Herpes zosterzosterงูสวัด

  1. สาเหตุ เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อ Herpes Varicella-Zoster เป็นชนิดเดียวกับเชื้อที่ทำให้เกิดไข้สุกใสผู้ที่เคยเป็นโรคสุกใสมาก่อนจะยังคงมีเชื้อไวรัสหลงเหลือค้างอยู่ในปมประสาทสันหลัง ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้นจะสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนทำให้เกิดเป็นโรคงูสวัดได้ แต่จะเกิดเฉพาะแนวประสาทไม่ลุกลามกระจายออกเพราะมีความต้านทานต่อเชื้ออยู่แล้ว แนวเส้นประสาทที่พบโรคได้บ่อย คือ บริเวณทรวงเอว คอ เอว ก้นกบ ตา ใบหน้า ผู้ที่มีภูมคุ้มกันอ่อนแอลงจากธรรมชาติเช่นคนสูงอายุหรือจากโรคเช่น เอดส์ การรับประทานยา steroid จะมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้
  2. ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค จากการสำรวจพบว่าผู้ใหญ่ร้อยละ 90 จะมีภูมิต่อเชื้อ varicella-zoster ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้องูสวัดโดยจะพบได้ 1.5-3 ต่อ 1000 คน ผู้ที่อายุมากจะมีความเสี่ยงมาก ผู้ที่เป็นมะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเช่นยา steroid ยารักษามะเร็ง ผู้ที่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยโรคเอดส์ กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัด
  3. อาการ เริ่มด้วยปวดศีรษะ เห็นแสงจ้าไม่ได้ ปวดตามตัวมักจะไม่มีไข้ ต่อมาจะมีอาการherpesทางผิวหนังอาจจะแค่คันผิวหนัง บางคนปวดแสบปวดร้อน บางคนเสียวที่ผิวหนัง อีก1-5วันจะมีผื่นแดงอยู่กันเป็นกลุ่ม ต่อมาเกิดเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นอยู่ซีกหนึ่งของร่างกายไปตามเส้นประสาทต่มน้ำใสจะคงอยู่ประมาณ 5 วันต่อมาผื่นตกสะเก็ดและหายใน 2-3 สัปดาห์และอาจจะทิ้งรอยแผลเป็น ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแรงเช่น โรคมะเร็ง,เอดส์,หรือได้ยากดภูมิเช่น prednisolone ผู้ป่วยกลุ่มนี้พบโรคงูสวัดได้บ่อยและเป็นมาก
  4. การวินิจฉัย การวินิจฉัยทำได้จากประวัติและลักษณะของผื่น แต่ผื่นของผู้ป่วยบางคนตำแหน่งที่เกิดและลักษณะผื่นไม่เหมือนงูสวัดจึงจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มได้แก่การเพาะเชื้อไวรัสการย้อมด้วยวิธี Direct immunofluorescence assay
  5. การรักษา
  • ช่วงตุ่มใสใช้น้ำยา burow หรือ boric acid วางบนผื่นจะช่วยลดอาการ
  • ผื่นเริมแห้งใช้ ครีมที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะทา
  • ยาแก้ปวด เช่น aspirin
  • ยารับประทานควรจะให้ภายใน 72 ชม.หลังจากผื่นขึ้นซึ่งจะทำให้ผื่นหายเร็ว ลดอาการเจ็บปวด และจำนวนเชื้อในตุ่ม ยาชนิดอื่นได้แก่ famcicovir,Valyclovir
  • Acyclovir 800 mg วันละ 5 ครั้งเป็นเวลา 7-10 วัน
  • Famciclovir 500 mg วันละ 3 ครั้ง 7 วัน
  • Valacyclovir 1000 mg วันละ 3 ครั้ง 7 วัน
  • ยาFamcicovir,Valyclovir จะให้ผลการรักษาดีกว่า acyclovir การให้ยารับประทานจะทำให้ผื่นหายเร็ว ลดอาการเจ็บปวด ยังไม่มีข้อห้ามในการใช้ยา ยังไม่แนะนำให้ใช้ในคนท้อง
  • การใช้ยาทายังไม่ได้รับการยอมรับ
  • การใช้ยา steroid มีรายงานว่าการใช้ยา steroid ร่วมกับยาต้านไวรัสจะทำให้แผลหายเร็วและลดอาการเจ็บปวด แต่ไม่แนะนำให้ steroid เพียงอย่างเดียว
  1. การรักษา Postherpetic neuralgia หากมีอาการปวดมากอาจจะต้องให้ยาแก้ปวดหลายขนานเช่น nortriptyline 10-25 mgก่อนนอน,gabapentin 300 mg วันละครั้ง
  2. โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ
  • อาการปวดแผลหลังจาผื่นหายไปแล้ว ที่เรียกว่า Post herpetic neuralgia มักจะเกิดอาการหลังจากเกิดผื่น 30 วันโดยมากพบภาวะนี้ในคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องอาการปวดมักเกิดบริเวณผื่นเมื่อสัมผัสกับร้อนหรือเย็นจะทำให้ปวดเพิ่ม อาการปวดอาจจะอยู่ได้เป็นปีherpesการป้องกันภาวะนี้ต้องรีบรักษาโรคงูสวัดให้เร็ว ถ้าปวดมากให้กินยาแก้ปวด
  • Herpes Zoster Opthamoticus เป็นงูสวัดของเส้นประสาทคู่ที่5 trigeminal nerve ผู้ป่วยจะมีอาการปวดใบหน้าซีกหนึ่ง มีผื่นขึ้นที่ศีรษะ รอบตา หากไม่รักษาด้วยยาต้านไวรัสอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ตา เช่นกระจกตาอักเสบ
  • ภาวะแทรกซ้อนอื่นที่พบได้คือโดยเฉพาะในคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้แก่ สมองอักเสบไขสันหลังอักเสบผื่นที่ผิวหนังกระจายปอดบวม
  • งูสวัดในผู้ป่วยโรคเอดส์ ผื่นมักจะไม่เหมือนคนปกติ มีการเป็นงูสวัดบ่อย การรักาให้ใช้ Acyclovir รักษาจนผื่นหาย

การปฏิบัติตน

  1. งูสวัด เป็นโรคที่เชื่อว่าไม่ติดต่อ เป็นแล้วหายไปเองได้ เพียงแต่รักษาแผลให้สะอาด ในระยะเป็นตุ่มน้ำใสที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลืออุ่นๆ หรือ กรดบอริก 3% ปิดประคบไว้ เมื่อผ้าแห้งก็ชุบเปลี่ยนใหม่ ทำเช่นนี้วันละ 3-4 ครั้งๆ ละประมาณ 15 นาที ในระยะตุ่มน้ำแตกมีน้ำเหลืองไหลต้องระมัดระวังการติดเชื้อแบคทีเรียที่จะเข้าสู่แผลได้ ควรใช้น้ำเกลือสะอาดชะแผลแล้วปิดด้วยผ้าก๊อสที่สะอาด ถ้า ปวดแผลมากรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล
  2. ในรายเป็นมากหรือรุนแรงจะต้องเข้ารับการตรวจรักษากับแพทย์ทันที เช่น ผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการปวดและอับเสบรุนแรง ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำจากการได้ยากดภูมิต้านทานไว้ ได้แก่ ยาฆ่าเซลล์มะเร็ง หรือจากการได้รับการฉายรังสี หรือในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งของตอมน้ำเหลือง เป็นต้น
  3. ในรายที่เป็นบริเวณในหน้า จมูก อาจมีโอกาสลุกลามเข้าไปในแก้วตาได้ จะต้องปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
  4. ถ้าสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าใช่โรคงูสวัดหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อได้ รับการวินิจฉัย และคำแนะนำในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง

§ÙÊÇÑÊ àÃÔÁ àÃÔÁ·ÕèÃÔÁ½Õ»Ò¡ ËÙ´ àÃÔèÁ·Õè¹ÔéÇ ËÑ´àÂÍÃÁѹ ËÑ´ ËÑ´­Õè»Øè¹ ä¢éÊØ¡ãÊ ¤Ò§·ÙÁ ä¢é¡ÒÌËÅѧáÍè¹ ½Õ´ÒÉ Á×ͻҡà·éÒà»×èÍÂ

ทบทวน 16/08/2545


Google