โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน| หลอดเลือดแข็ง| หัวใจวาย
โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบ
โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบหรือที่เรียกว่า Coronary artery disease เป็นโรคหัวใจที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งทั่วโลกและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นของประเทศที่เจริญแล้ว และประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย
เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ
เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีเส้นใหญ่ 2 เส้นคือ
- Rigrt coronary artery
- Left main coronary artery ซึ่งจะแตกออกเป็นสองแขนงได้แก่
- Left anterior ascending
- circumflex artery
เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจจะมีการเสื่อมตามอายุ แต่สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากหลอดจะมีการเสื่อมเร็วทำให้มีการสะสมของไขมันและแคลเซียมทำให้รูของหลอดเลือดเล็กลง เลือดไปเลี้ยงหัวใจน้อยลง จะเห็นว่าขณะที่โรคกำลังดำเนินอยู่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการ จนกระทั่งหลอดเลือดเริ่มตีบมากจึงเกิดอาการ ดังนั้นควรจะป้องกันโรคนี้ก่อนที่มันจะเกิดอาการ
อาการของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบเป็นอย่างไร
เมื่อนึกถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหลายท่านจะนึกถึงคนรู้จักที่ยังเห็นหน้ากันดีๆอยู่ ได้ข่าวอีกทีก็อยู่ ICU หรือจากไปโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการอะไรซึ่งเป็นลักษณะของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ผู้ป่วยซึ่งเริ่มมีเส้นเลือดตีบอาจจะไม่มีอาการอะไรแสดงออกมา จนกระทั่งเส้นเลือดตีบมากขึ้น หัวใจได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงเกิดอาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาออกกำลังกายหรือทำอะไรรีบๆ กลุ่มอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้แก่
- ไม่มีอาการ เนื่องจากเส้นเลือดยังตีบไม่มากพอที่จะเกิดอาการ
- อาการแน่นหน้าอกเรียก Angina อาการเจ็บหน้าอกจะเจ็บขณะที่ออกกำลังกายหรือทำงานหนักๆจนต้องหยุดกิจกรรม เมื่อพักก็จะหายปวด เมื่อเริ่มกิจกรรมใหม่ด้วยระยะทางเท่าเดิมก็จะเจ็บหน้าอกเหมือนเดิม เมื่ออาการเป็นมากขึ้นอาการเจ็บหน้าอกจะมากขึ้น ระยะทางที่เริ่มเจ็บหน้าอกจะน้อยลง เจ็บนานขึ้น เจ็บหนักขึ้น อมยาไม่ค่อยหายปวด บางครั้งเจ็บหน้าอกโดยที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
- หายใจหอบ ผู้ป่วยบางคนไม่มีอาการเจ็บหน้าอก แต่จะมีอาการหอบหืดจากโรคหัวใจวาย
- ผู้ป่วยมาด้วยอาการ Heart attack คือมีการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกแบบเฉียบพลัน เหงื่อออก เป็นลม เป็นภาวะฉุกเฉินต้องรีบไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
สาเหตุ

ภาพแสดงผนังหลอดเลือดที่มีคราบไขมันเกาะทำให้รู้หลอดเลือดแคบลง |
เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจจะมีผนังไม่หน้า ผิวหลอดเลือดจะไม่หนาและไม่แข็งศามารถยืดหยุ่นได้ โรคหลอดเลือดแข็งเกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดได้รับอันตรายจากความดันหรือไขมัน โรคหลอดเลือดแข็งและตีบจะเป็นโรคที่ค่อยๆเกิดแรกๆจึงไม่มีอาการอะไร เมื่อมีการพอกของไขมัน แคลเซี่ยมและ Cholesterol ที่ผนังหลอดเลือดทำให้รูผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแคบลง คราบไขมันที่พอกอาจจะหลุดทำให้อุดหลอดเลือดอย่างเฉียบพลันเกิดหัวใจขาดเลือด
คนที่มีไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน สูบบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดมีอาการตีบตันเร็วขึ้น
ใครที่มีโอกาสเกิดโรคนี้
เป็นธรรมชาติของคนเมื่ออายุมากก็มีการเสื่อมของอวัยวะต่างๆซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ ผนังหลือดเลือดก็เช่นกันก็จะมีการเสื่อมตามอายุ ดังนั้นคนสูงอายุจะมีความเสี่ยงทุกคน แต่คนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคจะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดตีบได้เร็วกว่าคนที่มีปัจจัยเสี่ยง หากเราหลีกเลี่ยงหรือกำจัดก็จะทำให้ไม่เกิดโรคหรือชลอการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแบ่งออกเป็น
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้
เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เป็นสิ่งที่เกิดมาเมื่อคุณลืมตามองโลก ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้แก่
- เพศ ผู้ชายจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่าผู้หญิง แต่เมื่อวัยทองโอกาสเกิดเส้นเลือดตีบของผู้หญิงจะเพิ่มขึ้น
- กรรมพันธุ์ หากคุณมีปู่ ย่า ตา ทวด พ่อ แม่ พี่น้องเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนวัย คุณมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- อายุ คนที่เส้นเลือดหัวใจตีบมากจะเป็นเมืออายุมากกว่า 65 ปี แต่เนื่องจากคนอ้วนขึ้น มีโรคประจำตัวมากขึ้นทำให้คนอายุน้อยเกิดโรคนี้เพิ่มขึ้น
ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้
- การสูบบุหรี่ อาจจะสูบเองหรือคนใกล้ชิดสูบบุหรี่ก็ทำให้เกิดโรคนี้ได้เร็วขึ้น
- โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีความดันโลหิตมากกว่า 110/75 มิลิเมตรปรอท ผนังหลอดเลือดแดงจะรับแรงกระแทกซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบและแข็ง
- ไขมันในเลือดสูง
- โรคเบาหวาน
- โรคอ้วน
- การขาดการออกกำลังกาย
- ความเครียดและความโกรธ จะทำให้เกิดหลอดเลือดตีบเร็วขึ้นซึ่งอาจจะมาจากการที่รับประทานอาหารมากขึ้นหรือสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น
- การดื่มสุรามากเกินไป แม้ว่าดื่มสุราปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดอุบัติการของการเกิดหลอดเลือดตีบ แต่การดื่มมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดแดงตีบเนื่องจากความดันโลหิตและไขมัน triglyceride ที่เพิ่มขึ้น
การที่คนเกิดปัจจัยเสี่ยงหลายๆอย่างจะทำให้โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดตีบเร็วขึ้น
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ
การป้องกัน
หากท่านเป็นโรคหัวใจจะทำให้คุณภาพชีวิตลดลงดังนั้นท่านควรจะป้องกันมิให้เป็นโรคหัวใจ วิธีการง่ายดังนี้
การรักษา
- การรักษาเพื่อป้องกันหลอดเลือดตีบ อ่านที่นี่
- การรักษาโดยยา
- ยาลดไขมันยาที่ใช้ได้แก่ Statin,fibrate,niacine เป็นยาที่ลดระดับไขมันเลือด
- Aspirin เป็นยาที่ป้องกันเกร็ดเลือดมาเกาะที่ผนังหลอดเลือดเพื่อป้องกันหลอดเลือดแข็ง
- ยากลุ่ม Beta block ยาในกลุ่มนี้จะลดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจจะลดอัตราการเสียชีวิต
- Nitroglycerine ยานี้จะขยายหลอดเลือดหัวใจช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก
- ยาต้านแคลเซียม Calcium channel blocking agent ยานี้จะขยายหลอดเลือดหัวใจ
- กลุ่มยา ต่างๆที่ช่วยรักษา เช่น ยาต้านอนุมูลอิสระ โฟลิกเป็นต้น
- การผ่าตัดเพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงได้แก่
- การทำบอลลลูนหลอดเลือด เมื่อเกิดอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ หากเป็นมากหรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะฉีดสีเพื่อตรวจว่าหลอดเลือดตีบมากน้อยแค่ไหน หากตีบมากหรือตีบเส้นใหญ่แพทย์จะทำบอลลูน โดยการใช้มีดกรีดเป็นแผลเล็กๆ แล้วสอดสายเข้าหลอดเลือดแดง และแยงสายเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ เมื่อถึงตำแหน่งที่ตีบก็บอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ
- การผ่าตัด bypass โดยการใช้เส้นเลือดดำที่เท้าแทนเส้นเลือดหัวใจที่ตีบ
- Anthrectomy คือการผ่าตัดเอาคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือดออก
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ค่าไขมันที่เหมาะสม
|