หงอนไก่ Molluscum Contagiosum
เป็นโรคผิวหนังที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า
ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ human papillomavirus (HPV) type 6 or 11 การติดเชื้อนี้มักจะไม่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
ส่วน HPV types 16, 18, 31, 33, and 35 ก็สามารถทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศและพบว่ายังทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังทำให้เกิดตุ่มเนื้อขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ
ส่วนหนึ่งเป็นแล้วหายเองได้
การติดต่อ
เชื้อโรคนี้สามารถติดต่อได้
3 วิธี
-
จากเพศสัมพันธ์โดยมีการสัมผัสระหว่างผิวหนังกับผิวหนัง
เป็นทางติดต่อที่พบบ่อยที่สุด
-
ติดต่อโดยการใช้เครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกัน
เช่นเสื้อผ้าหรือผ้าเช็ดตัว สบู่อาบน้ำ
-
ติดต่อโดยการสัมผัสหรือเกา
แล้วไปสัมผัสบริเวณอื่น
ระยะฟักตัวใช้เวลาประมาณ 2-3
เดือน
อาการของโรค
-
ในผู้ใหญ่รอยโรคมักจะเกิดบริเวณ
ต้นขา บริเวณอวัยวะเพศ ก้น ทวารหนัก
-
ในเด็กอาจจะเกิดที่แก้ม
ลำตัว แขน ขา
-
ลักษณะผิวในระยะแรกจะเป็นผื่นสีออกน้ำตาลไปทางชมพู
เมื่อผื่นมีขนาดใหญ่จะมีสีน้ำตาลผื่นนูนหนาขึ้น อาจจะทำให้เกิดอาการบริเวณผื่นได้เล็กน้อย
-
สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ผื่นจะมีขนาดใหญ่
-
หากหูดโตขึ้นจะมีลักษณะคล้ายดอกกระหล่ำซึ่งจะพบได้ที่ปลายอวัยวะเพศ
อัณฑะ และทวารหนัก ส่วนผู้หญิงจะพบได้บริเวณแคม ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก
-
นอกจากนั้นหูดยังสามารถพบได้บริเวณปากมดลูก
ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ
การวินิจฉัย
ดูได้จากลักษณะของผื่น หรืออาจจะตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ
การรักษา
-
โรคส่วนใหญ่หายได้เอง แต่การตัดออกจะป้องกันการแพร่กระจายไปส่วนอื่น
-
การกำจัดอาจจะใช้การผ่าตัดเอาออก
ใช้ laser หรือจี้ด้วยไฟฟ้า
-
หรืออาจจะใช้สารเคมีเช่น
podophyllin, cantharidin, phenol, silver nitrate, trichloracetic acid
or iodine
-
ใช้ความเย็นจี้ Cryotherapy
-
สำหรับคนที่ตั้งครรภ์ไม่แนะนำให้ใช้ยาทา
วิธีการใช้สารเคมีจี้ออก
-
การใช้ Podofilox 0.5% solution
or gel โดยใช้ cotton bud ทาหูดวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 3 วันและพัก 4
วันหากยังไม่หลุดให้ทาซ้ำ
-
การใช้ Imiquimod 5% cream
ทาวันละครั้งก่อนนอน ทา 3วัน/สัปดาห์เป็นเวลา 16 สัปดาห์ ใช้สบู่ล้างออกหลังจากทาไปแล้ว
6-10 ชั่วโมง
-
การใช้ Podophyllin resin
10%--25% ทาบริเวณที่เป็น แล้วปล่อยให้แห้งหลังจากนั้น 4 ชั่วโมงจึงล้างออก
ทาสัปดาห์ละครั้ง
-
การใช้กรด Trichloroacetic
acid (TCA) or Bichloroacetic acid (BCA) 80%--90% ทา บริเวณที่ถูกทาจะมีสีขาว
อย่าทาเป็นบริเวณกว้างเกินไป ทาสัปดาห์ละครั้ง
การป้องกัน
-
การสวมถุงยางจะป้องกันได้เฉพาะผิวหนังขององคชาติและช่องคลอดเท่านั้น
ไม่สามารถป้องกันผิวหนังบริเวณอื่น
-
ช่วงที่เป็นโรคไม่ควรจะมีเพศสัมพันธ์
-
ให้มีสามีหรือภรรยาคนเดียว
หิด |ตับอักเสบ | หนองในเทียม | อุ้งเชิงกรานอักเสบ | ช่องคลอดอักเสบ |ติดเชื้อtrichomonase |ฝีมะม่วง |การติดเชื้อราในช่องคลอด |โรคเอดส | การติดเชื้อ clamydia | เริมที่อวัยวะเพศ | หนองในแท้ | หูด | ซิฟิลิส | แผลริมอ่อน | ตัวโลน |ถุงยางอนามัย |ฝีมะม่วง |