกลิ่นผลไม้
- ซึมลง
ทราบได้อย่างไรว่าเกิดภาวะนี้
จากอาการดังกล่าวร่วมกับการตรวจดังนี้
- ระดับน้ำตาลในปัสสาวะสูงบวก4 หากน้ำตาลในเลือดสูงให้ตรวจหาคีโตนในปัสสาวะ
- ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 240 มก.%
- ตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ
ปัจจัยชักนำให้เกิด
- การขาดยาอินซูลิน
- ความเครียดต่างๆ
เช่น ภาวะติดเชื้อ
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
การรักษา หลักการรักษาคือขจัดสิ่งทีชักจูง
และชดเชยสิ่งที่ขาด ได้แก่
- การให้อินซูลินออกฤทธิ์ระยะสั้นเพิ่มขึ้นจากเดิม
5-10 ยูนิต ถ้าอีก 4 ชั่วโมงต่อมายังตรวจพบคีโตนอีกให้ฉีดซ้ำได้อีก
- การให้ดื่มน้ำมากๆ
- การให้เกลือแร่
- การให้ด่างเมื่อมีความจำเป็น
- การรักษาหรือขจัดสิ่งชักจูง
การป้องกัน
ภาวะนี้สามารถป้องกันได้โดยให้ความรู้
ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำว่า
เมื่อมีอาการปัสสาวะมากขึ้น
คอแห้งกระหายน้ำจะต้องตรวจหาน้ำตาลในเลือดหรือปัสสาวะทันที
ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 300 มก./ดล
หรือน้ำตาลในปัสสาวะ 3+
จะต้องทดสอบหาคีโตนในปัสสาวะทันที
ถ้าตรวจพบคีโตนแล้วยังไม่เกิดอาการอื่นโดยเฉพาะคลื่นไส้อาเจียน
ให้ดื่มน้ำมากๆ
และเพิ่มยาฉีดชนิดออกฤทธิ์เร็ว
6-12 ยูนิตแล้วสังเกตุ 4-6
ชมโดยการตรวจน้ำตาล ถ้าเกิน 240
มก.%ให้ตรวจหาคีโตนถ้าไม่ดีขึ้นรีบพบแพทย์
ข้อสำคัญถ้าน้ำตาลในเลือดมากกว่า
240 มก.%
และตรวจพบคีโตนในปัสสาวะห้ามออกกำลังกาย
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ทั้งการควบคุมอาหาร การฉีดอินซูลิน
และการออกกำลังกาย
- ไม่ควรออกกำลังกายหากน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 240 มก.%
- ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่1
ตรวจหาสารคีโตนในเลือดเมื่อน้ำตาลในปัสสาวะ4บวก
- ห้ามหยุดอินซูลินเมื่อเวลาป่วย
ควรพบแพทย์เมื่อใด
- อาเจียนมาก อาเจียนตลอดเวลา
- ไข้สูงเกิน 39 องศา
- ระดับน้ำตาลเกิน 400 มก%นานเกิน 12 ชั่วโมง
- ฉีดอินซูลินเพิ่มขึ้น 20%มากกว่า 2 ครั้งใน 24 ชั่วโมง
แต่อาการและผลเลือดยังไม่ดีขึ้น
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะคีโตซีส
คีโตนเกิดจากการเผาผลาญไขมันเนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงาน
การพบคีโตนในเลือดแดงแสดงถึง
- อินซูลินไม่พอ
อาจจะเกิดจากลืมฉีด
หรือภาวะที่ต้องการอินซูลินเพิ่ม
เช่นเวลาเจ็บป่วย
เมื่ออินซูลินไม่พอร่างกายจึงเผาไขมันเป็นพลังงาน
- ได้อาหารไม่พอ
เช่นเวลาเจ็บป่วยรับประทานอาหารไม่พอ
- ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
ร่างกายก็เผาไขมันมาใช้เป็นพลังงาน
Hyperosmolar
non-ketotic hyperglycemic coma
เป็นภาวะฉุกเฉินที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองโดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ
ผู้ป่วยจะมีระดับน้ำตาลสูงมากจนทำให้เกิดความข้นของเลือดสูง osmolarity ของเลือดเพิ่ม
แต่ไม่มีภาวะกรดเกิดขึ้น
ปัจจัยก่อเหตุมักจะเกิดจากการคุมเบาหวานไม่ดี ประกอบกับมีการติดเชื้อ
ภาวะเครียดเกิดขึ้น เช่น
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
เส้นโลหิตสมองแตก
อุบัติเหตุที่รุนแรง
และการผ่าตัดใหญ่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากจนเกิดอาการต่างๆ
ปัจจัยส่งเสริม
- เบาหวานคุมไม่ดีจากการที่รีบประทานอาหารมากเกินไป
ขาดการออกกำลังกาย รับประทานหรือฉีดอินซูลินไม่สม่ำเสมอ
- มีการเจ็บป่วยรุนแรง เช่นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ภาวะติดเชื้อ
- ได้รับยาต้านอินซูลิน เช่นสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ
อาการของผู้ป่วยมีอะไรบ้าง
ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี
จะมีอาการเตือนจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงไก้แก่
- หิวน้ำมาก ดื่มน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด
- ตามัว
- ผู้ป่วยจะเริ่มซึมจนกระทั่งหมดสติหรือบางรายอาจจะมีอาการชักกระตุก
การแก้ไข
หากท่านที่เป็นเบาหวานและมีอาการเตือนของน้ำตาลสูงให้ปฏิบัติดังนี้
- ดื่มน้ำมากๆ ซึ่งจะช่วยลดระดับน้ำตาลลง
- ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดหรือปัสสาวะหากพบว่าสูงให้เพิ่มยา
หรือพบแพทย์
- ถ้ามีอาการชักกระตุกเฉพาะที่หรือมีอาการซึม
และมีระดับน้ำตาลในเลือดมากก็ให้พบแพทย์
การวินิจฉัย
- ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
600มก.%
- serum
osmolarity มากกว่า 340mOsm/Kg
- serum
HCO3 >15 mEq/l
- serum
ketone negative
serum
osmolarity = 2[Na+K]+plasma glucose/18
การรักษา
หลักการเหมือน DKA
การป้องกัน
- ควบคุมเบาหวานให้ดี โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยา
- ควรมีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ
- กรณีไม่สบายควรจะไปพบแพทย์ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
และควรบอกแพทย์ว่าเป็นเบาหวาน
- อย่าหยุดยาฉีดหรือยารับประทานแม้ว่าท่านจะรับประทานอาหารได้น้อย
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
[Hypoglycemia]
หมายถึงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 50 มก.% พบได้บ่อย
ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานไม่ว่ายาเม็ด
หรือยาอินซูลิน
ผู้ป่วยเกิดภาวะน้ำตาลต่ำเนื่องจากใช้ยาผิดหรือขนาดยามากเกินไป
หรือยาเท่าเดิมแต่รับประทานอาหารน้อยลง
เช่น เบื่ออาหาร
คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย
หรือออกกำลังมากไปโดยที่ไม่ได้เตรียมตัวร่วงหน้า
กลุ่มเสี่ยง
ได้แก่
- รายที่ได้รับการฉีดอินซูลิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการงดเว้นอาหาร
หรือภายหลังการออกกำลังกาย
- กินยา
sulfonylurea
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่ออกฤทธิ์ยาว
- การงดเว้นอาหาร
หรือกินอาหารน้อยลง
กินผิดเวลา
- ออกกำลังเพิ่มมากกว่า
- การดื่มแอลกอฮอล์
- ผู้ป่วยสูงอายุ
- เป็นโรคตับ
- ได้รับยา
beta-adrenergic blocker
ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
มีตั้งแต่เล็กน้อยจนหมดสติหรือชักได้ขึ้นกับระดับน้ำตาลที่ลง
และอัตราความเร็วในการลดลง
เริ่มต้นจะมีอาการใจสั่น
ตัวสั่นหน้าซีด มือสั่น
คล้ายจะเป็นลม ตามัวลง หิว
ปวดศีรษะ เหงื่อออก
สูญเสียสมาธิ สับสน ซึม
หมดสติ หรือชัก
ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้
ระดับน้ำตาลที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวอยู่ระดับ
60 มก.อาการที่พบได้บ่อย
- รู้สึกไม่สบายเฉียบพลัน
- หิวมากมือสั่น
- เหงื่ออกมาก ตัวเย็น
- ใจสั่นหัวใจเต้นแรงและเร็ว
- ปวดศีรษะมึนงง เวียนศีรษะ หน้ามืด
- ตาลาย ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน
- ความรู้สึกนึกคิดผิดไป สับสน เลอะเลือน
- พฤติกรรมหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย
- หน้าซีดพูดไม่ชัด
- กรณีรุนแรงมากอาจจะมีอาการชัก
- ถ้าเกิดเวลากลางคืนผู้ป่วยอาจจะฝันร้าย ปวดศีรษะ
เหงื่อออกมากขณะหลับ ตรวจน้ำตาลก่อนอาหารเช้าจะพบว่าต่ำ
การวินิจฉัย
ถ้าหากมีอาการดังกล่าวให้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหากพบว่าต่ำกว่า
50มก.ก็วินิจฉัยได้
การป้องกัน
- ต้องตรวจหาระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ
- ต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยา
การกินอาหารให้ตรงเวลา
รวมทั้งการออกกำลังกาย
- มีความรู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเบื้องต้น
การรักษา
- ถ้าผู้ป่วยไม่หมดสติก็ให้ดื่มน้ำผลไม้ครึ่งแก้ว
หรือลูกอม 5-6ลูก หรือน้ำหวาน
ตรวจน้ำตาลอีครั้งหลังจากได้ดื่มน้ำผลไม้แล้ว
15-20นาทีถ้ายังต่ำให้รับประทานหรือดื่มอีกครั้งถ้าไม่ดีขึ้นรีบไปพบแพทย์ถ้าสงสัยว่าน้ำตาลต่ำให้รักษาก่อน
- ถ้าผู้ป่วยหมดสติก็ให้กลูโคสฉีดเข้าเส้นเลือดดำ ห้ามให้อาหารทางปาก
ห้ามใส่นิ้วเข้าปากผู้ป่วยเนื่องจากผู้ป่วยอาจชักและกัดนิ้วได้จุดสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ
- จะต้องเฝ้าระวังอีก
2-5วันจึงจะปลอดภัยจากภาวะน้ำตาลต่ำ
- จะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุ
และแก้ที่สาเหตุ เช่น
ผู้ป่วยใช้ยาเกินขนาด
หรือผู้ป่วยดื่มสุรามากเกินไป
การป้องกัน
- ควบคุมอาหารตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ
รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และจำกัดอาหารแต่ละมื้อให้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกนไป
- รับประทานยาหรือฉีดยาตามแพทย์สั่ง
- หากออกกำลังกายมากกว่าครึ่งชั่วโมงต้องได้รับอาหารว่างเสริม
เช่น นมหนึ่งแก้ว หรือขนมแครกเกอร์ 1 แผ่นก่อนออกกำลัง
- ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
- หากต้องรับยาอื่นต้องปรึกษาแพทย์
- แจ้งเพื่อนร่วมงานและครอบครัวว่าท่านเป็นเบาหวานพร้อมทั้งวิธีช่วยเหลือเมื่อท่านเกิดอาการ
- ควรมีลูกอมพกติดตัว
- พกบัตรเบาหวานประจำตัว
หน้าเริ่มต้น| ภาวะฉุกเฉิน | โรคหัวใจ | โรคความดันโลหิตสูง | โรคไต | โรคตา | โรคปลายประสาทอักเสบ | โรคเบาหวานกับเท้า |