แบ่งผู้หญิงขณะตั้งครรภ์เป็น3กลุ่มดังนี้
- กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์[GDM]ได้แก่
- ความอ้วน
- อายุมากกว่า 25ปี
- มีน้ำหนักเกินก่อนตั้งครรภ์
- มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
- เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ
- เคยคลอดเด็กที่มีน้ำหนักมาก
- เคยคลอดเด็กที่เสียชีวิตในครรภ์
- กลุ่มที่เสี่ยงปานกลาง คือกลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์ทั้งสองกลุ่ม
- กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำได้แก่
- อายุน้อยกว่า25ปี
- น้ำหนักของหญิงก่อนตั้งครรภ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อนปกติ
- ไม่พบความผิดปกติในการตรวจน้ำตาล
- ไม่พบผู้ป่วยเบาหวานในครอบครัวสายตรง
- พบ [GDM] ในชุมชนต่ำ
ในกลุ่มเสี่ยงสูงให้ตรวจหากลูโคสในเลือดให้เร็วที่สุด หากปกติให้ตรวจอีกครั้งเมื่อตั้งครรภ์24-48สัปดาห์
ในกลุ่มเสี่ยงปานกลางให้ตรวจหากลูโคสเมื่อตั้งครรภ์24-48สัปดาห์
ในกลุ่มเสี่ยงต่ำไม่ต้องตรวจหากลูโคส
|
|
วิธีการตรวจ
ให้เจาะวัดระดับกลูโคสในพลาสมาหลังการอดอาหารอย่างน้อย8ชั่วโมง [fasting plasma glucose :FPG] > 126มก.% หรือ การสุ่มวัดระดับกลูโคสในพลาสมา [random plasma glucose:RPG] โดยไม่กำหนดเวลาอดอาหาร >200 มก.%ให้วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน หากน้ำตาลต่ำกว่านี้ให้ทดสอบว่าเป็น GDM หรือไม่ มีสองวิธี
- ทดสอบความทนทานกลูโคส [oral glucose tolerance test:OGTT] โดยการกินกลูโคส100กรัมแล้วเจาะหากลูโคสที่ 1 ,2,3 ชั่วโมง ต้องงดอาหาร8-14ชั่วโมง และกินอาหารไม่จำกัด[glucose>150 gram/day]เป็นเวลา3วันผู้ป่วยนั่งและไม่สูบบุหรี่ตลอดการทดสอบและ ระดับน้ำตาลต้องเท่ากับหรือเกินค่าในตารางอย่างน้อย 2 ค่า
- การทดสอบความทนทานกลูโคส [glucose challenge test: GCT] โดยการกินกลูโคส 50กรัมแล้วเจาะหากลูโคสถ้าพบว่าสูงกว่า140 มก.%ให้ทำตามข้อ1ต่อไป
| มก.% | mmol/l | |
| กลูโคสหลังงดอาหาร8-14 ชม. | 95 | 5.3 |
| 1-ชั่วโมงหลังกินกลูโคส | 180 |
10.0 |
2-ชั่วโมงหลังกินกลูโคส |
155 | 8.6 |
3-ชั่วโมงหลังกินกลูโคส |
140 | 7.8 |