โรคหัวใจวาย Heart failure
โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประเทศไทย ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม
สาเหตุการตายก็เปลี่ยนจากการติดเชื้อเป็นอุบัติเหตุ โรคหัวใจ โรคเอดส์
ปัจจุบันการตายจากโรคหัวใจก็เพิ่มมากขึ้น บางคนก็เสียชีวิตเฉียบพลัน
บางคนก็กลายเป็นโรคเรื้อรังและมีโรคแทรกซ้อน
โรคหัวใจวายเป็นโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็วบางรายอาจจะถึงแก่ชีวิต
การเปลี่ยนแปลงของโรคไม่แน่นอนท่านอาจจะปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะทราบพยากรณ์ของโรค
เมื่อเป็นโรคหัวใจนอกจากเกิดผลกระทบกับตัวผู้ป่วยแล้วยังกระทบกับครอบครัว
เพื่อนและครอบครัวต้องช่วยกันดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ทั้งเรื่องอาหาร
การทำความสะอาด
หัวใจวายคืออะไร
หัวใจวายหมายถึงภาวะซึ่งหัวใจไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างพอเพียง
หัวใจวายไม่เหมือนกับหัวใจหยุดเต้น
เราเรียกหัวใจวายว่า congestive heart
failure
คือหัวใจทำงานล้มเหลวทำให้เนื้อเยื่อต่างๆขาดออกซิเจน
เมื่อไตได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลงทำให้ไตสร้างสารบางชนิดออกมาทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือในร่างกาย
หากหัวใจห้องซ้ายวายก็จะมีการคั่งของน้ำและเกลือที่ปอดทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าน้ำท่วมปอด Pulmonary edma หากหัวใจห้องขวาวายจะเกิดการคั่งของน้ำที่ขาทำให้บวมที่เท้า
อาการหัวใจวายอาจจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
เช่นเกิดภายหลังจากหลอดเลือดหัวใจตีบ หรืออาจจะค่อยๆเกิดเช่นโรคของลิ้นหัวใจ
หรือกล้ามเนื้อหัวใจ
ชนิดของหัวใจวาย
เราทราบกันแล้วว่าหัวใจคนเรามี สี่ห้องคือมีหัวใจ การแบ่งหัวใจวายจะแบ่งเป็นหัวใจวายห้องขวาซึ่งประกอบด้วยห้องบนขวา(
right
atrium) และหัวใจห้องล่างขวา (right
ventricle) และหัวใจวายห้องซ้ายซึ่งประกอบด้วยหัวใจห้องบนซ้าย(
left
atrium) และหัวใจห้องล่างซ้าย
(left
ventricle)
หัวใจห้องซ้ายล้มเหลวleft-sided heart failure
หัวใจห้องซ้ายจะรับเลือดที่ฟอกแล้วจากปอดและจะสูบฉีดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
หัวใจข้างนี้จะแข็งแรงกว่าหัวใจห้องอื่น
หากหัวใจข้างนี้วายร่างกายจะไม่สามารถสูบฉีดเลือดทำให้เลือดคั่งในปอดเกิดภาวะที่เรียกว่าน้ำท่วมปอด
Pulmonary edema
นอกจากนั้นยังทำให้เกิดอาการบวมที่เท้า
หัวใจห้องขวาล้มเหลว
หัวใจห้องขวาจะรับเลือดจากร่างกายแล้วสูบเลือดไปปอด
หากหัวใจห้องขวาล้มเหลวจะทำให้เกิดอาการบวมของเท้า
สาเหตุของหัวใจวาย
เมื่ออายุมากขึ้นการบีบตัวตัวของหัวใจก็จะลดลง
หากมีภาวะที่ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้นหรือมีการสูญเสียความสามารถในการบีบตัวของหัวใจก็จะเกิดโรคหัวใจวาย
นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเช่น
การสูบบุหรี่ อ้วน
การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
การขาดการออกกำลังกาย
เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดโรคหัวใจวายได้
หัวใจวายมีด้วยการหลายสาเหตุ
บางครั้งอาจจะไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
สาเหตุที่พบได้บ่อยได้แก่
- หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ (coronary heart disease)
ผู้ป่วยมักจะมีประวัติเจ็บและแน่นหน้าอกมาก่อน
เมื่อเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอกล้ามเนื้อหัวใจก็ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอย่างเพียงพอ
สำหรับผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบตันอย่างเฉียบพลันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและตายไปบางส่วน
หากบริเวณที่ตายกินบริเวณกว้างก็อาจจะเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน
- กล้ามเนื้อหัวใจเอง
ได้แก่โรคของกล้ามเนื้อหัวใจ
การติดเชื้อไวรัสบางตัวทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเกิดล้มเหลว
(cardiomyopathy) กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง
- ความดันโลหิตสูง (Hypertension)เมื่อความดันโลหิตสูงขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหนาตัวต้องทำงานมากขึ้น
และเกิดล้มเหลวได้
- ลิ้นหัวใจ
เช่น โรคหัวใจ รูมาติก rheumatic heart
disease ทำให้ลิ้นหัวใจตีบ
หรือมีการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ
- โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
- โรคปอดเช่นโรคถุงลมโป่งพองก็สามารถทำให้หัวใจห้องขวาวาย
- โรคเบาหวาน สาเหตุที่โรคเบาหวานมักจะมีโรคหัวใจคือผู้ป่วยมักจะอ้วน
ความดันโลหิตสูง
และไขมันในเลือดสูง

- หัวใจเต้นผิดปกติ
อาจจะเต้นผิดจังหวะ
หรือเต้นช้าเกินไป (bradyarrhythmia)
หรือเต้นเร็วเกินไป (tachyarrhythmia)
ทำให้หัวใจไม่สามารถป้ำเลือดได้อย่างเพียงพอ
- สารพิษ
เช่น สุรา หรือยาเสพติด ซึ่งจะทำลายกล้ามเนื้อหัวใจเป็นต้น
- ผู้ป่วยที่มีโลหิตจางมากก็ทำให้เกิดหัวใจวาย
- ผู้ป่วยคอพอกเป็นพิษ
การปรับตัวของหัวใจเมื่อเป็นโรคหัวใจวาย
โรคหัวใจวายเป็นโรคเรื้อรังและมีการดำเนินของโรคอยู่ตลอดเวลา
หากเป็นใหม่มักจะไม่มีอาการหรือมีอาการแต่ไม่มาก เนื่องจากหัวใจมีการปรับตัวดังนี้
- หัวใจมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือที่เรียกว่าหัวใจโต Cardiomegaly การที่หัวใจมีขนาดโตขึ้นเพื่อรองรับกับความต้องการเลือดของร่างกาย
แต่เมื่อโตถึงระดับหนึ่ง กล้ามเนื้อหัวใจถึงยืดทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
- กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น Hypertrophy เพื่อเพิ่มแรงบีบให้กับหัวใจ
- หัวใจเต้นเร็วขึ้น
ผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น
อาการของโรคหัวใจวาย
ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเล็กน้อยจึงไม่ได้ใส่ใจ
บางรายเป็นขณะทำงานพอพักแล้วหาย จึงยังไม่ได้ปรึกษาแพทย์
เป็นจำนวนไม่น้อยที่มาพบแพทย์เมื่ออาการหนักมาก
ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจวายควรที่จะรู้ว่ามีอาการอะไรบ้างและควรที่จะติดตามอาการเหล่านั้นหากอาการแย่ลงต้องรีบปรึกษาแพทย์อาการต่างๆทีพบได้

รูปแสดงปอดในสภาพปกติ
และรูปปอดที่เป็นหัวใจวายและมีน้ำท่วมปอด |
- เหนื่อยง่ายหากโรคหัวใจเป็นไม่มากจะหอบเฉพาะเวลาทำงานหนัก
หรือขึ้นบันได
พอพักจะหายเหนื่อย dyspnea on exertion
แต่ถ้าโรคหัวใจเป็นมากขึ้นผู้ป่วยจะเหนื่อยง่ายงานที่เคยทำได้ก็จะเหนื่อย
หากเป็นมากขึ้นกิจกรรมปกติก็จะเหนื่อย
จนกระทั่งเวลาพักก็เหนื่อย
หากอาการเหนื่อยเปลี่ยนในทางที่แย่ลงต้องปรึกษาแพทย์อาการเหล่านี้เกิดจากน้ำท่วมปอด Pulmonary edma
- นอนราบไม่ได้จะเหนื่อย
ต้องลุกมานั่งหลังจากนอนไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง บางรายต้องนั่งหลับ

หน้าแข้งและหลังเท้าบวม เมื่อกดหลังเท้าจะพบรอยบุ๋ม |
orthopnea
- แน่นหน้าตอนกลางคืน
ต้องลุกขึ้นมานั่ง
- อ่อนเพลียง่าย
ไม่มีแรง
- ข้อเท้าบวม
บวมท้องเนื่องจากมีการคั่งของน้ำและเกลือ
- น้ำหนักเพิ่มอย่างเร็ว
- ไอเรื้อรังโดยเฉพาะหากเสมหะมีเลือดปนออกมาต้องรีบไปพบแพทย์เพราะนั้นคืออาการของน้ำท่วมปอด
- เบื่ออาการ
คลื่นไส้อาเจียนเนื่องจากระบบย่อยอาหารได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลง
- ความจำเสื่อม
มีการสับสน
- ใจสั่นหัวใจเต้นเร็ว
ปรึกษากับแพทย์ของท่านหากท่านมีโรคหัวใจอยู่ก่อนและเกิดอาการดังกล่าว
| อาการ |
ต้นเหตุ |
อาการของผู้ป่วย |
| แน่นหน้าอก |
เลือดคั่งในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงปอด |
เหนื่อยเวลาทำงานหนัก เหนื่อยเวลาพัก
เหนื่อยหรือแน่นหน้าอกเวลานอน |
| ไอเวลานอน |
เลือดคั่งในปอดและมีการรั่วของเลือดเข้าในปอด |
ไอเวลานอน แน่นหน้าอกเวลานอน
ต้องลุกนั่งจึงจะหาย |
| บวม |
เลือดไม่สามารถผ่านหัวใจ
เกิดการคั่งในเนื้อเยื่อ และมีการรั่ว |
บวมหลังเท้า ข้อเท้า ท้อง และมือ |
| อ่อนเพลีย ไม่มีแรง |
เนื่องจากหัวใจฉีดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อน้อย เกิดการคั่งของของเสีย |
อ่อนเพลีย ไม่มีแรงเดินหรือขึ้นบันได |
| คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร |
กระเพาะลำไส้ได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อย |
รู้สึกแน่นท้องตลอดเวลา |
| สับสน ความจำไม่ดี |
เนื่องจากมีคั่งของเกลือแร่ |
ผู้ป่วยมีอาการมึนงง ความจำไม่ดี |
| ใจสั่น |
หัวใจต้องเต้นเร็ว |
ใจสั่น เหนื่อยง่าย |
แพทย์จะตรวจอะไรบ้างเพื่อวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคหัวใจวายจะวินิจฉัยจากประวัติการหอบเหนื่อยหรืออาการบวม
และจากการตรวจร่างกายผู้ป่วยที่มีอาการและแพทย์ตรวจแล้วสงสัยว่าจะมีโรคหัวใจวายแพทย์จะตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการก็เพื่อหาสาเหตุ ประเมินความรุนแรงของโรคหัวใจวาย

- เจาะเลือดตรวจเพื่อดูการทำงานของตับและไต
- ตรวจปัสสาวะ
- X-RAY
ปอดและหัวใจเพื่อจะดูขนาดของหัวใจ
และดูว่ามีน้ำท่วมบอดหรือไม่ ผู้ป่วยหัวใจวายจะมีขนาดหัวใจโต
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่
กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวหรือไม่
การเต้นของหัวใจปกติหรือไม่

- ตรวจคลื่นเสียงหัวใจ
Echocardiography วิธีการตรวจเครื่องจะปล่อยคลื่นเสียงผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
คลื่นเสียงจะสะท้อนกลับมายังเครื่องรับ
ทำให้เราสามารถเห็นความหน้าของกล้ามเนื้อหัวใจ เห็นการบีบตัวของหัวใจเพื่อตรวจวัดว่าหัวใจบีบตัวดีหรือไม่
มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจหรือไม่
คนที่เป็นโรคหัวใจวายหัวใจจะมีการบีบตัวน้อยกว่าปกติ
กล้ามเนื้อหัวใจหนาหรือไม่
การตรวจนี้ไม่เจ็บปวดใช้เวลาประมาณไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
- การตรวจทางนิวเคลีย Radionuclide ventriculography
เพื่อวัดปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกไปในแต่ละครั้ง
- การตรวจด้วยวิธีการวิ่งบนสายพาน Treadmil Exercise เป็นการตรวจเพื่อดูว่าเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบหรือไม่
การแบ่งความรุนแรงของโรคหัวใจ
การแบ่งความรุนแรงของโรคหัวใจก็เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและดูแลตัว
แพทย์จะแบ่งความรุนแรงออกเป็น
4 ระดับดังนี้
| ความรุนแรง |
ปริมาณผู้ป่วย |
อาการของผู้ป่วย |
| I |
35% |
ผู้ป่วยไม่มีอาการ
สามารถทำงานได้เหมือนคนปกติ |
| II |
35% |
มีอาการเล็กน้อยเวลาทำงานปกติ
พักจะไม่เหนื่อย |
| III |
25% |
ไม่สามารถทำงานปกติได้เพราะเหนื่อย
เช่นเดินก็เหนื่อย
แต่พักจะไม่เหนื่อย |
| IV |
5% |
ไม่สามารถทำงานปกติเช่นการอาบน้ำ
การเดิน ขณะพักก็เหนื่อย. |
การรักษา
โรคหัวใจวายเป็นโรคที่มีการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมากพอจึงเกิดอาการของหัวใจวาย
โปรดจำไว้ว่าการรักษาโรคหัวใจวายไม่ใช่การรักษาแล้วหายขาด
การรักษาหัวใจวายเป็นการปรับให้ร่างกายสู่สมดุล
ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น
ผู้ป่วยจำเป็นต้องร่วมมือในการรักษาโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำรงชีวิต หลักการรักษามีดังนี้
การป้องกันโรคหัวใจวาย
โรคหัวใจเมื่อเป็นแล้วมักจะรักษาไม่หาย
ดังนั้นการป้องกันก่อนการเกิดโรคหัวใจวายเรียก Primary
prevention น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ เช่น
การออกกำลังกาย รับประทานอาหารคุณภาพหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม
รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เครียด งดการสูบบุหรี่
ดื่มสุราในปริมาณที่จำกัด
- รักษาโรคที่เป็นอยู่ เช่น การรักษาโรคความดันโลหิต การรักษาโรคเบาหวาน ไขมัน
หลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ
- ตรวจร่างกายประจำปีก่อนการเกิดโรคหัวใจ
- การรักษาโรคพื้นฐาน เช่น การเต้นหัวใจที่ผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคธัยรอยด์เป็นพิษ
จะพบแพทย์บ่อยแค่ไหน
ช่วงปรับยาอาจจะพบแพทย์ทุกอาทิตย์หลังจากปรับยาได้เหมาะสมแพทย์จะนัดห่างออกไป
จะพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร
ท่านควรไปพบแพทย์หากมีอาการดังกล่าวข้างต้น เช่นหากท่านรู้สึกเหนื่อยง่าย
นอนแล้วแน่นหน้าอก น้ำหนักขึ้น'หรือบวมเท้า ควรปรึกษาแพทย์
การทำงานของหัวใจ| หัวใจวายคืออะไร | อาหารสำหรับโรคหัวใจวาย | การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม | การใช้ยา | การดูแลตัวเองที่บ้าน | เมื่อวันนั้นมาถึง | การออกกกำลังกาย
ทบทวน 12/08/2546 |