|
อาการของโรคหัวใจวาย
ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเล็กน้อยจึงไม่ได้ใส่ใจ
บางรายเป็นขณะทำงานพอพักแล้วหาย จึงยังไม่ได้ปรึกษาแพทย์
เป็นจำนวนไม่น้อยที่มาพบแพทย์เมื่ออาการหนักมาก
ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจวาย ควรที่จะรู้ว่ามีอาการอะไรบ้างและควรที่จะติดตามอาการเหล่านั้น หากอาการแย่ลงต้องรีบปรึกษาแพทย์อาการต่างๆทีพบได้ |
รูปแสดงปอดในสภาพปกติ
และรูปปอดที่เป็นหัวใจวายและมีน้ำท่วมปอด |
- เหนื่อยง่ายหากโรคหัวใจเป็นไม่มากจะหอบเฉพาะเวลาทำงานหนัก
หรือขึ้นบันได
พอพักจะหายเหนื่อย dyspnea on exertion
แต่ถ้าโรคหัวใจเป็นมากขึ้นผู้ป่วยจะเหนื่อยง่ายงานที่เคยทำได้ก็จะเหนื่อย
หากเป็นมากขึ้นกิจกรรมปกติก็จะเหนื่อย
จนกระทั่งเวลาพักก็เหนื่อย
หากอาการเหนื่อยเปลี่ยนในทางที่แย่ลงต้องปรึกษาแพทย์อาการเหล่านี้เกิดจากน้ำท่วมปอด Pulmonary edma
- นอนราบไม่ได้จะเหนื่อย
ต้องลุกมานั่งหลังจากนอนไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง บางรายต้องนั่งหลับเรียกว่า orthopnea

หน้าแข้งและหลังเท้าบวม เมื่อกดหลังเท้าจะพบรอยบุ๋ม |
- แน่นหน้าตอนกลางคืน
ต้องลุกขึ้นมานั่ง
- อ่อนเพลียง่าย
ไม่มีแรง
- ข้อเท้าบวม
บวมท้องเนื่องจากมีการคั่งของน้ำและเกลือ
- น้ำหนักเพิ่มอย่างเร็ว
- ไอเรื้อรังโดยเฉพาะหากเสมหะมีเลือดปนออกมาต้องรีบไปพบแพทย ์เพราะนั้นคืออาการของน้ำท่วมปอด
- เบื่ออาการ
คลื่นไส้อาเจียนเนื่องจากระบบย่อยอาหารได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลง
- ความจำเสื่อม
มีการสับสน
- ใจสั่นหัวใจเต้นเร็ว
ปรึกษากับแพทย์ของท่านหากท่านมีโรคหัวใจอยู่ก่อนและเกิดอาการดังกล่าว
| อาการ |
ต้นเหตุ |
อาการของผู้ป่วย |
| แน่นหน้าอก |
เลือดคั่งในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงปอด |
เหนื่อยเวลาทำงานหนัก เหนื่อยเวลาพัก
เหนื่อยหรือแน่นหน้าอกเวลานอน |
| ไอเวลานอน |
เลือดคั่งในปอดและมีการรั่วของเลือดเข้าในปอด |
ไอเวลานอน แน่นหน้าอกเวลานอน
ต้องลุกนั่งจึงจะหาย |
| บวม |
เลือดไม่สามารถผ่านหัวใจ
เกิดการคั่งในเนื้อเยื่อ และมีการรั่ว |
บวมหลังเท้า ข้อเท้า ท้อง และมือ |
| อ่อนเพลีย ไม่มีแรง |
เนื่องจากหัวใจฉีดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อน้อย เกิดการคั่งของของเสีย |
อ่อนเพลีย ไม่มีแรงเดินหรือขึ้นบันได |
| คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร |
กระเพาะลำไส้ได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อย |
รู้สึกแน่นท้องตลอดเวลา |
| สับสน ความจำไม่ดี |
เนื่องจากมีคั่งของเกลือแร่ |
ผู้ป่วยมีอาการมึนงง ความจำไม่ดี |
| ใจสั่น |
หัวใจต้องเต้นเร็ว |
ใจสั่น เหนื่อยง่าย |
สิ่งที่ต้องบอกแพทย์เพื่อให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของโรค
สิ่งที่จะต้องบอกแพทย์เมื่อไปพบแพทย์
- ความรุนแรงของอาการ ไม่ว่าจะเป็นอาการแน่นหน้าอก หรือไอ บวม อ่อนเพลีย หรือเหนื่อย เช่น เดินเร็วจะเหนื่อย หรือนอนราบจะเหนื่อยเป็นต้น
- ความถี่ของอาการ เช่นทุกครั้งที่ขึ้นบันไดจะเหนื่อย หรือทุกครั้งที่นอนหงาย หรือเป็นทุกวันทุกคืน
- ระยะเวลาของอาการ เช่นบวมตอนสายตอนเช้าไม่บวม หรือแน่หน้าอกครั้งละ 20 นาทีเป็นต้น
- รูบแบบของอาการ เช่นเดินขึ้นบันไดจะเหนื่อย หรือ บวมตอนเช้า หรือ หยุดออกกำลังแล้วแน่หน้าอกหายไป
- ต้องบอกว่าเป็นที่ส่วนไหนให้ชัดเจน เช่นเหนื่อย หายใจหอบ
แพทย์จะตรวจอะไรบ้างเพื่อวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคหัวใจวายจะวินิจฉัยจากประวัติการหอบเหนื่อยหรืออาการบวม
และจากการตรวจร่างกายผู้ป่วยที่มีอาการและแพทย์ตรวจแล้วสงสัยว่าจะมีโรคหัวใจวายแพทย์จะตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการก็เพื่อหาสาเหตุ ประเมินความรุนแรงของโรคหัวใจวาย

- เจาะเลือดตรวจเพื่อดูการทำงานของตับและไต
- ตรวจปัสสาวะ
- X-RAY
ปอดและหัวใจเพื่อจะดูขนาดของหัวใจ
และดูว่ามีน้ำท่วมบอดหรือไม่ ผู้ป่วยหัวใจวายจะมีขนาดหัวใจโต
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่
กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวหรือไม่
การเต้นของหัวใจปกติหรือไม่

- ตรวจคลื่นเสียงหัวใจ
Echocardiography วิธีการตรวจเครื่องจะปล่อยคลื่นเสียงผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
คลื่นเสียงจะสะท้อนกลับมายังเครื่องรับ
ทำให้เราสามารถเห็นความหน้าของกล้ามเนื้อหัวใจ เห็นการบีบตัวของหัวใจเพื่อตรวจวัดว่าหัวใจบีบตัวดีหรือไม่
มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจหรือไม่
คนที่เป็นโรคหัวใจวายหัวใจจะมีการบีบตัวน้อยกว่าปกติ
กล้ามเนื้อหัวใจหนาหรือไม่
การตรวจนี้ไม่เจ็บปวดใช้เวลาประมาณไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
- การตรวจทางนิวเคลีย Radionuclide ventriculography
เพื่อวัดปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกไปในแต่ละครั้ง
- การตรวจด้วยวิธีการวิ่งบนสายพาน Treadmil Exercise เป็นการตรวจเพื่อดูว่าเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบหรือไม่
การแบ่งความรุนแรงของโรคหัวใจ
การแบ่งความรุนแรงของโรคหัวใจก็เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและดูแลตัว
แพทย์จะแบ่งความรุนแรงออกเป็น
4 ระดับดังนี้
| ความรุนแรง |
ปริมาณผู้ป่วย |
อาการของผู้ป่วย |
| I |
35% |
ผู้ป่วยไม่มีอาการ
สามารถทำงานได้เหมือนคนปกติ |
| II |
35% |
มีอาการเล็กน้อยเวลาทำงานปกติ
พักจะไม่เหนื่อย |
| III |
25% |
ไม่สามารถทำงานปกติได้เพราะเหนื่อย
เช่นเดินก็เหนื่อย
แต่พักจะไม่เหนื่อย |
| IV |
5% |
ไม่สามารถทำงานปกติเช่นการอาบน้ำ
การเดิน ขณะพักก็เหนื่อย. |
การรักษา
โรคหัวใจวายเป็นโรคที่มีการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมากพอจึงเกิดอาการของหัวใจวาย
โปรดจำไว้ว่าการรักษาโรคหัวใจวายไม่ใช่การรักษาแล้วหายขาด
การรักษาหัวใจวายเป็นการปรับให้ร่างกายสู่สมดุล
ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น
ผู้ป่วยจำเป็นต้องร่วมมือในการรักษาโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำรงชีวิต หลักการรักษามีดังนี้
การป้องกันโรคหัวใจวาย
โรคหัวใจเมื่อเป็นแล้วมักจะรักษาไม่หาย
ดังนั้นการป้องกันก่อนการเกิดโรคหัวใจวายเรียก Primary
prevention น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ เช่น
การออกกำลังกาย รับประทานอาหารคุณภาพหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม
รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เครียด งดการสูบบุหรี่
ดื่มสุราในปริมาณที่จำกัด
- รักษาโรคที่เป็นอยู่ เช่น การรักษาโรคความดันโลหิต การรักษาโรคเบาหวาน ไขมัน
หลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ
- ตรวจร่างกายประจำปีก่อนการเกิดโรคหัวใจ
- การรักษาโรคพื้นฐาน เช่น การเต้นหัวใจที่ผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคธัยรอยด์เป็นพิษ
จะพบแพทย์บ่อยแค่ไหน
ช่วงปรับยาอาจจะพบแพทย์ทุกอาทิตย์หลังจากปรับยาได้เหมาะสมแพทย์จะนัดห่างออกไป
จะพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร
ท่านควรไปพบแพทย์หากมีอาการดังกล่าวข้างต้น เช่นหากท่านรู้สึกเหนื่อยง่าย
นอนแล้วแน่นหน้าอก น้ำหนักขึ้น'หรือบวมเท้า ควรปรึกษาแพทย์
กลับหน้าเดิม |