โรคเบาหวานและภาวะฉุกเฉิน


ภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวานก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉินที่สามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้หากไม่ได้แก้ไข ภาวะเหล่านี้สามารถป้องกัน และรักษาให้หายได้ อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นกับชนิดของเบาหวาน สภาวะร่างกายของผู้ป่วย และสิ่งชักจูงที่ทำให้เกิด ภาวะฉุกเฉินในโรคเบาหวานมี 2 ลักษณะใหญ่ๆคือ

  1. ภาวะฉุกเฉินที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้แก่
  1. ภาวะฉุกเฉินที่มีระดับน้ำตาลในเลือด ต่ำ ได้แก่ Hypoglycemia 

ภาวะคีโตซีส [Diabetic acidosis, DKA] คืออะไร

เป็นภาวะฉุกเฉินที่พบบ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่หนึ่ง ภาวะนี้เกิดจากการเสียสมดุลของอินซูลิน ซึ่งอาจจะขาดหรือน้อยไป กับฮอร์โมนต้านฤทธิ์อินซูลิน เช่น glucagon steroid และ catecholamine สูงขึ้นทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะระดับน้ำตาลสูง และภาวะกรดในเลือด และมีการคั่งของคีโตนในเลือด คีโตนนี้เป็นกรดจะตรวจพบในปัสสาวะหากว่าอินซูลินไม่พอ และเบาหวานควบคุมไม่ดี

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดมีอะไรบ้าง

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ได้แก่โรคหรือภาวะความเครียดที่เกิดขึ้น เช่น

  • โรคหลอดเลือดสมอง

  • ตับอ่อนอักเสบ

  • เส้นเลือดหัวใจตีบ

  • สุรา

  • ยาบางชนิดเช่น corticosteroids, thiazides, and sympathomimetic agents

ผู้ป่วยจะมีอาการอะไรบ้าง

  • คลื่นไส้ อาเจียนมาก พบเกือบทุกราย
  • ปวดท้องในบางราย
  • คอแห้ง
  • กระหายน้ำ
  • ปัสสาวะมากบางรายอาจจะมากถึง 5 ลิตร
  • ลมหายใจมีกลิ่นหวานของอะซีโตน และคีโตน
  • หายใจหอบลึก
  • ตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ

หากยังไม่ได้รับการรักษาจะเกิดอาการต่อมา

  • รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น
  • ผิวแดง และแห้ง
  • คลื่นไส้อาเจียน และปวดท้องมากขึ้น
  • หายใจหอบ และลึก มีกลิ่นผลไม้
  • ซึมลง

ทราบได้อย่างไรว่าเกิดภาวะนี้

จากอาการดังกล่าวร่วมกับการตรวจดังนี้

  • ระดับน้ำตาลในปัสสาวะสูงบวก4 หากน้ำตาลในเลือดสูงให้ตรวจหาคีโตนในปัสสาวะ

  • ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 240 มก.%

  • ตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ

ปัจจัยชักนำให้เกิด

  • การขาดยาอินซูลิน
  • ความเครียดต่างๆ เช่น ภาวะติดเชื้อ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

การรักษา หลักการรักษาคือขจัดสิ่งทีชักจูง และชดเชยสิ่งที่ขาด ได้แก่

  • การให้อินซูลินออกฤทธิ์ระยะสั้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 5-10 ยูนิต ถ้าอีก 4 ชั่วโมงต่อมายังตรวจพบคีโตนอีกให้ฉีดซ้ำได้อีก
  • การให้ดื่มน้ำมากๆ
  • การให้เกลือแร่
  • การให้ด่างเมื่อมีความจำเป็น
  • การรักษาหรือขจัดสิ่งชักจูง

การป้องกัน

ภาวะนี้สามารถป้องกันได้โดยให้ความรู้ ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำว่า เมื่อมีอาการปัสสาวะมากขึ้น คอแห้งกระหายน้ำจะต้องตรวจหาน้ำตาลในเลือดหรือปัสสาวะทันที ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 300 มก./ดล หรือน้ำตาลในปัสสาวะ 3+ จะต้องทดสอบหาคีโตนในปัสสาวะทันที ถ้าตรวจพบคีโตนแล้วยังไม่เกิดอาการอื่นโดยเฉพาะคลื่นไส้อาเจียน ให้ดื่มน้ำมากๆ และเพิ่มยาฉีดชนิดออกฤทธิ์เร็ว 6-12 ยูนิตแล้วสังเกตุ 4-6 ชมโดยการตรวจน้ำตาล ถ้าเกิน 240 มก.%ให้ตรวจหาคีโตนถ้าไม่ดีขึ้นรีบพบแพทย์ ข้อสำคัญถ้าน้ำตาลในเลือดมากกว่า 240 มก.% และตรวจพบคีโตนในปัสสาวะห้ามออกกำลังกาย

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ทั้งการควบคุมอาหาร การฉีดอินซูลิน และการออกกำลังกาย

  • ไม่ควรออกกำลังกายหากน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 240 มก.%

  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่1 ตรวจหาสารคีโตนในเลือดเมื่อน้ำตาลในปัสสาวะ4บวก

  • ห้ามหยุดอินซูลินเมื่อเวลาป่วย

ควรพบแพทย์เมื่อใด

  • อาเจียนมาก อาเจียนตลอดเวลา

  • ไข้สูงเกิน 39 องศา

  • ระดับน้ำตาลเกิน 400 มก%นานเกิน 12 ชั่วโมง

  • ฉีดอินซูลินเพิ่มขึ้น 20%มากกว่า 2 ครั้งใน 24 ชั่วโมง แต่อาการและผลเลือดยังไม่ดีขึ้น

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะคีโตซีส

คีโตนเกิดจากการเผาผลาญไขมันเนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงาน การพบคีโตนในเลือดแดงแสดงถึง

  1. อินซูลินไม่พอ อาจจะเกิดจากลืมฉีด หรือภาวะที่ต้องการอินซูลินเพิ่ม เช่นเวลาเจ็บป่วย เมื่ออินซูลินไม่พอร่างกายจึงเผาไขมันเป็นพลังงาน
  2. ได้อาหารไม่พอ เช่นเวลาเจ็บป่วยรับประทานอาหารไม่พอ
  3. ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ร่างกายก็เผาไขมันมาใช้เป็นพลังงาน

Hyperosmolar non-ketotic hyperglycemic coma

เป็นภาวะฉุกเฉินที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองโดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยจะมีระดับน้ำตาลสูงมากจนทำให้เกิดความข้นของเลือดสูง osmolarity ของเลือดเพิ่ม แต่ไม่มีภาวะกรดเกิดขึ้น ปัจจัยก่อเหตุมักจะเกิดจากการคุมเบาหวานไม่ดี ประกอบกับมีการติดเชื้อ ภาวะเครียดเกิดขึ้น เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เส้นโลหิตสมองแตก อุบัติเหตุที่รุนแรง และการผ่าตัดใหญ่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากจนเกิดอาการต่างๆ

ปัจจัยส่งเสริม

  • เบาหวานคุมไม่ดีจากการที่รีบประทานอาหารมากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย รับประทานหรือฉีดอินซูลินไม่สม่ำเสมอ

  • มีการเจ็บป่วยรุนแรง เช่นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภาวะติดเชื้อ

  • ได้รับยาต้านอินซูลิน เช่นสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ

อาการของผู้ป่วยมีอะไรบ้าง

 ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี จะมีอาการเตือนจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงไก้แก่

  • หิวน้ำมาก ดื่มน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด

  • ตามัว

  • ผู้ป่วยจะเริ่มซึมจนกระทั่งหมดสติหรือบางรายอาจจะมีอาการชักกระตุก

การแก้ไข

หากท่านที่เป็นเบาหวานและมีอาการเตือนของน้ำตาลสูงให้ปฏิบัติดังนี้

  • ดื่มน้ำมากๆ ซึ่งจะช่วยลดระดับน้ำตาลลง

  • ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดหรือปัสสาวะหากพบว่าสูงให้เพิ่มยา หรือพบแพทย์

  • ถ้ามีอาการชักกระตุกเฉพาะที่หรือมีอาการซึม และมีระดับน้ำตาลในเลือดมากก็ให้พบแพทย์

การวินิจฉัย

  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูง 600มก.%
  • serum osmolarity มากกว่า 340mOsm/Kg
  • serum HCO3 >15 mEq/l
  • serum ketone negative

                           serum osmolarity = 2[Na+K]+plasma glucose/18

การรักษา หลักการเหมือน DKA

การป้องกัน

  • ควบคุมเบาหวานให้ดี โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยา

  • ควรมีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ

  • กรณีไม่สบายควรจะไปพบแพทย์ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง และควรบอกแพทย์ว่าเป็นเบาหวาน

  • อย่าหยุดยาฉีดหรือยารับประทานแม้ว่าท่านจะรับประทานอาหารได้น้อย

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ [Hypoglycemia]

หมายถึงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 50 มก.% พบได้บ่อย ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานไม่ว่ายาเม็ด หรือยาอินซูลิน ผู้ป่วยเกิดภาวะน้ำตาลต่ำเนื่องจากใช้ยาผิดหรือขนาดยามากเกินไป หรือยาเท่าเดิมแต่รับประทานอาหารน้อยลง เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย หรือออกกำลังมากไปโดยที่ไม่ได้เตรียมตัวร่วงหน้า

กลุ่มเสี่ยง ได้แก่

  • รายที่ได้รับการฉีดอินซูลิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการงดเว้นอาหาร หรือภายหลังการออกกำลังกาย
  • กินยา sulfonylurea โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่ออกฤทธิ์ยาว
  • การงดเว้นอาหาร หรือกินอาหารน้อยลง กินผิดเวลา
  • ออกกำลังเพิ่มมากกว่า
  • การดื่มแอลกอฮอล์
  • ผู้ป่วยสูงอายุ
  • เป็นโรคตับ
  • ได้รับยา beta-adrenergic blocker

ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ 

มีตั้งแต่เล็กน้อยจนหมดสติหรือชักได้ขึ้นกับระดับน้ำตาลที่ลง และอัตราความเร็วในการลดลง เริ่มต้นจะมีอาการใจสั่น ตัวสั่นหน้าซีด มือสั่น คล้ายจะเป็นลม ตามัวลง หิว ปวดศีรษะ เหงื่อออก สูญเสียสมาธิ สับสน ซึม หมดสติ หรือชัก ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ ระดับน้ำตาลที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวอยู่ระดับ 60 มก.อาการที่พบได้บ่อย

  • รู้สึกไม่สบายเฉียบพลัน

  • หิวมากมือสั่น

  • เหงื่ออกมาก ตัวเย็น

  • ใจสั่นหัวใจเต้นแรงและเร็ว

  • ปวดศีรษะมึนงง เวียนศีรษะ หน้ามืด

  • ตาลาย ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน

  • ความรู้สึกนึกคิดผิดไป สับสน เลอะเลือน

  • พฤติกรรมหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย

  • หน้าซีดพูดไม่ชัด

  • กรณีรุนแรงมากอาจจะมีอาการชัก

  • ถ้าเกิดเวลากลางคืนผู้ป่วยอาจจะฝันร้าย ปวดศีรษะ เหงื่อออกมากขณะหลับ ตรวจน้ำตาลก่อนอาหารเช้าจะพบว่าต่ำ

การวินิจฉัย

  ถ้าหากมีอาการดังกล่าวให้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหากพบว่าต่ำกว่า 50มก.ก็วินิจฉัยได้

การป้องกัน 

  • ต้องตรวจหาระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ 
  • ต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยา การกินอาหารให้ตรงเวลา รวมทั้งการออกกำลังกาย 
  • มีความรู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเบื้องต้น

การรักษา

  • ถ้าผู้ป่วยไม่หมดสติก็ให้ดื่มน้ำผลไม้ครึ่งแก้ว หรือลูกอม 5-6ลูก หรือน้ำหวาน ตรวจน้ำตาลอีครั้งหลังจากได้ดื่มน้ำผลไม้แล้ว 15-20นาทีถ้ายังต่ำให้รับประทานหรือดื่มอีกครั้งถ้าไม่ดีขึ้นรีบไปพบแพทย์ถ้าสงสัยว่าน้ำตาลต่ำให้รักษาก่อน

  • ถ้าผู้ป่วยหมดสติก็ให้กลูโคสฉีดเข้าเส้นเลือดดำ  ห้ามให้อาหารทางปาก ห้ามใส่นิ้วเข้าปากผู้ป่วยเนื่องจากผู้ป่วยอาจชักและกัดนิ้วได้จุดสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ

  1. จะต้องเฝ้าระวังอีก 2-5วันจึงจะปลอดภัยจากภาวะน้ำตาลต่ำ
  2. จะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุ และแก้ที่สาเหตุ เช่น ผู้ป่วยใช้ยาเกินขนาด หรือผู้ป่วยดื่มสุรามากเกินไป

การป้องกัน

  • ควบคุมอาหารตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และจำกัดอาหารแต่ละมื้อให้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกนไป
  • รับประทานยาหรือฉีดยาตามแพทย์สั่ง
  • หากออกกำลังกายมากกว่าครึ่งชั่วโมงต้องได้รับอาหารว่างเสริม เช่น นมหนึ่งแก้ว หรือขนมแครกเกอร์ 1 แผ่นก่อนออกกำลัง
  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
  • หากต้องรับยาอื่นต้องปรึกษาแพทย์
  • แจ้งเพื่อนร่วมงานและครอบครัวว่าท่านเป็นเบาหวานพร้อมทั้งวิธีช่วยเหลือเมื่อท่านเกิดอาการ
  • ควรมีลูกอมพกติดตัว
  • พกบัตรเบาหวานประจำตัว

 หน้าเริ่มต้น| ภาวะฉุกเฉิน |   โรคหัวใจ   |   โรคความดันโลหิตสูง  โรคไต  โรคตา  โรคปลายประสาทอักเสบ โรคเบาหวานกับเท้า


Google