|
ไตวายและไตวายเรื้อรัง
ไตวายเรื้อรังเป็นภาวะที่ไตสูญเสียหน้าที่อย่างเรื้อรัง ทำให้เกิดการคั่งของของเสียและน้ำ
ไตคืออะไร
ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายในการขับของเสีย
และควบคุมปริมาณสารน้ำและเกลือแร่ในร่างกายให้สมดุล
ปกติมีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วเท่ากำปั้น
มีอยู่ 2 อัน
ถ้าไตข้างใดข้างหนึ่งเสียไตอีกข้างสามารถทำหน้าที่แทนได้
เมื่อไตเสียหน้าที่ทั้ง 2
ข้าง คือไม่สามารถกรองของเสียหรือที่เรียกว่าไตวายก็จะเกิดอาการซึ่งเกิดจากการคั่งของของเสีย
และการคั่งของน้ำและเกลือแร่
และการเสียสมดุลของฮอร์โมนของร่างกาย
ไต
มีหน้าที่อะไร
- ขับถ่ายของเสียที่เกิดจาการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน
หากของเสียพวกนี้คั่งมากๆ
จะมีอาการมึนงง เบื่ออาหาร
หมดสติ และอาเจียน
- ควบคุมปริมาณน้ำ
และเกลือแร่ที่เกินความจำเป็น
โดยขับออกทางปัสสาวะ
- ผลิต
และควบคุมการทำงานของฮอร์โมน
เช่นฮอร์โมนที่ควบคุมปริมาณแคลเซี่ยม
และฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงฮอร์โมนที่ไตผลิตได้แก่
- Erythropoietin
ทำหน้าที่กระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง
- Renin
ทำหน้าที่ควบคุมความดันโลหิต
- vitamin D
ทำหน้าที่สร้างกระดูก
ไตวายเรื้อรัง
เกิดจากอะไร
- เกิดจากกรวยไตอักเสบเรื้อรัง
- เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบตัน
- จางทางเดินปัสสาวะอุดตัน
เช่น นิ่ว
- โรคเบาหวาน
- จากโรค
SLE
- จากยาบางชนิด
อาการของไตวาย
เมื่อไตเริ่มวายผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการ
แต่เมื่อไตเริ่มเสื่อมมากขึ้นผู้ป่วยจะปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยขึ้นเนื่องจากไตไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับ
นอกจากปัสสาวะตอนกลางคืนแล้วผู้ป่วยยังมีอาการเหนื่อยง่าย
อ่อนเพลีย ความจำไม่ดี
นอกจากนี้ยังมีอาการตามระบบต่างๆดังนี้
- ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
[ neuromuscular] จะมีการกระตุกของกล้ามเนื้อ
ปลายเท้าปลายมือชาเนื่องจากปลายประสาทอักเสบ [peripheral neuropathy ]
เป็นตะคริว และชัก
- ระบบทางเดินอาหาร
[gastrointestinal] เบื่ออาหาร
คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ
เป็นอาการที่พบที่พบทุกราย
ถ้าไตวายมากขึ้นบางรายมีเลือดออกทางเดินอาหาร
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด
[ cardiovascular ]
ถ้าไตวายมากมีการคั่งของเกลือและน้ำจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
มีอาการบวมเนื่องจากหัวใจวาย
บางรายมีอาการมีอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
[ pericarditis ]
- ผิวหนัง
มีอาการคัน ผิวจะมีสีเหลือง-น้ำตาล
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การตรวจ CBC พบว่ามีซีดเนื่องจากไตสร้างฮอร์โมนน้อยลง
- การตรวจปัสสาวะพบว่ามีไข่ขาวในปัสสาวะ
- ตรวจการทำงานของไตโดยตรวจค่า creatinin ค่าปกติอยู่ระหว่าง 0.6-1.2 mg%
- การตรวจ
creatinin clearance โดยการเก็บปัสสาวะ 24
ชั่วโมงหาสาร creatinin
ในปัสสาวะและเจาะเลือดหาสาร
creatinin นำมาคำนวณค่าปกติ 97-137
มิลิลิตรต่อนาที 88-128
มิลิลิตรต่อนาทีสำหรับชายและหญิงตามลำดับ
- การตรวจหา
BUN [blood urea nitrogen]ค่าปกติไมเกิน 20 mg%
- การตรวจเกลือแร่
พบว่าเลือดจะเป็นกรดมีค่า CO2อยู่ระหว่าง
15-20 mmol/L Calciumในเลือดจะต่ำ Phosphate
ในเลือดสูง
- การตรวจเพื่อประเมินขนาดไตโดยอาจจะใช้
ultrasound หรือ CT
การรักษา
การรักษาต้องรักษาปัจจัยที่ทำให้ไตเสื่อมมากขึ้น
เช่น ภาวะขาดน้ำ
ยาที่มีพิษต่อไต หัวใจวาย
การติดเชื้อ
หลักการรักษาไตวายประกอบด้วย
- การควบคุมอาหารสำหรับโรคไต
- การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
- การล้างไตผ่านทางท้อง
- การเปลี่ยนไต
การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
Hemodialysis
การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นการนำเลือดผ่านเข้าเครื่องไตเทียมผ่านไปยังเยื่อ
Hemodialyzer ซึ่งเป็น semipermeable
membrane
ซึ่งจะกรองเอาของเสียออก
เลือดที่ผ่านการกรองก็จะกลับเข้าสู่เครื่องไตเทียม
และเข้าสู่ร่างกาย
ทำให้กำจัดของเสีย คุมความสมดุลของน้ำและเกลือแร่
และรักษาระดับความดันให้ปกติ
การเตรียมการก่อนฟอกเลือด
ก่อนฟอกเลือดจะต้องมีการนำเลือดจากหลอดเลือดมาฟอกโดยทำได้
2 วิธี
- ใช้เข็มเจาะเข้าหลอดเลือดที่หลอดเลือดบริเวณคด
และหลอดเลือดขาหนีบ
วิธีนี้ใช้ฟอกเลือดได้ 2-6
สัปดาห์
- วิธีที่สองเป็นการต่อหลอดเลือดแดง
และดำ [arteriovenous [ A-V] fistular
]หลังต่อหลอดเลือดดำจะพองและขยายทำให้สามารถใช้เข็มเจาะเอาเลือดไปฟอกได้
วิธีนี้เป็นวิธีการถาวรแต่ต้องใช้เวลาให้หลอดเลือดดำพองตัว
ขณะฟอกท่านสามารถอ่านหนังสือหรือรับประทานอาหารได้
ใช้เวลาฟอก 2-4 ชั่วโมง
อาทิตย์ละ2-3 ครั้ง
โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ
พบได้บ่อยคือ
ความดันโลหิตต่ำ
อาจเกิดจากผู้ป่วยกินยาลดความดันโลหิตก่อนฟอกและตะคริว
เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่เร็วเกินไป
ใช้เวลาในการปรับตัวหลายเดือน โรคแทรกซ้อนที่พบได้น้อยได้แก่
ไข้ เลือดออกทางเดินอาหาร คัน
นอนไม่หลับเป็นต้น
ข้อห้ามการฟอกเลือดคือ
ความดันโลหิตต่ำ และเลือดออก
ข้อปฏิบัติก่อนการฟอกเลือด
- ควรงดรับประทานยาลดความดันโลหิตก่อนฟอก
4-6 ชั่วโมง
- ถ้ามีการเสียเลือดมาก
เช่นมีประจำเดือน อุจาระดำ
อาเจียนเป็นเลือด
ให้แจ้งแพทย์ก่อนฟอกเลือดทุกครั้ง
การปฏิบัติตนขณะฟอกเลือด
- แขนข้างที่กำลังฟอกให้อยู่นิ่งๆ
- เตรียมอาหารมารับประทานขณะฟอกเลือด
- ถ้ามีอาการเวียนศีรษะ
ใจสั่น
ขณะฟอกให้แจ้งพยาบาลผู้ดูแลทันที
ข้อควรปฏิบัติหลังฟอกเลือด
- หลังการฟอกเลือดใหม่จะมีการห้ามเลือดโดยใช้พลาสเตอร์หรือผ้ากอซปิด
เมื่อเลือดหยุดจึงเอาผ้าก๊อซออกและติดพลาสเตอร์
- รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
- รับประทานอาหารตามคำแนะนำดังกล่าวมาแล้ว
- ชั่งน้ำหนักทุกวัน
โดยควบคุมมิให้น้ำหนักเพิ่มเกินวันละ 0.5 กก.
- หลังการฟอกเลือดให้ระวังการถูกกระแทกแรงๆเพราะจะทำให้เกิดช้ำได้
การรับประทานอาหาร
- ให้รับประทานโปรตีนจากเนื้อปลา
แทนจากถั่วและผัก
- เลือกอาหารที่มีโพแทสเซียมไม่สูงไม่ต่ำเนื่องจากสูงหรือต่ำไปจะทำให้เกิดผลเสียต่อหัวใจ
- จำกัดน้ำดื่มมิให้น้ำหนักเพิ่มเกินวันละ
0.5 กิโลกรัม
- งดอาหารเค็ม
- งดอาหารที่มี
phosphate สูงดังกล่าวข้างต้น
การล้างไตผ่านทางท้อง
หลักการฟอกไตวิธีนี้คือการใส่สายเข้าไปในช่องท้อง
แล้วใส่น้ำยาเข้าในช่องท้องเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงปล่อยออก
การฟอกมีด้วยกันหลายวิธี
เช่น
- Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis (CAPD)
- Continuous Cyclic Peritoneal Dialysis (CCPD)
- Intermittent Peritoneal Dialysis (IPD)
ระยะเวลาในการฟอกขึ้นกับวิธีการฟอก
เช่น (CAPD)
ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ,(CCPD)ใช้เวลา
12 ชั่วโมง
โรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือ
ช่องท้องอักเสบ
ป้องกันโดยทำการล้างท้องแบบปราศจากเชื้อ
การดูแลหลังสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายที่ล้างไตผ่านทางหน้าท้อง
เนื่องจากผู้ที่ล้างไตผ่านทางหน้าท้องจะมีน้ำในท้อง
และกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรง
การยกของหนักจะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ง่ายจึงมีคำแนะนำดังนี้
- คำนึงถึงน้ำหนักที่จะยกว่าหนักไปหรือไม่
- ให้ยกของใกล้ตัวมากที่สุด
- เวลาจะยกของให้กางขาออก เก้าเท้าไปข้างหน้าหนึ่งเท้า
- ให้ย่อเข่าแทนการก้ม
- อย่ายกของจากที่ชั้นที่สูง
- อย่ายกของและบิดเอว
-
การเปลี่ยนไต
คือการนำไตที่ไม่เป็นโรคมาผ่าตัดให้กับคนที่เป็นโรคไตวาย
วิธีการได้มา
อาจจะนำจากผู้ป่วยที่สมองตายแล้ว
หรือจากการบริจาคของญาติ
และเพื่อน
ก่อนการเปลี่ยนไตแพทย์จะต้องตรวจเลือดและเนื้อเยื่อว่าเข้ากับผู้ป่วยหรือไม่เพื่อป้องกันการปฏิเสธเนื้อเยื่อ
หลังการเปลี่ยนไตแพทย์จะให้ยากดภูมิรับประทาน
การออกกำลังกายในผู้ป่วยไตวาย การตรวจการทำงานของไต |