Sulfonylureas

ยากลุ่มนี้ดูดซึมได้ดีเมื่อให้ยาก่อนอาหาร ยาถูกขับออกทางไตเป็นส่วนใหญ่ ยาชนิดต่างๆในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์คล้ายกัน ประสิทธิภาพคล้ายกัน แต่ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ต่างกัน ดังนั้นจึงห้ามใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกัน ควรรับประทานยาก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง

กลไกการออกฤทธิ์ของยา

  1. กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน จาก beta cells ของตับอ่อน พบว่าการกระตุ้นเกิดเพียงชั่วคราว 3-6 เดือนหลังจากนั้นการหลั่งของอินซูลินจะมีลักษณะเหมือนก่อนรักษา
  2. กดการสร้าง glucose ที่ตับ
  3. เพิ่มความสามารถของอินซูลิน

ข้อบ่งชี้ในการใช้  

ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาในกลุ่มนี้ได้ดีมีลักษณะดังนี้

  1. เป็นเบาหวานน้อยกว่า 5 ปีเป็นเบาหวานชนิดที่สอง
  2. อายุมากกว่า 40 ปี
  3. อ้วน
  4. น้ำตาลก่อนอาหารเช้าน้อยกว่า 200 มก.%
  5. ถ้าเคยได้รับอินซูลินมาก่อน ควรน้อยกว่า 40ยูนิตต่อวัน

ข้อห้ามใช้ยาในกลุ่มนี้

  1. เป็นเบาหวานชนิดที่หนึ่ง
  2. ผู้ป่วยถูกตัดตับอ่อนออกหมด
  3. มีโรคแทรกซ้อนของเบาหวานอย่งเฉียบพลัน
  4. มีภาวะติดเชื้ออย่างรุนแรง
  5. มีโรคตับหรือไต
  6. ระหว่างผ่าตัดใหญ่
  7. ระยะตั้งครรภ์
  8. มีประวัติแพ้ยากลุ่ม ซัลโฟนาไมด์
  9. ในภาวะช็อก

ผลข้างเคียงของยา

  1. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ อายุมากกว่า 70 ปี ภาวะขาดอาหาร ติดสุรา การทำงานของไตผิดปกติ
  2. ภาวะเกลือแร่โซเดียมต่ำ [Hyponatremia]
  3. มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 2.8 กิโลกรัม
  4. เกร็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวต่ำ
  5. ผื่นแพ้ตามผิวหนัง

ยาในกลุ่มนี้มีอะไรบ้าง

ยา

ขนาดยาต่อวัน (มก)

จำนวนครั้งต่อวัน

ระยะการออกฤทธิ์

Tolbutamide[500 มก.]

500-3000

2-3

6-10

Chlorpropamide[250 มก.]

100-500

1

24-72

Gliquidone [30 มก.]

15-120

1-2

8-12

Glicazide[80 มก.]

80-320

1-2

10-20

Glipizide[5 มก.]

2.5-40

1-2

12-16

Glibenclamide[5]มก.

2.5-20

1-2

16-24

Glimepiride[2,4,8 มก.]

1-8

1

24

Repaglinide.5,1,2 1-8 3 4-6

การเลือกและติดตามการใช้ยา

  • การรักษาอาจจะเริ่มด้วยยาชนิดใดก็ได้ แต่ควรจะคำนึงถึงราคายา และความสะดวกในการใช้ยาด้วย เพราะต้องใช้ระยะยาว
  • ผู้สูงอายุไม่ควรใช้ยา Chlorpropamide และ Glibenclamide เพราะมีโอกาสทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
  • Chlorpropamide ยังอาจจะทำให้มีโซเดียมในเลือดต่ำจึงไม่ควรใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะและระวังทำให้เกิดหัวใจวาย
  • ในแง่ของการออกฤทธิ์ glipizide มีฤทธิ์สั้นกว่าและอ่อนกว่า glibenclamide โอกาสที่จะทำให้น้ำตาลต่ำอาจจะมีน้อยกว่า
  • ควรจะเริ่มใช้ขนาดน้อยๆก่อน เช่นครึ่งเม็ดต่อวันก่อนอาหารหนึ่งชั่วโมง แล้วจึงค่อยเพิ่มขนาดทุก 1-2 สัปดาห์ เมื่อคุมระดับเบาหวานได้ดีแล้วควรจะลดขนาดของยาให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ยังควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี การใช้ยาในขนากเดิมในระยะนี้อาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

การตอบสนองต่อยา

  • ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ ต่อมาการตอบสนองจะลดลงไปเรื่อยๆเรียกว่าเกิด secondary drug failure พบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยต่อปี ดังนั้นเมื่อรักษาผู้ป่วยไปได้ 10 ปีผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจจะไม่ตอบสนองต่อยานี้ และต้องใช้อินซูลิน
  • ผู้ป่วยบางรายไม่ตอบสนองต่อยากลุ่มนี้อาจจะเกิดจากการไม่ควบคุมอาหาร การมีภาวะเครียด เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง โรคติดเชื้อ การบาดเจ็บ หลังฉีดอินซูลินไประยะหนึ่งจนระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมา และรอจนภาวะเครียดหายไปหรือจนคุมอาหารได้ดีขึ้นผู้ป่วยอาจจะกลับมาใช้ยาเม็ดได้อีก

Repaglinide

ยาลดน้ำตาลชนิดนี้ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินซูลิน แต่ยานี้จะออกฤทธิ์เร็ว หลังรับประทานยา 15 นาทียาก็ออกฤทธิ์ทำให้ระดับน้ำตาลหลังอาหารลดลง เนื่องจากออกฤทธิ์สั้นจึงป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำได้

ข้อบ่งชี้ในการใช้

  • เบาหวานชนิดที่2โดยใช้ยานี้ร่วมกับการออกกำลังกายและคุมอาหาร
  • สามารถใช้ยานี้ร่วมกับยา Metformin

ข้อควรระวัง และข้อห้ามใช้

  • ผู้ป่วยที่แพ้ยานี้
  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่1
  • ตั้งครรภ์ เลี้ยงลูกด้วยนม
  • เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

Google