โรคเบาหวานและโรคแทรกซ้อนที่เท้าหรือการเกิดแผลที่เท้า

โรคเบาหวานกับเท้า  |  การดูแลเท้า   |   การบริหารเท้า | หลอดเลือดแดงตีบ

โรคเบาหวานกับการดูแลเท้า

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลในผู้ป่วยเบาหวานมีอะไรบ้าง

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นมามากกว่า 10 ปี พบว่าหากเป็นเบาหวานนาน 25 ปีขึ้นไป มีโอกาสต้องถูกตัดขาสูงถึงร้อยละ 11

  • เป็นชาย เสี่ยงกว่าเพศหญิง

  • คุมเบาหวานไม่ดี น้ำตาลสูงทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานไม่ดี

  • การสูบบุหรี่

  • มีโรคแทรกซ้อนทางตา ไต หัวใจ

พบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าสูงเนื่องจากมีการเสื่อมของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบเลือดไปเลี้ยงบริเวณเท้าน้อยลง รวมทั้งมีการเสื่อมของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงยังเท้า

ปัจจัยเสี่ยงของการถูกตัดขาในผู้ป่วยเบาหวาน

  1. มีปลายประสาทอักเสบ peripheral neuropathy เนื่องจากผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อเหยียบวัตถุมีคม หรือถูกไฟ ทำให้เกิดแผลโดยไม่รู้ตัวทำให้การรักษาช้า
  2. มีหลอดเลือดแดงที่ขาแข็ง peripheral vascular disease โรคเบาหวานทำให้หลอดเลือดที่ขาตีบ การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดที่ขาตีบมากขึ้นเมื่อมีการอุดตันของเส้นเลือดทำให้เลือดไปเนื้อเยื่อลดลง ลักษณะเท้าของผู้ป่วยจะมีสีคล้ำ เท้าเย็น บางท่านเดินแล้วปวดเท้าคลำชีพขจรหลังเท้าไม่ได้ แผลหายช้ามีเนื้อตายเกิดแผลที่เท้า(Diabetic foot ulcer) และติดเชื้อ การออกกำลังจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงขามากขึ้น
  3. การติดเชื้อ(Infection) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลสามารถเกิดได้แม้ว่าจะมีแผลเล็กๆที่เท้า

 

รูปแสดงการติดเชื้อรูปแรกเล็บขบจนเกิดการติดเชื้อ รูปกลางเป็นเชื้อราที่ซอกนิ้ว รูปขวาเป็นเชื้อราที่เล็บ>

>

  1. มีประวัติแผลหรือถูกตัดขา พบว่าผู้ที่มีแผลจะเกิดแผลซ้ำที่เดิมภายใน 2-5 ปี
  2. มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเท้า altered biomechanical 

     

    >

    ตาปลาเกิดจากการกดทับของรองเท้า>

    นิ้วหัวแม่เท้าผิดรูปจุดนี้อาจจะเกิดแผลและอักเสบ> เล็บขบเกิดจากเล็บงอกทิ่มเนื้อเกิดจากการตัดเล็บที่ติดเนื้อและการใส่ร้องเท้าที่คับเกินไป> ผิวที่แห้งไปทำให้เชื้อเข้าสู่ผิวหนังและเกิดการติดเชื้อ
    นิ้วงอผิดรูปเกิดจากการที่นิ้วเท้าอ่อนแรงทำให้เอ็นถูกดึงรั้ง จุดที่งอจะเป็นจุดที่เกิดแผล >

    เกิดจากการที่ใส่รองเท้าคับไปมีการเสียดสีเกิดพอง>

    เชื้อราที่เท้าก็เป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อที่เท้า

    ถ้าเป็นหูดไม่มากอาจจะหายเองได้แต่หากไปตัดก็อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ>

การดูแลเท้าด้วยตัวเอง>  >

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนที่เท้า

ผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณร้อยละ 15 จะเกิดแผลที่เท้าและร้อยละ 14-24 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องถูกตัดขาอายุที่เกิดมักจะเกิน 65 ปีผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เท้าคือคนที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นสัญญาณที่แสดงว่าอาจจะมีโรคแทรกซ้อนที่เท้า>

  • สีของผิวเปลี่ยนไปเช่นคล้ำขึ้น
  • อุณหภูมิของผิวหนังเพิ่มขึ้น
  • บวมที่เท้า
  • ปวดขา
  • แผลที่เท้าหายช้า
  • เล็บขบและมีเชื้อราที่เล็บ
  • เลือดออกบริเวณตาปลา
  • ผิวแห้งแตกโดยเฉพาะบริเวณส้นเท้า

ข้อควรปฏิบัติเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง

  1. ควบคุมเบาหวานให้ดีที่สุดซึ่งสามารถอัตราการเกิดปลายประสาทอักเสบ diabetic neuropathy 
  1. งดการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
  2. ออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ
  3. ควบคุมไขมันในเลือดไม่ให้สูงเกินปกติ
  4. รักษาโรคความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการบริโภคเกลือ
  5. ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกตบริโภคผักเพิ่มขึ้น

การรักษาผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงของการถูกตัดขา

  • ผู้ป่วยที่มีปลายประสาทอักเสบจะมีอาการชาที่เท้าควรสอนผู้ป่วยให้ใช้ตามอง หรือการใช้มือคลำเพื่อตรวจดูเท้า และสิ่งแวดล้อม
  • ผู้ป่วยมีรอยกดทับหรือตาปลา ควรเลือกรองเท้าที่สามารถกระจายน้ำหนักได้ดีกว่าเดิม และอาจจำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ป่วยที่มีอาการปวดขาเวลาเดิน intermittent claudication ควรได้รับการปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมึนสภาพหลอดเลือดแดงที่ขาเพื่อวางแผนการรักษา ถ้าปวดขณะพักควรได้รับการต่อเส้นเลือด>
  • ผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงที่ขาตีบไม่ควรใช้ยาลดความดันกลุ่ม beta-block

 หลักการรักษาแผลเรื้อรังที่เท้าจากโรคเบาหวาน

หากท่านมีแผลเรื้อรังที่เท้าแพทย์จะ x-ray ที่เท้าเพื่อดูว่ากระดูกมีการติดเชื้อหรือไม่ หากไม่แน่ใจแพทย์จะส่ง MRI เพื่อตรวจสอบให้ละเอียดหลักการรักษาประกอบด้วย

  1. การรักษาโรคติดเชื้อ แพทย์จะทำความสะอาดแผลโดยการตัดเนื้อที่ไม่ดีช่วงแรกจะตัดเป็นบริเวณ
    รูปแสดงแผลกดทับ>

    กว้าง หากแพทย์พบว่ามีการติดเชื้อแพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะ ถ้าหากเป็นมากแพทย์จะให้นอนโรงพยาบาลและให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีด หลังจากนั้นก็จะทำแผลเพื่อลดการติดเชื้อ ลดอาการปวด ทำให้แผลหายเร็ว ท่านที่เป็นแผลขอให้ปฏิบัติตามแพทย์แนะนำ ใช้ยาทาหรือน้ำยาล้างแผลตามที่แพทย์แนะนำ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง อย่าซื้อยามาใส่เอง เช่น ไฮโดรเจนเพราะทำให้แผลหายช้า>

  2. ลดแรงกดที่เท้า ปัจจัยเสี่ยงข้อหนึ่งของแผลที่เท้าเกิดจากแรงกด การลดแรงกดจะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น อาจจะจำเป็นต้องใช้รองเท้าชนิดพิเศษ(orthopedic shoes) เพื่อกระจายแรงกดให้ไปทั่วทั้งเท้า ใช้ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน นั่งรถเข็นหรือแม้กระทั่งการลดน้ำหนัก และการยกเท้าสูง
  3. การเพิ่มเลือดไปเลี้ยงเท้าสำหรับผู้ที่มีหลอดเลือดแดงที่เท้าตีบการผ่าตัดเพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงเท้าจะช่วยมิให้เท้าถูกตัด
  4. การทำให้แผลหายเร็วโดยการสารบางชนิดที่กระตุ้นการเจริญของเซลล์สารดังกล่าวได้แก่ recombinant growth factors และ bioengineered skin patches

 หน้าเริ่มต้น ภาวะฉุกเฉิน |   >โรคหัวใจ>   |   >โรคความดันโลหิตสูง>  |  >โรคไต>  |  โรคตา  |  โรคปลายประสาทอักเสบโรคเบาหวานกับเท้า


Google