การรักษาโรคเบาหวานด้วยยา
การรักษาเบาหวานมุ่งเน้นเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงปกติ
และป้องกันโรคแทรกซ้อนในระยะยาว
ในการรักษาเบาหวานมีหลักการที่สำคัญคือการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย
การรักษาจะไม่ได้ผลหากผู้ป่วยมาคุมอาหารหรือออกกำลังกาย ปัจจุบันการรักษาด้วยยาได้รับความนิยมใช้ในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่สองเนื่องจากปัจจัยดังต่อไปนี้
- มีหลักฐานยืนยันว่าการควบคุมเบาหวานที่ดีสามารถลดโรคแทรกที่เกิดจากเบาหวาน
- การวินิจฉัยเบาหวานใช้เกณฑ์
126 มก.%ทำให้เริ่มรักษาเบาหวานเร็วขึ้น
- ความปลอดภัยของยามีมากขึ้นเกิดภาวะน้ำตาลต่ำน้อยลง
แต่อย่างไรก็ตามก่อนให้ยาเม็ดลดระดับน้ำตาลควรได้ควบคุมอาหาร
และออกกำลังกายอย่างที่เสียก่อน
ยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในเลือดมีกี่ประเภท
เราแบ่งยาเม็ดลดระดับน้ำตาลออกเป็น
2 ประเภท
- เสริมการออกฤทธิ์ของอินซูลิน
Agents Enhancing the Effectiveness of Insulin
ยาในกลุ่มนี้ไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำยาในกลุ่มนี้ได้แก่
- ยาเพิ่มการหลั่งของอินซูลิน
Agents Augmentating the supply of Insulin
ยาในกลุ่มนี้เพิ่มการหลั่งของอินซูลิน
ได้แก่
ตารางแสดงยาลดน้ำตาล คุณสมบัติ
ขนาดและวิธีใช้
| ชื่อสามัญ |
ขนาดเม็ด
( มก) |
ขนาดยาต่อวัน
(มก.) |
วิธีการใช้
จำนวนครั้ง/วัน |
ระยะเวลาออกฤทธิ์
(ชม.) |
ทางขับยา |
| Metformin |
500,850 |
500-3000 |
2-3 หลังอาหาร |
5-6 |
ไต |
| Acarbose |
50,100 |
150-300 |
3 พร้อมอาหาร |
|
ไม่ถูกดูดซึม |
| Troglitazone |
200 |
200-600 |
1 |
9 |
|
Sulfonylurea |
| Tolbutamide |
500 |
500-3000 |
2-3 |
6-10 |
ไต 100% |
| Chlorpropamide |
250 |
125-500 |
1 |
24-72 |
ไต 100% |
| Glibenclamide |
5 |
2.5-30 |
1-2 |
20-24 |
ไต 50% |
| Glipizide |
5 |
2.5-30 |
2 |
12-14 |
ไต 85% |
| Glicazide |
80 |
40-320 |
1-2 |
10-15 |
ไต 60-70% |
| Gliquidone |
30 |
15-120 |
1-2 |
8-12 |
ไต5-10% |
| Glimepiride |
1,2,3 |
1-6 |
1 |
24 |
ไต 60% |
| Repaglinide |
1,2,3 |
1-16 |
3 |
|
|
ตารางเปรียบเทียบผลของยาเม็ดลดน้ำตาลในการรักษาเบาหวาน
ตารางเปรียบเทียบทางคลินิกของยาเม็ดลดน้ำตาล |
ชนิดของยา |
ตำแหน่งออกฤทธิ์ |
ผลต่อน้ำตาล |
FPG ที่ลด (มก.%) |
HbA1cที่ลด (%) |
| Acarbose |
ลำไส้เล็ก |
น้ำตาลหลังอาหาร |
16-20 |
0.5-1 |
| Metformin |
ตับ และลำไส้ |
ลดน้ำตาลตอนเช้า
และน้ำตาลทั้งวัน |
58 |
1-2 |
| Repaglinide |
เบตาเซลล์ |
น้ำตาลหลังอาหารและน้ำตาลหลังอาหาร |
|
1-2 |
| Sulfonylurea |
เบตาเซลล์ |
ลดน้ำตาลตอนเช้า
และน้ำตาลทั้งวัน |
50-60 |
1-2 |
| Troglitazone |
กล้ามเนื้อ และไขมัน |
ลดน้ำตาลตอนเช้า
และน้ำตาลหลังอาหาร |
25-40 |
0.5-1.5 |
ท่านควรจะมีความรู้เรื่องยาที่รับประทานอะไรบ้าง
- ทราบชื่อยาและขนาดที่ท่านรับประทาน หากไม่ทราบชื่อยาก็ควรจะทราบลักษณะรูปร่าง
สีของเม็ดยา เมื่อเวลาเจ็บป่วยควรจะแจ้งแพทย์ว่าท่านกำลังรับประทานยาลดน้ำตาลอยู่
วิธีที่ดีที่สุดคือให้แพทย์ที่รักษาเบาหวานให้ท่านจดชื่อยาไว้ในสมุดประจำตัวของท่าน
- ทราบกลไกการออกฤทธิ์ของยา ทราบว่าควรจะรับประทานเวลาใดยาจึงออกฤทธิ์ได้สูงสุด
และมีผลข้างเคียงอย่างไร
- ทราบขนาดสูงสุดของยา การเพิ่มยาด้วยตัวเองอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน
- ทราบผลข้างเคียงของยา โดยเฉพาะภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและวิธีแก้ไข
- ทราบข้อห้ามในการใช้ยา
ข้อห้ามทั่วไปในการใช้ยาเบาหวานชนิดรับประทาน
- เป็นเบาหวานชนิดที่ 1
- ภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- อยู่ระหว่างการผ่าตัดใหญ่
- ภาวะติดเชื้อ,เครียด,หรือได้รับอุบัติเหตุที่รุนแรง
- ผู้ป่วยที่มีโรคตับหรือโรคไต
|
เมื่อรับประทานยาลดน้ำตาลในเลือดควรปฏิบัติตัวอย่างไร
- รับประทานอาหารให้สม่ำเสมอ และตรงต่อเวลา
- รับประทานยาตามมื้อที่แพทย์สั่ง
- หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา
- ควรทราบผลข้างเคียงของยาโดยสอบถามจากแพทย์หรือศึกษาจากคู่มือในการใช้ยา
เมื่อสงสัยว่าจะเกิดอาการแพ้ยาควรปรึกษาแพทย์
- ควรแจ้งแพทย์ว่ามีประวัติแพ้ยาอะไรบ้าง
- ควรทราบวิธีแก้ไขเมื่อมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ
- ทราบวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเวลาเจ็บป่วย
- หากการควบคุมน้ำตาลยังไม่ดีควรจะเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน
วิธีป้องกันมิให้ลืมรับประทานยา
- รับประทานยาเวลาเดียวกันทุกวัน
- รับประทานยาเวลาเดียวกับยาอื่นๆที่ใช้อยู่ หรือสัมพันธ์กับกิจกรรมอื่น
เช่นหลังแปรงฟัน
- เก็บยาไว้ในที่มองหาง่ายและหยิบง่าย ไม่ต้องแช่เย็น
- ให้ความสนใจมื้อที่มักลืมเสมอ
- แบ่งขนาดยาเป็นมื้อๆต่อวัน
ถ้าลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร
หากลืมรับประทานยา
1-2 ชั่วโมงก็ให้รับประทานยามื้อนั้น ยกเว้นยากลุ่ม Acarbose หากจำได้เมื่อถึงยามื้อต่อไปก็ไม่ต้องเพิ่มยา
ถ้าวันไหนรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ
สามารถเพิ่มยารับประทานได้หรือไม่
โดยปกติมักจะแนะนำให้รับประทานอาหารในปริมาณที่สม่ำเสมอ
ไม่ควรรับประทานมากเมื่ออาหารถูกปาก
หรือลดปริมาณอาหารเมื่ออาหารไม่ถูกปากเพราะจะทำให้การควบคุมเบาหวานยาก
มีการแกว่งของระดับน้ำตาล ดังนั้นเราไม่สามารถรับยาเพิ่ม นอกเสียจากยากลุ่ม Repaglinide ซึ่งออกฤทธ์เร็วอาจจะปรับขนาดยาตามปริมาณอาหารที่รับประทาน
ถ้าหากรับประทานอาหารไม่เป็นเวลาควรทำอย่างไร
ไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยๆ
เพราะอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนเช่นน้ำตาลสูงหรือต่ำเกินไป
ในกรณีที่สุดวิสัยอาจจะต้องเตรียมตัว เช่นพกนมไว้ 1
กล่องดื่มขณะที่รถติดไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามเวลา อาจจะใช้ยา Repaglinide เป็นตัวเลือกเพราะยาตัวนี้จะรับประทานก่อนอาหาร 15
นาทีจะแก้ปัญหาเรื่องรับประทานไม่เป็นเวลาได้
กรณีเจ็บป่วยรับประทานอาหารไม่ได้ต้องหยุดยาหรือไม่
กรณีที่ร่างกายเราเจ็บป่วยจะเกิดความเครียด
ระดับน้ำตาลมักจะสูงดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องหยุดยา
หากรับประทานอาหารตามปกติไม่ได้อาจจะรับประทานซุป น้ำผลไม้ ขนมปังแทน
คนที่เป็นเบาหวานหากตั้งครรภ์จะทำอย่างไร
หากท่านเป็นเบาหวานรับประทานยาเม็ดอยู่เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์
ท่านต้องรีบรายงานแพทย์โดยด่วนเพื่อแพทย์จะได้เปลี่ยนยารับประทานเป็นอินซูลิน
เนื่องจากยารับประทานอาจจะไหลผ่านจากรกไปสู่ลูกคุณได้
เมื่อคลอดบุตรแล้วอาจจะให้ยารับประทานใหม่
ผู้ป่วยที่มีน้ำตาลในเลือด
126-140 มก.%จะใช้ยาอะไรดี
จากตารางจะเป็นแนวทางการเลือกใช้ยาเม็ดลดน้ำตาล
หากผู้ป่วยมี HbA1c
สูงเล็กน้อยและ
น้ำตาลหลังอดอาหาร[fasting blood sugar]อยู่ระหว่าง
126-140 มก.% ให้เลือกใช้ acrbose
ผู้ป่วยกลุ่มนี้หากเป็นคนอ้วนให้ใช้
Metformin แทน แต่ถ้าสงสัยว่าจะมี
insulin resistant โดยตรวจพบว่ามี central obesity
คือมีอัตราส่วนของรอบเอวต่อรอบสะโพกมากกว่า
1 หรือ 0.8
ในชายและหญิงตามลำดับให้ใช้
Troglitazone
ผู้ป่วยที่มีน้ำตาลในเลือด >140 มก.%จะใช้ยาอะไรดี
ให้ใช้กลุ่ม sulfonylurea
โดยเริ่มใช้ยาในขนาดต่ำ
ถ้าน้ำตาลมากกว่า 250 มก.%ให้เริ่มยาครั้งละ
1 เม็ด ถ้า น้ำตาลมากว่า200 มก.%
HbA1c>10% ให้เริ่มยาลดน้ำตาล 2
ชนิด |