โรคเบาหวานกับการตั้งครรภ์ | การเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์ | โรคเบาหวานกับคุณสุภาพสตรี
โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
หญิงที่ไม่เคยเป็นเบาหวานมาก่อน
และเกิดตรวจพบระดับน้ำตาลสูงถึงขั้นเบาหวาน อาจจะรักษาด้วยการฉีดยา
หรือโดยการควบคุมอาหารขณะตั้งครรภ์
สาเหตุไม่ทราบแน่ชัดแต่เชื่อว่าเกิดจากรก
[placenta]
สร้างฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตของทารก
ฮอร์โมนนี้ทำให้ความไวต่ออินซูลินลดลง
เกิด ภาวะ insulin resistance
ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นเมื่อคลอดแล้วระดับน้ำตาลจะลดลง
หญิงคนไหนเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
การเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถเกิดได้กับคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง
เมื่อคลอดแล้วเบาหวานก็จะหายไป
ผู้ที่ตั้งครรภ์และมีลักษณะดังต่อไปนี้ควรจะได้รับการทดสอบน้ำตาล
หากการทดสอบให้ผลลบควรจะตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อตั้งครรภ์ 24-48 สัปดาห์
- อายุมากกว่า 25ปี
- มีน้ำหนักเกินก่อนตั้งครรภ์
- มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
- เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ
- เคยคลอดเด็กที่มีน้ำหนักมาก
- เคยคลอดเด็กที่เสียชีวิตในครรภ์
หญิงกลุ่มนี้ควรตรวจหาน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ตั้งครรภ์ประมาณ
6 เดือน
หญิงคนไหนเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภต่ำ
- อายุน้อยกว่า 25ปี
- น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ปกติ
- ไม่มีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน
- ไม่มีประวัติคลอดบุตรผิดปกติ
- ไม่เป็น impair fasting glucose
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจน้ำตาลขณะตั้งครรภ์
การตรวจวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์
เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีผลอย่างไรกับทารกและมารดา
อินซูลินที่มีมากในมารดาไม่สามารถผ่านรกไปสู่ทารกได้
แต่น้ำตาลและสารอาหารจำนวนจากผ่านจากแม่ไปสู่ทารกทำให้ตับอ่อนของทารกต้องสร้างอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาล
ผลคือทารกจะอ้วน [macrosomia]
ซึ่งอาจทำให้เด็กคลอดยาก
และอาจมีบาดเจ็บต่อไหล่
หลังคลอดอาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำเนื่องจากอินซูลินในเลือดสูง
เด็กบางรายอาจมีปัญหาระบบหายใจ
เด็กกลุ่มนี้โตขึ้นจะมีแนวโน้มเป็นเบาหวาน
สำหรับมารดาก็เกิดความดันโลหิตสูงได้ง่ายโรคแทรกซ้อนต่างๆที่อาจเกิดได้แก่
- เด็กพิการแต่กำเนิดเช่น
หัวใจ สมอง ไตพบได้น้อยมากในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์เนื่องจากอวัยวะเด็กจะเริ่มสร้างเมื่ออายุครรภ์
13
สัปดาห์แต่โรคเบาหวานมักจะเกิดหลัง
12 สัปดาห์แล้ว
- เด็กตัวโตดังกล่าวข้องต้น
- เด็กที่เกิดมามีโอกาสเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
- เกิดครรภ์เป็นพิษได้สูงกว่าคนทั่วไปซึ่งคนท้องจะมีความดันโลหิตสูง
ถ้าสูงมากคุณแม่อาจจะชักได้
- น้ำคล่ำมากไปทำให้คุณแม่อึกอัด
- ทางเดินปัสสาวะอักเสบซึ่งอาจจะลุกลามไปไตได้
- เด็กเกิดมาหายใจหอบเนื่องจากปอดเด็กยังทำงานไม่ได้เต็มที่
การเฝ้าติดตามผลน้ำตาลและสุขภาพเด็ก
- ควรเจาะน้ำตาลในเลือดเพื่อปรับขนาดยา
สำหรับผู้ที่รักษาเบาหวานโดยการฉีดอินซูลินควรจะเจาะน้ำตาลหลังอาหารดีกว่าน้ำตาลก่อนอาหาร
- ไม่แนะนำให้ตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะเนื่องจากไม่เพียงพอ
- ควรจะตรวจความดันโลหิตและปริมาณไข่ขาวในปัสสาวะเพื่อเฝ้าติดตามเรื่องความดันโลหิต
- ตรวจทารกโดยใช่คลื่นเสียงความถี่สูงเมื่อเด็กอายุ 6-7เดือน
การรักษา
เป้าหมายของการรักษาคือลดระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงคนปกติให้มากที่สุด
โดยการ คุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
และการฉีดอินซูลิน
และควรจะเจาะเลือดเพื่อปรับขนาดอินซูลิน
- ปรึกษาโภชนากรเพื่อควบคุมอาหารให้มีสารอาหารเพียงพอสำหรับเด็กและมารดา
และไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
- ผู้ป่วยที่อ้วน BMI>30 ให้ลดพลังงานลง 30-33%(ประมาณ1800
กิโลแคลอรี)
- ให้ใช้อินซูลินเมื่อคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วระดับน้ำตาลก่อนอาหารเช้ายังสูงกว่า
95 มก.%
หรือระดับน้ำตาลหลังอาหาร 2
ชม.มากกว่า 120 มก.%
น้ำตาลหลังอาหาร 1-h postprandial whole blood glucose 140 mg/dl (7.8 mmol/l)
1-h postprandial plasma glucose 155 mg/dl (8.6 mmol/l)
หรือ 2-h postprandial whole blood glucose 120 mg/dl (6.7 mmol/l) 2-h postprandial plasma glucose
130 mg/dl (7.2 mmol/l)
แนะนำให้ออกกำลังกาย
ไม่ใช้ยาเม็ดลดน้ำตาล
ให้ใช้อินซูลินที่มีโครงสร้างเหมือนคน [human insulin]
แนะนำให้คลอดเมื่อตั้งครรภ์ประมาณ
38 สัปดาห์
เนื่องจากหากอายุครรภ์มากกว่านี้โอกาสที่เด็กจะอ้วนมีมาก
แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมมารดา
การติดตามโรค
- ควรเจาะน้ำตาลตรวจหาระดับน้ำตาลทุกวันซึ่งจะให้ผลดีกว่าการเจาะเลือดนานๆครั้ง
- ไม่ควรใช้วิธีการตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะในการปรับยา
แต่ควรตรวจหา
คีโตนในปัสสาวะเพื่อดูว่าพลังงานที่ได้เพียงพอหรือไม่
- เมื่อแม่มาตรวจควรวัดความดันโลหิต
และตรวจไข่ขาวในปัสสาวะ
หลังจากคลอดแล้วจะเป็นเบาหวานจะหายหรือไม่
หลังคลอดบุตรเบาหวานจะหายไป
หากตั้งครรภ์อีกโอกาสจะเป็นเบาหวาน
2/3 หลังคลอด 6
สัปดาห์ควรเจาะหาระดับน้ำตาล
ถ้าปกติให้เจาะเลือดทุก 3 ปี
เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่สอง
ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิต
- ลดน้ำหนัก
ซึงจะป้องเบาหวานชนิดที่สองได้
- รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ
เพิ่มผัก ผลไม้
ลดอาหารไขมันโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว
- การออกกำลังกาย
ซึ่งป้องกัน insulin resistant
|