โรค SLE คืออะไร
คนปกติจะมีระบบต่อสู้กับเชื้อโรคเรียกภูมิคุ้มกัน
ถ้าภูมิคุมกันของคนเสียจากเชื้อไวรัส
HIV
เรียกโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรค
AIDS
ร่างกายจะไม่สามารถสร้างภูมิต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมได้
ในทางตรงกันข้ามภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากเกินไป และจำเนื้อเยื่อตัวเองไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อตัวเราเรียก
autoimmune disease
ทำให้เนื้อเยื่อนั้นเกิดการอักเสบและถูกทำลาย
โดยคำจำกัดความหมายถึงโรคเรื้อรังที่เกิดระบบภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง เนื้อเยื่อที่มักเกิดอาการได้แก่
ข้อ joint ,ผิวหนัง skin, ไต kidneys, หัวใจ heart,
ปอด lungs, หลอดเลือด blood
vessels,
และสมอง brain.ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นๆหายๆ
ผู้ป่วย SLE
รักษาไม่หายแต่สามารถมีคุณภาพีชีวิตใกล้เคียงคนปกติ
ผู้ป่วยต้องทราบว่าโรคนี้จะมีบางช่วงที่ปราศจากอาการเรียก
remission
บางช่วงก็มีระยะที่เกิดโรคกำเริบเรียก
flares
ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีป้องกันโรคกำเริบและรู้วิธีรักษาโรคนี้มักจะเป็นในผู้หญิงแต่ไม่เป็นกรรมพันธุ์
โรค SLE มีได้หลายลักษณะดังนี้
- Systemic lupus erythematosus (SLE)
หมายถึงโรคที่มีการทำอักเสบและมีการทำลายเนื้อเยื่อหลายอวัยวะ
เช่น ผิวหนัง ไต ข้อ หัวใจ
- Discoid lupus erythematosus โรคที่เป็นเฉพาะผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณหน้า
หนังศีรษะ
ผู้ป่วยจำนวนไม่มากที่เปลี่ยนไปเป็น SLE
- Drug-induced lupus
เป็นกลุ่มโรคที่มีอาการเหมือน
SLE เช่น มีผื่น ข้ออักเสบ
มีไข้ แต่ไม่เป็นโรคไต
เมื่อหยุดยาอาการต่างๆจะหายไป
- Neonatal lupus
ทารกที่เกิดจากแม่ที่เป็น SLE
พบน้อยมาก
สาเหตุของ SLE
สาเหตุที่แท้จริงไม่มีใครทราบแต่เชื่อว่าเกิดจากหลายสาเหตุเช่นพันธ์กรรม
สิ่งแวดล้อมและระบบภูมิคุ้มกัน
มักพบโรค SLE
ในคู่แผดจากไข่ใบเดียวกัน
มากกว่าแผดจากไข่คนละใบ
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
แสงแดด ความเครียด ยาบางชนิด
การติดเชื้อบางชนิด
เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคในผู้ป่วยที่มีแนวโน้มโรคนี้ไม่สามารถติดต่อจากผู้ป่วยสู่คนอื่น
ภูมิคุ้มกัน antibodies ของโรค SLE
จะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองเรียก
autoantibodies
ทำให้เกิดการอักเสบของหลายอวัยวะ
เกิดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน
ที่อวัยวะนั้น autoantibodiesบางส่วนจับกับสารในร่างกายเกิดเป็น
immune complexes
ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบตามอวัยวะต่างๆ
อาการของโรค SLE
ผู้ป่วย SLE
แต่ละคนจะมีอาการต่างกัน
อาการมีตั้งแต่เป็นมาก
บางรายเป็นน้อย
อาการที่พบบ่อยได้แก่
อาการทางผิวหนังและอาการปวดข้อ อาการทางผิวหนังได้แก่มีผื่นโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงเรียกว่าแพ้แสงแดด Photosensitivity ผื่นมักจะเกิดมากบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่นผื่นที่หน้าบริเวณโหนกแก้มและจมูกทำให้มีลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อเรียก butterfly or malar rash นอกจากนั้นยังพบว่ามีอาการผมร่วงด้วย ส่วนอาการทางข้อได้แก่ ปวดข้อ บางครั้งอาจจะมีอาการข้ออักเสบ ข้อบวมและปวด ไข้สูง
มีผื่น
อาการอื่นที่พบได้แก่
แน่นหน้าอก ผมร่วง
ถูกแสงแล้วมีผื่นที่ผิวหนัง
ซีด ปลายนิ้วจะมีสีม่วงอ่อน
บางรายปวดหัว ซึม ชัก
ผู้ป่วย
SLE
บางรายอาจมีการอักเสบเพียงระบบเดียว
บางรายมีการอักเสบหลายระบบได้แก่
- ร้อยละ 90 จะมีอาการทั่วไป ได้แก่ไข้ อ่อนเพลีย ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ
- ผู้ป่วยร้อยละ 90 จะมีอาการทางกล้ามเนื้อและข้อ จะมีอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ข้อที่ปวดมักจะเป็นข้อนิ้วมือ
proximal interphalangeal, metacarpophalangeal
ข้อมือ ข้อเข่า
- อากทารทางผิวหนังและเยื่อบุ ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยจะมีแผลที่เพดานปาก แผลจะไม่เจ็บปวด แต่หากมีการติดเชื้อก็อาจจะทำให้เจ็บได้ แผลนี้ผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัว ผื่นตามผิวหนังจะมีผื่นแพ้แสงแดดและผื่นที่หน้าดังได้กล่าวมาแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการผมร่วงซึ่งพบได้ร้อยละ 50 ผมจะร่วงช่วงที่โรคกำลังดำเนินงานแต่เมื่อโรคถูกควบคุมผมจะกลับสู่ปกติ นอกจากนั้นก็อาจจะมีอาการทางผิวหนังอื่น เช่น ลมพิษ Raynaud phenomenon
- ไต มีการอักเสบของไต nephritis
ทำให้ไตไม่สามารถเก็บไข่ขาวผู้ป่วยจะมีอาการบวม
ในรายที่เป็นมากจะมีไตเสื่อมผู้ป่วยจะบวม
ความดันโลหิตสูงขึ้น
เนื่องจากผู้ป่วยที่ไตอักเสบเริ่มต้นจะไม่มีอาการ
เราทราบได้จากการตรวจปัสสาวะพบไข่ขาวและเม็ดเลือดขาว
- ระบบประสาท ผู้ป่วย SLE
อาจมีอาการปวดศีรษะ ซึม
อัมพาต
ชัก ปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น เส้นเลือดมีการอักเสบอาจจะทำให้เกิดเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
- ระบบไหลเวียน มีการอักเสบของหลอดเลือด vasculitis
- เม็ดเลือด ผู้ป่วยจะมีจำนวณเม็ดเลือดลดลง
เม็ดเลือดขาวต่ำลง
เกร็ดเลือดต่ำลง ภูมิคุ้มกันทาลเม็ดเลือด
- ระบบหายใจ จะมีเยื่อหุ้มปอดอักเสบ
เจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้า
- หัวใจ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีการอักเสบทำให้เกิด
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ myocarditis
เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ pericarditis
ลิ้นหัวใจอักเสบ endocarditis
- อาการทางตา อาจจะมีตาอักเสบanterior uveitis or iridocyclitisหรือเส้นเลือดไปเลี้ยงตาอุดตันทำให้ตาบอด
- ระบบทางเดินอาหารมีเยื่อบุช่องท้องอักเสบทำให้เกิดอาการปวดท้อง หรือต่อมน้ำเหลืองในท้องรวมท้องลำไส้อักเสบ
การวินิจฉัยโรค
SLE
ไม่ง่ายอย่างที่คิดเนื่องจากอาการของโรคซับซ้อนการวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติการเจ็บป่วยที่ค่อยข้างละเอียด
และแพทย์ต้องระลึกถึงโรคนี้อยู่เสมอ
การตรวจร่างกายถ้าพบลักษณะเฉพาะก็สามารถวินิจฉัยได้
นอกจากนั้นแพทย์จะเจาะเลือดเพื่อวินิฉัยดังนี้
- Antinuclear antibody คือตรวจหาว่ามีภูมิคุ้มกันของร่างกาย antibody
ทำลาย nucleus
ตัวเองหรือไม่
วิธีการโดยการหยด serum
ของผู้ป่วยบนเซลล์ของตับหนู
แล้วใช้ antihuman IgG ซึ่งฉาบสารเรืองแสงส่องกล้องจุลทรรศน์เรืองแสงจะพบความผิดปกติได้
ถ้าการตรวจให้ผลบวกแสดงว่าเป็น
SLE
- การตัดชิ้นเนื้อ biopsy ที่ผิวหนังและไตเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันที่เกาะติดอวัยวะดังกล่าว
- การตรวจหา VDRL
ให้ผลบวกหลอก
- การตรวจ CBC อาจจะพบว่าซีด
หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ
หรือเกร็ดเลือดต่ำ
- การตรวจปัสสาวะพบว่ามีไข่ขาวรั่วมากกว่า
0.5กรัม
ต่อวันและบางรายอาจจะพบเซลล์เม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดขาวในปัสสาวะด้วย ผู้ป่วยบางรายต้องมีการเจาะชิ้นเนื้อไตเพื่อตรวจสำหรับวางแผนการรักษา
- ตรวจพบ LE cell ในเลือด
- ตรวจ
Erythrocyte sedimentation rate (ESR)
ถ้ามีการอักเสบมากค่า ESR
จะสูงค่าตัวนี้ใช้ติดตามการรักษา
- เจาะหา Complement levels
คือสารเคมีในร่างกายถ้าโรคเป็นมากค่านี้จะต่ำ
การรักษาโรค SLE
หลังจากวินิจฉัยโรคได้แล้วแพทย์จะทำการรักษาซึ่งอาจจะใช้แพทย์เปลืองเนื่องจากต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา
เช่น แพทย์โรคข้อ rheumatologist
แพทย์เชี่ยวชาญผิวหนัง dermatologists
แพทย์เชี่ยวชาญโรคไต nephrologists
แพทย์เชี่ยวโรคภูมิคุ้มกัน immunologists
การรักษาผู้ป่วย SLE
ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนเนื่องจากแต่ละคนเจ็บป่วยไม่เหมือนกัน
ยาที่แพทย์มักจะเลือกใช้
NSAIDs Used To Treat Lupus*
Generic Name
Ibuprofen
Naproxen
Sulindac
Diclofenac
Piroxicam
Ketoprofen
Diflunisal
Nabumetone
Etodolac
Oxaprozin
Indomethacin |
-
Nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เป็นยาลดการอักเสบใช้รักษาไข้
ข้ออักเสบ ปวดข้อ ข้อบวม
อาจใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น
ผลข้างเคียงของยาคือ
โรคกระเพาะอาหาร ท้องเสีย
และบวม
- ยารักษามาลาเรีย
มีการนำยารักษามาลาเรียมาใช้รักษา
SLE โดยเฉพาะรักษาอากรเพลีย
ปวดข้อ ผื่น
และปอดอักเสบจาก SLE ได้แก่ยา hydrochloroquine
, chloroquine (Aralen), and quinacrine (Atabrine)
ผลข้างเคียงคือแน่นท้อง
ตามัวลง
-
Steroid อาจเป็นยากิน
ยาทา
หรือยาฉีดขึ้นกับความรุนแรงของโรค
เนื่องจากยามีผลข้างเคียงจึงนิยมใช้ยาให้มีขนาดน้อยที่สุดที่สามารถรักษาคนไข้
ผลข้างเคียงในระยะสั้นได้แก่
เจริญอาหาร บวม
ไม่ควรหยุดยากลุ่มนี้ทันทีเพราะจะเกิดอันตราย
หากกินยานี้เป็นเวลานานจะเกิดผลข้างเคียงคือ
กระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง
เบาหวาน ต้อกระจก
ติดเชื้อได้ง่าย
ผู้ป่วยที่ได้ยา steroid
ควรได้รับ
แคลเซี่ยมและวิตามินดีเสริมเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน
-
immunosuppressive
หากไม่สามารถควบคุมโรคได้แพทย์จะใช้ยากลุ่มนี้เพื่อกดภูมิคุ้มกันได้แก่ยา
azathioprine (Imuran) and
cyclophosphamide (Cytoxan) ,methotrexate
เนื่องจากยามีผลข้างเคียงมากดั้งนั้นไม่ควรซื้อยารับประทานเองหรือหยุดยาเองเพราะอาจเกิดผลเสีย
สัญญาณเตือนภัย
- อ่อนเพลีย Increased
fatigue
- ปวดข้อ Pain
- ผื่น Rash
- ไข้ Fever
- แน่นท้อง Stomach
discomfort
- ปวดศีรษะ
Headache
- มึนงง
Dizziness
|
การป้องกันการกำเริบ
- ต้องเรียนรู้สัญญาณเตือนภัย
- ต้องตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
- ตั้งเป้าหมายการรักษา
- ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด
- รักษาสุขภาพให้ดีและคุมอาหาร
- หลีกเลี่ยงความเครียด
- ต้องมีเวลาผักผ่อนเพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
|
ได้
คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
SLE
แม้ว่าอาการของโรค SLE
จะมีมากและผลข้างเคียงของยาจะมีมากแต่ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ หากเรียนรู้ถึงอาการเตือนของการกำเริบของโรค และสามารถรู้ถึงวิธีป้องกันโรค
ผู้ป่วยควรไดัรับการตรวจจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอโดยการตรวจร่างกาย
และตรวจเลือด
ไม่ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการเนื่องจากการรักษาแต่เริ่มแรก จะให้ผลการรักษาได้ผลดีกว่าการรักษาเมื่อโรคเป็นมากแล้ว
ผู้ป่วย SLE
ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีเช่น
การตรวจเต้านม การตรวจภายใน
การตรวจสุขภาพช่องปาก
และการฉีดวัคซีน
ผู้ป่วยที่รับประทานยา steroid
หรือยารักษามาลาเรียควรได้รับการตรวจตาทุกปี
|