jrprint

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | วัคซีน

adv

แนวทางเวชปฏบิตัการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

1การป้องกันปฐมภูมิ

ในการป้องกันแบบปฐมภูมิผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงควรได้รับคำแนะนำใหปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การรบประทานอาหารและออกกำลังกาย ประมาณ 3-6 เดือนก่อนพิจารณาเริ่มยา ยกเว้นในกรณีที่เป็นfamilial hypercholesterolemia

การรักษาไขมันในเลือดสูง

กลุ่มที่1 คนที่ไม่เป็นเบาหวาน ไม่เป็นโรคไตเรื้อรัง ไม่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

แต่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจแบ่งออกเป็น

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อาจจะนำมาช่วยตัดสินใจในการให้ low moderate intensity statin ในผู้ที่มีระดับ LDL-C < 190 มก./ดล. ที่ไม่เป็นเบาหวาน เป้าหมายที่ LDL-C < 130 มก./ดล. ลดลงจากค่าเริ่มแรกก่อนรักษาร้อยละ 30

กลุ่มที่2กลุ่มที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

ควรได้รับคำแนะนำการปรับเปลี่ยน พฤติกรรม โดยมีระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3 – 6 เดือนและถ้าหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วระดับ LDL-C ยัง ≥ 100 มก./ดล. น่าจะพิจารณาให้ยากลุ่ม statin โดยมีเป้าหมายค่าระดับ LDL-C < 100 มก./ดล.

  1. ผู้ป่วยเบาอายุน้อยกว่า40ปีที่มีปัจจัยเสี่ยงเพียงข้อเดียวไม่มี อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มให้ยาลดไขมัน แต่ต้องเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยมีระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม3 – 6 เดือนและถ้าหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วระดับ LDL-C ยัง ≥100 มก./ดล อาจพิจารณาให้ยากลุ่ม statinโดยมีเป้าหมายระดับ LDL-C < 100 มก./ดล.
  2. ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยา statin แล้วแต่ระดับ non-HDL-C ยังเกินเป้าหมาย(< 130 มก./ดล.ในการป้องกันแบบปฐมภูมิ, <100 มก./ดล.ในการป้องกันแบบทุตยติยภูมิ ) น่าจะพิจารณาเพิ่ม intensity ของ statin ก่อน หาก non-HDL-C ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย ให้พิจารณาเพิ่มยากลุ่ม

3.การป้องกันปฐมภูมิในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

3.1ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และมี estimated glomerular filtration rate (eGFR) <60 มล./นาท/1.73 ตร.ม. (โรคไตเรื้อรังระยะที่3/5) ยังไม่ได้การบำบัดทดแทนไตที่มีระดับ LDL-C ≥ 100 มก./ดล. น่าจะกำหนดเป้าหมาย LDL-C < 100 มก./ดล. LDL-C ลดลงจากค่าแรกเริ่มก่อนได้รับยาอย่างน้อยร้อยละ 30 น่าจะให้ยารักษาไขมันสูงกลุ่ม low moderate intensity statin หรือ statin/ezetimibe combination

3.2 ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีอัลบูมินูเรีย ≥ 30 มก./วัน หรือ 30 มก./กรัมของครีแอตินิน และมี eGFR ≥ 60 มล./นาท/1.73 ตร.ม.ขึ้นไป(โรคไตเรื้อรังระยะที่1-2)เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดอื่นๆ พิจารณาให้ยารักาาไขมันสูงตามแนวทางการรักษาเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

3.3ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการปลุกถ่ายไตน่าจะให้ยากลุ่ม statin ในขนาดที่เหมาะสมดดยไม่คำนึงถึงระดับของ LDL-C เป้าหมาย

3.4 ควรระมัดระวังการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติ high intensity statin เมื่อการทำงานของไตลดลง (โรคไตเรื้อรังระยะที่3b-5) ทั้งนี้การเลือกยากลุ่ม statin นั้นให้แพทย์พิจารณาจากข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของกลุ่มยา statin ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

3.5 ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง หากไม่เคยได้รับการรักษาด้วยยาลดไขมันมาก่อน และไม่มีข้อบ่งชี้อื่น ไม่แนะนำให้ใช้ยารักษาไขมันผิดปกติชนิด statin หรือ statin/ezetimibe เพื่อลดระดับไขมันในเลือด

3.6ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รับยารักษาภาวะไขมันผิดปกติกลุ่ม statin อยู่เดิมและมีการดำเนินของโรคจนได้รับการบำบัดทดแทนไต น่าจะใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติกลุ่ม statin ต่อไปแต่ต้องมีการปรับขนาดยาให้เหมาะสม

2การป้องกันทุติยภูมิ

2.1ผู้ป่วยที่กำลังเกิด acute vascular events เช่น acute coronary syndrome หรือผู้ป่วย clinical ASCVD ที่มี acute vascular events ภายในระย เวลา 12 เดือน ควรให้ high intensity statin โดยกำหนดเป้าหมายให้ระดับ LDL-C < 70 มก./ดล. หรือ LDL-C ลดลงจากค่าเริ่มแรกก่อนได้รับยาอย่างน้อยร้อยละ 50 ในกรณทีไม่สามารถทนต่อยาได้หรืออายุมากกว่า 75 ปี หรือเคยมีเลือดออกในสมอง เสี่ยงต่อปัญหาปฏิกิริยาระหว่างยาหรือผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 3b-5 ควรให้ moderate intensity statin หากยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ระดับ LDL-C < 70 มก./ดล. หรือ LDL-C ลดลงจากค่าเริ่มแรกอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในระยะเวลา 3 เดือน จงพิจารณาเพิ่มยากลุ่ม non-statin ได้แก่ ezetimibe หรือ cholestyramine

2.2 ผู้ป่วย clinical ASCVD ที่มี vascular events ครั้งล่าสุดนานกว่า 12 เดือน เช่นผู้ป่วย stable coronary artery disease ควรให้ moderate หรือ high intensity statin โดยกำหนดเป้าหมายให้ระดับ LDL-C < 70 มก./ดล. หรือ LDL-C ลดลงจากค่าเริ่มแรกอย่างน้อยร้อยละ 50 ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วยเช่นโรคเบาหวาน เกิด ASCVD events ระหวางได้รับยา statin, LDL-C ก่อนรักษา≥ 190 มก./ดล.,ไมสามารถคุมปัจจัยเสี่ยงของ ASCVD ได้ดี และมีโรคไตเรื้อรัง แต่ในผู้ป่วยดังกล่าว อาจพิจารณากำหนด เป้าหมายให้ระดับ LDL-C < 100 มก./ดล. หรือ LDL-C ลดลงจากค่าเริ่มแรกอย่างน้อยร้อยละ 50

2.3ผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดหรือสมองขาดเลือดชั่วคราวที่ไม่ได้เกิดจากลิ่มเลือดจากหัวใจและมีระดับ LDL-C ≥ 100 มก/ดล. ควรได้รับการรักษาด้วย high intensity statin สำหรับผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวที่มีระดับ LDL-C <100 มก./ดล. น่าจะให้การรักษาด้วย moderate หรือ high intensity statin

2.4 ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากลิ่มเลือดจากหัวใจยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับการให้ยาstatin แต่มีข้อมูลจากการศึกาาชนิดพรรณราว่าการให้ statin มีประโยชน์จึงอาจจะพิจารณาให statin เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นร่วมด้วย

2.5 ไม่น่าให้ statin ในผู้ป่วยที่เคยมีภาวะเลือดออกในสมองยกเว้นมีข้อบ่งชี้อื่นๆ

เปรียบเทียบประสิทธิภาพของยารักษาเบาหวาน