โรคเบาหวานกับเท้า | การดูแลเท้า | การบริหารเท้า | หลอดเลือดแดงตีบ
การดูแลเท้า
หากท่านผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานไม่อยากให้มีแผล
หรือถูกตัด นิ้ว รวมทั้งเท้า
ท่านผู้ป่วยควรจะต้องดูแลเท้าตลอดชีวิต
การดูแลเท้าจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการดังต่อไปนี้
- มีอาการชาเท้า
- รูปร่าง
สี ของเท้าผิดไป
- มีแผลที่เท้าซึ่งหายยาก
- ปวดเท้าเวลาเดิน
- เคยเป็นแผลที่เท้า
- ควบคุมเบาหวานให้ใกล้เคียงปกติซึ่งจะชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อน

- ควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
- ร่วมมือกับแพทย์ในการวางแผนการรักษา
- กำหนดเวลาเจาะเลือด
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
- ควบคุมอาหารตามแพทย์สั่ง
- ออกกำลังกาย
- ดูแลเท้า
และออกกำลังบริหารเท้าโดยเคร่งคัด
- ไปตรวจตามนัด
2 ตรวจและดูแลผิวหนังทุกวัน
เวลาที่ดีคือเวลาเย็น 
- ล้างเท้าด้วยน้ำธรรมดาและซับให้แห้งโดยเฉพาะซอกนิ้ว
ไม่ควรใช้แปรงหรือขนแข็งขัดเท้า
- ใช้แป้งโรย
- ตรวจผิวหนังที่เท้า ดูว่ามีแผล
การอักเสบ รอยแดง
หากแผลไม่หายในสองวันควรปรึกษาแพทย์
มีหนังหนาหรือตาปลาหรือไม่
ถ้ามีแสดงว่าใส่รองเท้าไม่เหมาะสม
- สภาพผิวว่าแห้งไปหรือไม่
มีรอยแตกย่นหรือไม่
เล็บหนาหรือมีเชื้อราหรือไม่
มีแผลอักเสบซอกเล็บหรือไม่
ผิวซอกนิ้วมีอับชื้นหรือไม่
อาจจะใช้กระจกส่อง
หรือให้ญาติช่วยดู ถ้าผิวมีเหงื่อออกให้โรยแป้ง
- ระบบประสาท เริ่มมีอาการชาหรือปวดแสบบริเวณเท้าหรือไม่
หากมีอาการดังกล่าวแสดงว่าเริ่มมีปลายประสาทอักเสบ peripheral neuropathy
- ดูว่ามีกระดูกงอกผิดปกติหรือไม่ ข้อมีรูปร่างผิดปกติหรือไม่
สภาพการเดินการแกว่งเท้าผิดปกติหรือไม่
- ตรวจดูว่าเส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณขาตีบตันหรือไม่ หากผู้ป่วยมีโรคหลอดเลือดตีบตันที่ขาจะมีอาการดังนี้คือ
จะปวดขาเวลาเดินต่อเนื่องพักจะหายปวด
คลำชีพขจรบริเวณหลังเท้าได้เบาหรือไม่ได้
ผิวหนังจะเย็นและสีของผิวหนังจะคล้ำกว่าผิวส่วนอื่น
- ล้างเท้าด้วยน้ำธรรมดา หรือน้ำอุ่น
อาจจะใช้ปรอทวัดอุณหภูมิไม่เกิน
- ให้ผิวหนังนุ่มอยู่เสมอ

- ทาครีมหรือโลชั่นที่หลังเท้า
และผ่าเท้า ถ้าผิวแห้งห้ามทาบริเวณซอกนิ้ว
- การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมจะสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนได้

- เลือกรองเท้าขนาดพอดี
- เลือกรองเท้าที่มีเบาะรองเท้าที่นุ่มนิ่ม
ไม่ควรทำจากพลาสติก
- ไม่ใส่ส้นสูง
เพราะจะทำให้เกิดโรคข้อและเกิดแผลกดทับ
- ใส่ถุงเท้าทุกครั้ง
ถุงเท้าควรทำด้วย cotton or wool
เพื่อให้ผิวแห้งไม่ควรใช้ไนล่อน
- ควรตรวจดูสิ่งแปลกปลอมก่อนใส่ทุกครั้ง
- ควรใส่รองเท้าทั้งใน
และนอกบ้าน
- รองเท้าควรจะระบายอากาศได้ดี
- ห้ามใส่รองเท้าที่เปิดปลายนิ้วเท้าหรือรองเท้าแตะเพราะจะทำให้เกิดแผล
- หากซื้อรองเท้าใหม่
ต้องวัดให้มีขนาดพอดีทั้งความลึก
ความกว้าง และความลึก
- เมื่อสวมรองเท้าใหม่ให้หยุดเดินหรือหยุดพักบ่อยๆเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพองที่เท้า
- หากเท้าท่านผิดปกติเช่นกระดูกงอก
ควรจะใส่รองเท้าชนิดพิเศษ
- ไม่ควรใส่รองเท้าแตะ
- ป้องกันไม่ให้เท้าเย็น หรือร้อนไป ห้ามใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหรือแช่ในน้ำร้อน
เพราะอาจทำให้ผิวหนังไหม้

- สวมรองเท้าเมื่อเดินที่ร้อน
- ทาครีมกันแสงที่หลังเท้าเมื่อไปเที่ยวทะเล
- หากเท้าเย็นห้ามใช้กระเป๋าน้ำร้อนให้สวมถุงเท้า
- ตัดเล็บให้สั้น

- ตัดเล็บให้ตรงไม่ต้องเล็มจมูกเล็บ
- ไม่ต้องตัดเล็บที่ซอกเล็บ
- ใช้ตะไบลบรอยคมของเล็บ
- ไม่ควรใช้วัสดุแข็งแคะซอกเล็บ
- ให้เลือดไปเลี้ยงขาให้พอ

- ยกเท้าเวลานั่งพัก
- การบริหารเท้า
- ห้ามนั่งไขว่ห้าง
- ห้ามใส่ถุงเท้าที่แคบ
- งดบุหรี่
- รักษาความดัน
และไขมันในเลือด
- ออกกำลังกายอยู่เสมอ

ออกกำลังกายอยู่เสมอ
ปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย
- เดิน ขี่จักรยาน
หรือว่ายน้ำเป็นการออกกำลังที่ดี
- หลีกเลี่ยงการวิ่งหรือกระโดดเชือก
- ก่อนออกกำลังกายให้มีการอบอุ่นร่างกาย
- สวมร้องเท้าที่เหมาะสม
- ให้แพทย์ตรวจเท้า
ให้แพทย์ตรวจเท้าอย่างน้อยปีละครั้ง
- ตรวจชีพขจรที่เท้า
และอาการปวดเท้าเวลาเดินซึ่งเป็นอาการของการขาดเลือด
- ตรวจความรู้สึกโดยใช้
monofilament หรือ vibratory sensation test
- ตรวจความผิดปกติของเท้าเช่น
เท้าผิดรูป กระดูกงอก
ตาปลา การเดิน ลักษณะเท้า
- ตรวจสภาพผิวหนังทั้งเท้าโดยเฉพาะซอกนิ้ว
- ตรวจเท้าเพื่อหาตำแหน่งของเท้าที่รับแรงกดมาก
รอยแดง
- แจ้งแพทย์ทันทีที่มีปัญหา
- ให้แพทย์แสดงวิธีดูแลเท้า
สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงให้ตรวจเท้าทุก
3-6 เดือน
- อย่าตัดตาปลา

- ห้ามตัดตาปลาด้วยสารเคมี
เช่นน้ำยากัดตาปลา
หรือใช้มีด
ให้ใช้หินขัดไปทางเดียว
ระวังถูกเนื้อดี
ข้อห้ามปฏิบัติ
- ห้ามแช่เท้าในน้ำร้อนโดยเด็ดขาด
- ห้ามเอากระเป๋าน้ำร้อนมาวางไว้บนหลังเท้าหรือขา
- ไม่ควรเดินเท้าเปล่า แม้จะอยู่ในบ้าน
- ห้ามตัดตาปลา
- ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง
เพราะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
|